อิตาลี โรม

อิตาลี โรม

อิตาลี โรม
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

อิตาลี "โรม" Unforgettable Holidays

มีคนเคยกล่าวไว้ว่าการมาชมโบราณสถานในกรุงโรมให้ได้อรรถรสจะต้องมองสิ่งเหล่านั้นด้วยความคิดและจิตนาการมิใช่เพียงดวงตาหาไม่หากเราใช้เพียง    ดวงตาก็จะเห็นแค่ซากปรักหักพังประโยคเด็ดนั้นเองสามารถอรรถาธิบายถึงมนต์ขลังของโรมได้เป็นอย่างดี

ในความรู้สึกของคนที่หลงใหลความงามความยิ่งใหญ่ของศิลปะสถาปัตยกรรม และประวัติศาสตร์แล้ว จุดหมายที่หลายคนหมายใจใฝ่ฝันถึงอิตาลีคงต้องมีประเทศอิตาลี  “โรม”  เป็นหนึ่งเมืองท่องเที่ยวติดโผอันดับต้นๆ เพราะ โรมเป็นมหานครที่มีสีสันเฉพาะตัวคลาคล่ำไปด้วยนักแสวงหาความรื่นรมย์ทางศิลปะสถาปัตยกรรม  มีคนเคยกล่าวไว้ว่า “การมาชมโบราณสถานในกรุงโรมให้ได้อรรถรสจะต้องมองสิ่งเหล่านั้นด้วยความคิดและจิตนาการมิใช่เพียงดวงตามอง หากเราใช้เพียงดวงตาก็จะเห็นแค่ซากปรักหักพัง ” ประโยคเด็ดนี้เองสามารถอรรถาธิบายถึงมนต์ขลังของโรมได้เป็นอย่างดี

 

เมืองแห่งความรื่นรมย์กับมุมสบายในสวนสาธารณะที่มีอยู่ทั่วทุกหนแห่ง

 

ทันทีที่ก้าวขาออกจากเครื่องบิน สิ่งแรกที่สัมผัสเมื่อมาถึง โรม คือการเป็นเมืองท่องเที่ยวผู้คนพลุกพล่านแต่ไม่วุ่นวาย บางคนให้สมญานามว่าเป็นเมืองแห่งความรื่นรมย์ อันร่ำลือนักหนาถึงความงดงามและแสนโรแมนติก กรุงโรม จึงมีนักท่องเที่ยวผ่านมาเก็บเกี่ยวประสบการณ์แบบชั่วข้ามคืนถึงปีละหลายล้านคน

 

วิธีทำความรู้จักโรมได้เป็นอย่างดีที่สุดนั่นคือด้วยการเดินเท้า

ก่อนตะลุยกรุงโรมขอแนะนำให้พกคัมภีร์นักเดินทางชื่อดาวเคราะห์โดดเดี่ยวติดเป้ไว้สักเล่มเพราะแสนใจดีอุตส่าห์บอกบทสนทนาพื้นฐานภาษาอิตาเลียนไว้เสร็จสรรพแถมแนะนำอีกว่าวิธีที่จะรู้จัก โรม ได้ดีที่สุดก็ต้องด้วยการเดินเท้า และมันอาจทำให้คุณได้พบกับหลายสิ่งที่น่าสนใจโดยเฉพาะสถานที่ทางประวัติศาสตร์ของชาวโรมัน

 

การมาเยือนโรมให้ได้อรรถรสคือการได้มีเวลานานเที่ยวเดินดูสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์

ด้วยเหตุนี้ความหมายของการมาเยือน โรม ย่อมคือการได้มีเวลานานเดินเที่ยวดูสถานที่ทางประวัติศาสตร์สำคัญมากมาย เช่น ตลาดหัวเมืองโรมันโบราณ โคลอสเซียม    แพนธีออน น้ำพุเทรวี่ อันเลื่องชื่อ บันไดสเปน นครศักดิ์สิทธิ์วาติกัน และโบสถ์เซนต์ปีเตอร์ ลึกลงไปกว่านั้นคือ การไม่พลาดชมความตระการตาบนพื้นที่ลุ่มระหว่างหุบเขา Capitoline และPalatine ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรมัน ฟอรัม (Roman Forum) ศูนย์รวมแห่งจิตวิญญาณของชาวโรมันทุกชนชั้นให้มาประกอบพิธีกรรมทางศาสนา

ในอดีตเคยเป็นศูนย์กลางย่านการค้า การเมืองของโรมโบราณ และเป็นที่ชุมนุมเพื่อฟังเรื่องซุบซิบนินทาพบปะสังสรรค์ของนักการเมืองที่มักจะมาเจอกันเพื่อถกเถียงเรื่อง       บ้านเมือง แต่น่าเสียดายเมื่อยุคจักรวรรดิแห่งโรมเสื่อมลง สถานที่แห่งนี้ไม่ได้รับการซ่อมแซมจึงหลงเหลือเศษเสี้ยวแห่งความรุ่งเรืองเพียงซากปรักหักพังของ วิหารเทพเจ้าแซทเทิร์น (Temple of Satum) ซุ้มประตูชัยเพื่อเฉลิมพระเกียรติแด่จักรพรรดิเซปติมุสเซเวอรัส (The Arch of Septimus Severus) บ้านแห่งเวสทอล (House of the Vestals) โบสถ์แอนโนนินุสและฟอสตินา (Temple of Antoninus & Faustina)ซุ้มประตูแห่งติตุสและกองหินที่เกลื่อนกลาดอยู่บนพื้น แต่ก็ยังสามารถสะกดให้ผู้คนต่างเดินทางมาเยือนเพื่อรำลึกเหตุการณ์และเรื่องราวในอดีตได้เป็นอย่างดี

 

โคลอสเซียม อนุสรณ์สถานความรุ่งเรืองของอาณาจักรโรมันโบราณ

ใกล้ๆ กันสิ่งที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงเบื้องหน้า ช่างยิ่งใหญ่ราวกับงานสร้างของยักษ์ มันคืออนุสรณ์โบราณแห่งโลกตะวันตกที่ทำให้รู้สึกอึ้งในทันทีที่ได้เห็นเค้าความรุ่งเรืองของอาณาจักรโรมันโบราณ อย่างชัดเจนและใหญ่โตกว่าภาพถ่ายที่ไม่เคยเห็นในหนังสือเล่มใดมาก่อนนั่นคือ โคลอสเซียม (Colosseum) อัฒจันทร์ขนาดใหญ่ที่ถูกใช้เป็น   สถานที่ที่ฝูงชนมาชมการต่อสู้กันอย่างเลือกเย็นของยอดนักต่อสู้ กลาดิเอเตอร์ (Gladiator) สมัยโบราณไม่ว่าระหว่างนักสู้ (นักโทษประหารหรือทาสไร้ราคา) กับสัตว์ดุร้ายหรือระหว่างนักสู้กันเอง การต่อสู้แบบนี้ได้รับความนิยมมากในสมัยนั้นผู้เป็นเดอะวินเนอร์จะได้รับรางวัลคือชีวิต ผู้ปราชัยฝูงชนจะเป็นผู้ตัดสินว่ามีชีวิตคงอยู่ต่อไปหรือไม่ แม้แต่ จักรพรรดิโคโมดัส ผู้มีชื่อเสียงในเรื่องการต่อสู้ยังเคยลงแข่งขัน ซึ่งเล่ากันว่าพระองค์ชอบที่จะสวมใส่หนังสิงโต เพื่อเลียนแบบให้เหมือนกับ เฮอร์คิวลิส


อิตาลีเ็ป็นบ้านเกิดของรถเวสป้าตามถนนหนทางถือเป็นมอเตอร์ไซน์ประจำชาติ

และประโยคที่ว่า "ถนนทุกสายมุ่งสู่โรม" ก็มาจากการที่ชาวโรมันเป็นชาวยุโรปพวกแรกที่สร้างถนนปูก้อนหินทอดยาวไปทั่วอาณาจักรกว่า 5,000 ไมล์ โดยว่ากันว่า ถนนสายแรกชื่อ VIA APPIA สร้างเมื่อ 312 ปีก่อนคริสตกาลเส้นทางจากโรมไปคาปัวก็ขยายเส้นทางไปเบเนเวนโต้และข้ามสมุทรไปบรินดิซี่ ตรงปลายรองเท้าบู๊ทของประเทศจนถึง 40 ปีก่อนคริสตกาลทั่วอิตาลีก็เชื่อมต่อกันจนเป็นที่มาของประโยคนี้

อีกหนึ่งสถานที่ที่ผู้มาเยือนโรมจะต้องพบเห็นแทบทุกถนนก็คือน้ำพุ เพราะ โรม ได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่มีน้ำพุมากที่สุดในโลกราวๆ 3,000 แห่ง แสดงให้เห็นถึงความสามารถทางสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมของโรมัน อาทิ น้ำพุเทรวี่ (The Trevi Fountain)


น้ำพุเทรวี่เชื่อกันว่าเป็นน้ำพุศักดิ์สิทธิ์สำหรับคู่รัก

ที่สร้างด้วยหินอ่อนสไตล์บารอคอย่างงดงามอลังการอันเป็นที่มาของเสียงเพลง There Coins and the Fountain ที่โด่งดังในอดีตเนื่องจากมีความสวยงามทางสถาปัตยกรรมเป็นอย่างมาก ส่วนกลางของน้ำพุมี รูปปั้นเทพเจ้าเนปจูนขี่รถม้าติดปีก แสดงถึงความมีสุขภาพที่แข็งแรง และความอุดมสมบูรณ์ของอาณาจักรตามธรรมเนียมแล้วนักท่องเที่ยวที่เข้ามาชม น้ำพุเทรวี่ ก็มักจะมาอธิษฐานขอพรแล้วโยนเหรียญ 1 เหรียญข้ามหัวให้ตกลงไปในแอ่งน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเชื่อกันว่าหากโยนเหรียญลงไปแล้วจะได้กลับมาเยือนที่นี่อีกครั้งหนึ่งจริงๆ (ว่ากันว่าส่วนใหญ่จะได้กลับมาฮันนีมูนกับคนรัก)


บรรยากาศคราคร่ำไปด้วยผู้คนในนครวาติกันรัฐอิสระที่เล็กที่สุดในโลก

ปิดท้ายก่อนกลับด้วยการแวะชม นครวาติกัน (Vatican City) รัฐอิสระที่เล็กที่สุดในโลกมี พระสันตปาปาเป็นประมุขของประเทศ โดย นครวาติ กันตั้งอยู่ใจกลางกรุงโรม หากจะนับจำนวนคนก็ราวๆ สัก 750 คนต่อตารางฟุต นครวาติกันได้ชื่อว่าเป็นประเทศร่ำรวยที่สุดในโลกอีกด้วย จึงมีโอกาสเข้าชมมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ (St. Peter’s Basilica) ที่สร้างด้วยสถาปัตยกรรมล้ำค่าที่สุดของโลก ซึ่งตรงหน้าลานกว้างด้านหน้ามหาวิหารนี้เป็นผลงานชิ้นเอกของแบร์นินี่เป็นที่ชุมนุมของ ศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิกมีการตกแต่งอย่างโอ่อ่าหรูหรา และมีรูปปั้นแกะสลักเฟียต้า ผลงานของศิลปินเอกไมเคิล แองเจโล ภายใต้ยอดโดมขนาดใหญ่ที่หาชมได้ยาก ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นสิ่งล้ำค่าคู่บ้านคู่เมืองของอิตาลีไปโดยปริยาย

How to get there
การบินไทย    มีเที่ยวบินไปมิลาน ทุกวันจันทร์ พฤหัส ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์  เวลา 00.20-06.50 น.
ราคาตั๋ว        
ราวๆ 37,910 บาท  แล้วต่อเครื่องไป โรม ในเที่ยวบินออกจากมิลาน 09.10 น. ทุกวัน สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร.0-2628-2000

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook