ปริตุ๊โกร ทีลอชู (ตอนแรก)

ปริตุ๊โกร ทีลอชู (ตอนแรก)

ปริตุ๊โกร ทีลอชู (ตอนแรก)

สันดอยสามหมื่น น้ำตกสูงสุดเมืองไทย “ปริตุ๊โกร ทีลอชู!” ตอนแรก

หมู่บ้านกุยเลอตอ 

    กุยเลอตอ” ชุมชนเล็กๆ บนพื้นเพการดำรงวิถีชีวิตอย่างเรียบง่ายสงบงามตามแบบฉบับของคนไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง ไม่มีอะไรพิเศษต่างจากหมู่บ้านกะเหรี่ยงในเขตอำเภออุ้มผาง และหลายชุมชนตลอดเส้นทางสาย 1288 ที่เลาะขนานพรมแดนไทย - พม่า ที่พวกเราผ่านมาเมื่อครู่  แม้อดีตพื้นที่แถบบ้านกุยเลอตอ เคยเป็นจุดตรวจเอกสารผ่านแดนจากคนฝั่งพม่า ซึ่งเอกสารดังกล่าวถูกบรรจุอยู่ในกระบอกไม้ไผ่ จนมาเป็นตำนานเรียกขาน “อุผะ” ที่เพี้ยนมาเป็น “อุ้มผาง” ชื่ออำเภอในปัจจุบัน  แต่ชุมชนแห่งนี้ก็ไม่ได้เป็นที่รู้จักเป็นที่สนใจของภายนอก หรือแม้แต่คนอุ้มผางเองก็ตาม

หมู่บ้านกุยเลอตอ       ทว่า! วันนี้บ้านกุยเลอตอ กำลังกลายเป็นจุดเริ่มต้นของดินแดนอัศจรรย์ทางธรรมชาติ แหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของนักผจญภัยที่กำลังถูกกล่าวขวัญถึงในเวลานี้.... เรากำลังจะได้พบน้ำตกที่ว่ากันว่าสูงที่สุดของเมืองไทย “ปริตุ๊โกร ทีลอชู”

     บ้านเรือนยกสูง ฝาไม้ขัดแตะ หลังคามีทั้งหญ้าคา สังกะสี และไม้สับแผ่น ใต้ถุนที่สูงราวเมตรถึงสองเมตร มีไว้เก็บเครื่องมือเครื่องใช้ไม้สอยทางการเกษตร แทบทุกบ้านมีฟืนหุงต้มเรียงอยู่ใต้ถุนอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย บางบ้านใช้เป็นที่เลี้ยงสัตว์ ผูกเลี้ยงไว้ทั้งวัว หมูตัวดำเมี่ยม เป็ดไก่ปล่อยปละอย่างอิสระ และที่สะดุดตาที่สุดคือ แพะสองตัวยืนมองหน้าสลอนออกมาจากใต้ถุนอย่างสบายอกสบายใจ

 หมู่บ้านกุยเลอตอ

     เด็กเล็กเด็กน้อยวิ่งเล่นอยู่กลางถนนดินแดง และแอ่งน้ำขังสีแดงขุ่นกลางหมู่บ้านหลังฝนซาไม่นาน มะน่อ(หญิงสาว) และหญิงวัยกลางคน โดยมะน่ออยู่ในเสื้อถักทอสีขาวแบบกะเหรี่ยงนุ่งผ้าถุง ทั้งสองคนสวมหมวกใบงอบปลายแหลม ข้างตัวสะพายข้องสำหรับเก็บปลา ในมือถือเบ็ดที่ทำจากไม่ไผ่ลวกคันยาว เดินกลับมาจากเกี่ยวเบ็ดตกปลาในแม่น้ำแม่จันท้ายหมู่บ้าน บรรยากาศในยามนี้สำหรับผู้ผ่านทางเข้ามารู้สึกได้ถึงความเรียบง่ายสงบงามไม่น้อย
หมู่บ้านกุยเลอตอ 
     ชุมชนบ้านกุยเลอตอมีราวห้าถึงหกสิบหลังคาเรือน คนที่นี่ร้อยเปอร์เซ็นต์เป็นชาวกะเหรี่ยง  ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่มีบัตรประชาชนเพราะเป็นต่างด้าว ชนกลุ่มน้อยที่อพยพเข้ามาตั้งหลักปักฐานตั้งแต่รุ่นผู้เฒ่าผู้แก่ แต่มีบัตรชาวเขาหรือบัตรเหลือง ถือสิทธิเป็นประชากรของประเทศเช่นกัน  ชุมชนแห่งนี้จัดตั้งเป็นหมู่ที่ ๖ ขึ้นอยู่กับตำบลแม่จัน อำเภออุ้มผาง มีแม่น้ำแม่จันไหลผ่านหมู่บ้าน แม่น้ำสำคัญอีกสายหนึ่งของอุ้มผางมีต้นกำเนิดจากดอยผะวี ซึ่งเป็นเทือกเขาที่กั้นระหว่างไทย- พม่า ไหลมาสบห้วยแม่กลองที่ปางห้วยแม่จันรวมเป็นแม่น้ำแม่กลองในที่สุด
 หมู่บ้านกุยเลอตอ

     เรามาหยุดรถตรงบ้านหลังหนึ่งที่พบเด็กเล็กสองสามคนวิ่งเล่นอย่างสนุกสนานอยู่บนเรือนตามประสาเด็ก โดยมีผู้เป็นแม่กำลังเลี้ยงลูกอ่อนอยู่ไม่ห่างกัน พี่อู๊ดดี้ (เจ้าของตูกะสู คอทเทจ) ถามถึงจะตุ๊ กับแม่เด็ก เธอตอบกลับมาว่าจะตุ๊ไม่อยู่ พร้อมกันนั้นมีเด็กหนุ่มคนหนึ่งออกมาบอกเพิ่มเติมว่าจะตุ๊ ไปไร่ “มีใครพาไปทีลอชู (หมายถึงน้ำตกใหญ่)ได้บ้าง?” พี่อู๊ดดี้ ถามต่อ

 หมู่บ้านกุยเลอตอ

    “น้ำตกที่ดอยสามหมื่นนะหรือ ผมพาไปได้!” เขาตอบ เพื่อความแน่ใจว่าจะเป็นน้ำตกเดียวกันหรือไม่จึงซักถามกันอยู่นาน และสุดท้ายแน่ใจว่าเป็นน้ำตกเดียวกัน เพราะวิโรจน์ (ชื่อของเด็กหนุ่มคนนี้) เป็นลูกหาบพานักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่งขึ้นไปเมื่อเดือนก่อนพร้อมกับนำรูปภาพน้ำตกและยอดดอยสามหมื่นที่กลุ่มนักท่องเที่ยวดั่งกล่าวส่งมาให้จะตุ๊ไว้เป็นที่ระลึก มาให้เราดูเพื่อยืนยัน... “ถ้าอย่างนั้นวิโรจน์พาเราไป และหาคนนำทางเพิ่มอีกคนนะ” พี่อู๊ดดี้บอกกับวิโรจน์ จากนั้นเขาเดินมุ่งไกลออกไปยังบ้านหลังหนึ่งไม่นานกลับมาบอกว่าได้คนเรียบร้อย
หมู่บ้านกุยเลอตอ 

     ต่างคนต่างจัดเตรียมสัมภาระของแต่ละคน ซึ่งเราก็มีเป้คนละใบและอุปกรณ์ถ่ายภาพ ส่วนพวกเสบียงอาหารและอุปกรณ์ประกอบอาหารยกให้เป็นหน้าที่ของวิโรจน์กับพะตี้ (พะตี้ เป็นภาษากะเหรี่ยงหมายถึง ลุง)แบกขน พูดถึง “พะตี้ หรือ ลุงส่วย” คนนี้จัดว่าเป็นผู้เฒ่าที่เรี่ยวแรงแกร่งเกินอายุครับ เห็นตัวเลขของแกร่วมหกสิบ แต่พละกำลังราวเด็กหนุ่มอายุสิบแปด และขอบอกครับ! เขาคนนี้ที่กลายเป็นสีสัน คอยเรียกเสียงเฮฮาประจำคณะ และด้วยความซื่อที่เต็มเปี่ยมด้วยความบริสุทธิ์จริงใจ พะตี้จึงเป็นที่ชื่นชอบของพวกเรา ฉะนั้นนอกจากเรื่องราวของการสำรวจเส้นทางนี้แล้วนั้น เราจะมีเขามาคอยเรียกเสียงฮา สร้างความครื้นเครงเป็นส่วนผสมเติมเต็มบรรยากาศให้กลมกล่อมลงตัว....สรุปว่างานนี้ ในคณะมีพี่อู๊ดดี้, ลูกน้องพี่เขาหนึ่งคน, วิโรจน์, พะตี้, ดิว และก็ผม รวมห้าคนกำลังดี

เกล็ดหอย บางท้องถิ่นเรียก แววมยุเรศ  กล้วยจะก่าหลวง กล้วยไม้สกุล Coelogyne 
ฉัตรฟ้า

      หลังจากจัดการอาหารมื้อเที่ยงก่อนออกเดินทาง ไม่ทันได้ก้าวเท้าออกจากชายคา

 ฝนก็เทกระหน่ำลงมาอีกระลอก ไม่รู้จะเรียกว่านิมิตหมายอันดีหรือเผชิญอุปสรรคกันตั้งแต่แรก  เอาเป็นว่าลุยไหนลุยกัน นึกว่าเทวดาโปรยน้ำมนต์ก็แล้วกัน เปียกเป็นเปียกกลัวอะไรกับฝน พี่อู๊ดดี้ว่าอย่างนั้น แต่ผมเห็นแกคว้าเสื้อกันฝนจากเป้มาสวมใส่ก่อนใครเพื่อน ส่วนพะตี้ แกก็ไม่ใช่ย่อยครับ งานนี้มาด้วยเสื้อแดงแรงฤทธิ์ กางเกงขาสั้นชุดเดียวลุยตลอดทริป เป้แกนั้นเท่ห์สุดๆ ครับ เป็นกระสอบปุ๋ยที่ใช้เชือกผูกไปมาแล้วขัดด้วยไม้จนกลายเป็นเป้ พอเป้ขึ้นหลังได้จากนั้นก็เอาผ้ายางคลุมตัวอีกที แล้วชิงสตาร์ทเดินล่วงหน้าไปก่อนใคร
ตามธารน้ำจะพบเห็นเฟินหลายชนิดขึ้นอยู่เป็นจำนวนมาก

      แต่เอ๊ะ! เมื่อมองไปยังเท้าลุงแก ก็อดสงสัยไม่ได้ “ พะตี้ ไม่ใส่รองเท้าหรือ” ผมถามขึ้น “ใส่แล้วเดินไม่เป็น” พะตี้ตอบทำนองว่าเดินเท้าเปล่าถนัดกว่า เพราะตั้งแต่เด็กจนอายุอานามขนาดนี้ ชินกับการเดินเท้าเปล่ามาตลอด เรียกได้ว่าชั่วชีวิตแกมีรองเท้านับคู่ได้

ดอกของพืชในวงศ์ขิงข่า

     เห็นแกพูดเล่นพูดจริงไม่ทราบนะครับ ว่าครั้งหนึ่งเคยลองใส่รองเท้าไปเดินป่า เล่นเอาเกือบตาย เดินไม่เป็นท่าพาให้ลื่นล้มตลอดเวลา นับแต่นั้นมารองเท้าไม่มีทางได้สัมผัสฝ่าเท้าของแกเลย ( “คำเตือน!” ... เป็นความสามารถเฉพาะตัวห้ามลอกเลียนแบบ) แต่ถ้าอยากทำได้เหมือนพะตี้ คุณจะต้องฝึกฝนให้ถึงขั้นฝ่าเท้าทนน้ำทนไฟและของมีคมเสียก่อน หรือประมาณว่าหนังหนาตายด้านไม่แพ้ฝ่าเท้าช้างนั่นแหละครับ

    เดินออกมาถึงทางแยกเข้าหมู่บ้านในตอนขาเข้ามา แล้วไปตามทางลาดยางไม่ถึงร้อยเมตร ตัดข้ามไปอีกฝั่ง เดินเลาะเข้าไปตามทางดินเละๆ ที่น้ำท่วมขังเฉอะแฉะจากฝนที่ตกลงมาแทบทุกวัน เส้นทางนี้ชาวบ้านใช้เข้าไร่ ทำสวนและเก็บหาของป่าบริเวณป่าเหนือไร่และนา เช่นเดียวกับวัวควายต่างใช้เส้นทางนี้ร่วมกัน ตรงที่พอเป็นแอ่งน้ำและลำห้วยเล็กๆ ก็จะเป็นที่เสพสุขนอนแช่น้ำแช่โคลนของเจ้าสัตว์เท้ากีบ ตลอดทางเดินเราจึงเห็นรอยเท้าพวกนี้เหยียบเดินไปมาจนเป็นหลุมบ่อโคลนตลอดทาง

    มันทำให้พวกเราต้องเดินลุยไปตามหลุมโคลนและคอยระวังลื่น ถ้าพลาดเหยียบผิดลงไปยุบจมเกือบครึ่งแข้ง ตอนดึงเท้าออกพาให้รองเท้าหลุดออกจากเท้าฝังอยู่ในโคลน จำต้องเอามือควานหา เล่นเอาเลอะเทอะไปตามๆ กัน แค่ด่านแรกยังไม่ทันได้เดินเข้าป่าปีนเขาก็ตัดกำลังเกือบครึ่งชั่วโมงกว่าจะพ้นทางเดินเละๆ เหล่านี้ เห็นจะมีก็แต่พะตี้นั่นแหละครับที่งานนี้เท้าเปล่าของแกไม่มีลื่นหรือกลัวจะต้องลุยโคลน แกย่ำผ่านไปอย่างสบายเท้า ให้พวกใส่รองเท้าไม่ว่าจะยี่ห้อไหน ถูกหรือแพงประสบชะตากรรมเดียวกัน

    ข้าวไร่เริ่มออกรวง เขียวสดชื่นเต็มทั่วทุ่งนาสุดลูกหูลูกตา เราปีนข้ามรั้วสูงระดับเอวที่ทำกั้นไม่ให้วัวรุกล้ำเข้ามาเหยียบย่ำและขโมยเล็มข้าวกิน ผ่านไปตามทางจนสุดปลายนาข้ามรั้วอีกครั้ง ระหว่างเดินมองเห็นภูเขาสูงโด่ดเด่นกว่าใครเพื่อน และยังมองเห็นสายน้ำบางช่วงบางตอนในระยะไกล

ตรงนั้นเองคือยอดเขาดอยสามหมื่นและน้ำตกใหญ่ ที่ชาวกะเหรี่ยงเรียก ทีลอชู โดยไม่ได้มีชื่อหรือตั้งขึ้นใหม่ แต่ทราบจากพะตี้ว่า สายน้ำตกนั้นไหลมาเป็นห้วยปริตุ๊โกร ที่เรากำลังผ่านเข้ามาและจะต้องเดินเลาะคู่ไปกับลำห้วยนี้ในบางช่วง
ด้วงคีมใหญ่

    วันนี้น้ำในห้วยปริตุ๊โกรค่อนข้างมาก พบร่องรอยน้ำหลากกัดเซาะตลิ่งพังลงมาขยายอาณาบริเวณกว้างขวาง บางช่วงสายน้ำเปลี่ยนทางอันเกิดจากกระแสน้ำแรงและมาก จนทำให้น้ำหอบเอาหินและดินปิดกั้นทางเดิมไว้กระแสน้ำจึงเปลี่ยนทิศกลายเป็นทางน้ำใหม่ที่อยู่ไม่ห่างกัน ห้วยปริตุ๊โกรจะมีลำห้วยเล็กห้วยน้อยมากมาย เช่นห้วยมอโกร ห้วยกะแนโกร เป็นต้น ไหลมาบรรจบจากนั้นลงไปรวมกับแม่น้ำแม่จันอีกที

ธารน้ำที่เห็นเป็นสายน้ำจากนำตกปริตุ๊โกร ถัดไปเป็นทิวเขาดอยมะม่วง

    แม้ว่าปริมาณน้ำในห้วยปริตุ๊โกรจะมาก แต่สายน้ำก็ไม่ขุ่นหากยังคงใสสะอาด แตกต่างจากลำน้ำสายอื่นๆ ที่มักจะขุ่นแดงในเวลาน้ำหลากหรือฝนตกหนักๆ ซึ่งบ่งบอกได้อย่างหนึ่งว่าป่าเหนือลำห้วยปริตุ๊โกรขึ้นไปยังคงสภาพสมบูรณ์ไม่น้อยทีเดียว และเป็นนัยให้เรารู้ว่าน้ำตกสูงเสียดฟ้านั้นจะต้องมีน้ำมากอย่างแน่นอน

สีแดงสดของดอกบิโกเนีย

 

จากจุดพักแรมในคืนแรงมองเห็นสายน้ำตกปริตุ๊โกรอยู่ในฉากหลัง

    พ้นปลายนาสุดท้ายเริ่มเข้าสู่อาณาจักรใต้ร่มชายคาของผืนป่า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นป่าไผ่ ทั้งไผ่หก ไผ่นวลและไผ่ผาก โดยมีไม้ยืนต้นแทรกอยู่ประปราย เช่น ยางนา มะค่าโมง ชิงชันและตะเคียน เป็นต้น ใต้ต้นยางนาพวกเราเลือกพักเหนื่อย และสำรวจข้าวของในเป้ว่ายังอยู่ในสภาพดีอยู่หรือเปล่าหลังเผชิญสายฝนมาตลอดทางก่อนหยุดตกได้ไม่นาน สายลมพัดบางเบาปะทะความเปียกชื้นของเสื้อผ้าและผิวกายจนรู้สึกเย็นจับใจไม่น้อย

 

สภาพป่าดินเขาบริเวณที่ค้างแรม

    ผมแหงนมองลูกยางที่ร่วงหล่นควงหมุนร่อนพลิ้วไปตามแรงลม พาให้คิดถึงวัยเด็กที่ชอบชวนเพื่อนเข้าป่าเก็บลูกยางที่มีปีกสองข้างมาขว้างเล่น ให้มันค่อยๆ หมุนพลิ้วลงสู่พื้น สมัยนั้นไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่าการเล่นสนุกตามประสาเด็กในท้องถิ่นชนบท แต่พอโตขึ้นเมื่อได้เรียนรู้เรื่องราวจากป่าและเดินทางมากขึ้น ทำให้รู้เห็นคุณค่าของป่าในแง่มุมหนึ่ง

ธรรมชาติมิได้สร้างปีกสองข้างของลูกยางไว้ให้เด็กขว้างเล่น หากเพราะไม้ยางเป็นไม้ขนาดใหญ่ แผ่รัศมีของร่มใบออกไปกว้างไกล ธรรมชาติจึงสร้างปีกสองข้างของลูกยางเอาไว้ ยามลูกแก่พร้อมจะแพร่พันธุ์ก็จะหล่นจากยอดไม้สูง ควงหมุนร่อนพลิ้วลอยไปไกลจากต้นแม่เพื่อกระจายพันธุ์ จะได้ไม่ต้องแย่งอาหารและที่เติบโตกับต้นแม่ เป็นการดำรงสืบพันธุ์ตามกลไกธรรมชาติอันสมเหตุและผลเสมอ

 

     ตามกอไผ่ มีบางลำต้นถูกเฉาะตัดหาหนอนรถด่วนที่อยู่ในกระบอกไม้ไผ่ หนอนรถด่วนอาหารจานเด็ดที่เต็มไปด้วยโปรตีนและปลอดสารพิษ นับเป็นอาหารจากป่าที่คนชนบททางภาคเหนือนิยมกินมานานแล้ว วิถีคนอยู่กับป่ามาตลอดจึงรู้วิธีหากินใช้ประโยชน์จากป่า โดยเฉพาะป่าท้ายไร่ปลายนาหรือรอบหมู่บ้านจึงเปรียบได้ดั่งซูเปอร์มาร์เก็ต เพราะมีอาหารนานาชนิดให้เกี่ยวให้เก็บหมุนเวียนตามฤดูกาล ด้วยความใกล้ชิดกับผืนป่าชาวบ้านจะรู้ว่าอะไรควรอยู่ตรงไหนของป่า รู้ว่าหน่อไม้จะมีอยู่ตรงไหน เห็ดป่าจะขึ้นอยู่ที่ใด ตามวันเวลาใด

 

   พวกเขาไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือคอยวัดความชื้น  ไม่มีเครื่องวัดอุณหภูมิแต่รู้จักธรรมชาติด้วยประสบการณ์ วันไหนร้อนอบอ้าวในอากาศที่ชุ่มชื้น พวกเขาจะรู้ได้ทันทีว่าพรุ่งนี้หรือมะรืน เห็ดจะผุดขึ้นมาจากดิน รู้กระทั่งเมื่อใดปูปลาจะมาตามกระแสน้ำ วันไหนกบจำศีล และเขารู้ว่าลำไผ่ไหนจะมีหนอนรถด่วน “กาบหนาๆ ข้อลำไผ่สั้นๆ แกนๆ นั่นล่ะมีรถด่วนอย่างแน่นอน” ตามคำบอกของพะตี้

 

     เส้นทางช่วงต่อไปต้องเดินขึ้นเขาอย่างเดียว ลัดเลาะไปตามแนวสันเขา และใต้เรือนป่าดิบแล้ง คาดการณ์ว่าน่าจะใช้เวลาประมาณชั่วโมงเศษ จึงจะถึงทางแยกลงเขาช่วงสุดท้ายเพื่อไปยังที่พักคืนแรกตรงริมน้ำหรือบริเวณตีนน้ำตกที่เป็นเป้าหมายครั้งนี้

     ทุกอย่างถูกควบคุมด้วยกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ เมื่อเส้นทางจากสันเขาลูกหนึ่งเชื่อมต่อไปยังสันเขาอีกลูกหนึ่งโดยอัตโนมัติ ความชันที่ถ่วงเรี่ยวแรงจนไม่อาจก้าวย่างเดินได้ดั่งใจ เพราะความเหน็ดเหนื่อย และอาการขมวดตึงของกล้ามเนื้อทั้งสองขา เม็ดเหงื่อผุดออกมาตามตัวและใบหน้าผสมหยดน้ำฝนที่ตกปรอยๆ ลงมาอีกครั้ง จึงเปียกฉ่ำไปทั้งใบหน้า ตาและปาก ผมรู้สึกได้ถึงความเค็มที่ปลายลิ้นและแสบเคืองตา แม้ว่าความเค็มของเหงื่อจะถูกเจือจางด้วยน้ำฝนก็ตาม

    ช่วงทางเดินนี้แทบจะเดินกันอย่างเดียวเพราะธรรมชาติไม่เปิดโอกาสให้ถ่ายภาพ ทั้งฝนและสายหมอกอันหนาทึบคืออุปสรรคสำคัญ ตอนจะหยุดพักเหนื่อยก็ต้องบอกพะตี้ที่เดินนำหน้าให้หยุด เพราะดูไม่มีทีท่าว่าแกจะเหน็ดเหนื่อยแม้แต่น้อย งานนี้คนหนุ่มๆ อย่างเราต้องยอมศิโรราบให้กับเรี่ยวแรงและเท้าหนังหุ้มเนื้อแท้ๆ ของพะตี้ ชนิดหมดข้อสงสัย
น้ำตกปริตุ๊โกร ทีลอชู

    มีขึ้นย่อมมีลง แล้วก็มาถึงทางแยกซึ่งคราวนี้ลงเขาอย่างเดียวชนิดที่ว่าดิ่งลึก น้องๆ หุบเหวกันเลยทีเดียว นี่ถ้าไม่ใช่เพราะต้องเดินลงเพื่อไปยังจุดแค้มป์และไปยังน้ำตกแล้วละก็คงไม่มีใครอยากไป ตอนลงนะลงได้แต่ตอนขากลับนี่ละซิ ไต่ขึ้นเพียวๆ ไม่มีทางอื่นให้เลือก ระหว่างทางตรงช่วงหนึ่งพะตี้บอกว่าจะมีจุดที่มองเห็นน้ำตกได้ทั้งสาย แต่ตอนมาถึงหมอกปกคลุมหนาแน่นจนไม่เห็นแม้แต่น้อย

น้ำตกปริตุ๊โกร ทีลอชู

    และแล้วก็มาถึงจุดแค้มป์ด่านล่างจนได้ ซึ่งเป็นร่องหุบเชิงเขามีพื้นที่ราบกว้างพอควร กางเต็นท์ได้สักสิบหลังหรือจะผูกเปลก็สะดวกเข้าท่า มีต้นไม้ให้ผูกเหมาะเจาะมากมาย ใกล้กันเป็นธารน้ำห้วยปริตุ๊โกรที่ไหลรินคอยขับกล่อมให้ได้ยินเสียงตลอดเวลา สายน้ำใสสะอาดตัดกับโขดหินแกรนิตสีขาวน้อยใหญ่ เหนือขึ้นไปเป็นธารน้ำตกชั้นเล็กๆ ไหลลดหลั่นลงมาสู่แอ่งกว้าง จึงเหมาะแก่การใช้เป็นที่อาบน้ำเล่นน้ำ

บรรยากาศการทำอาหาร

    ถ้าหมอกไม่ปกคลุมเราจะมองเห็นสายน้ำตกไหลหล่นมาจากหน้าผาสูงลิบๆ ราวกับหล่นมาจากฟากฟ้า แต่บางครั้งหมอกที่ห่มคลุมอยู่นั้นเป็นดั่งม่านสีขาวซึ่งค่อยๆ เคลื่อนเปิดปิดให้เห็นสายน้ำตกเป็นระยะ มันสูงใหญ่จริงๆ ครับ ขนาดที่ว่าเรือนยอดไม้จะสูงเพียงใด มันก็เทียบไม่ได้กับความสูงของน้ำตก ซึ่งสะกดตาทุกครั้งยามม่านขาวเปิดโฉมออกมาให้เห็น

 
น้ำตกปริตุ๊โกร ทีลอชู  

    ที่นอนคืนนี้ของทุกคนคือเปล ภายใต้ฟรายชีทและผืนผ้ายางสำหรับคลุมฝน เปลทั้งแบบมีมุ้งและเปลทหาร แต่ที่แปลกสุดๆ มันก็ต้องเปลของพะตี้ เล่นเอาเปลญวนลวดลายเจ็ดสีมีเป็นช่องตาข่ายใช้นั่งเล่นนอนเล่นหรือที่เห็นกันตามชายหาดริมทะเล แกบอกว่าอย่างนี้ลมเย็นดี

ประทัดอ่างข่าง

    “แหม! เปลพะตี้เท่ห์เชียวนะ สงสัยเที่ยวทะเลบ่อย” ผมพูดแซว “ยังไม่เคยเห็นทะเลเลย อันนี้ของหลานมัน เลยยืมมา” พะตี้ตอบแบบเสียงไม่ค่อยชัดตามสไตล์หากเต็มไปความจริงใจโดยเฉพาะเสียงหัวเราะและรอยยิ้มอย่างเปิดเผย

 
น้ำตกปริตุ๊โกร ทีลอชู       เห็นผ้ายางที่นำมาคลุมเปลกันฝนของพะตี้แล้วต้องบอกว่าคืนนี้ถ้าฝนเกิดตกขึ้นมา เห็นทีคงรอดยาก เพราะขนาดของผ้ายางกว้างยาวเพียงเมตรเศษๆ แถมมีรอยรั่วอีกต่างหาก ถ้าจะนอนคงต้องขดตัวให้อยู่ภายในรัศมีของผ้ายางนี้ มิเช่นนั้นอาจได้นอนห่มฝนเปียกชุ่มฉ่ำทั้งคืน “เดี๋ยวรู้กันว่าคืนนี้พะตี้ จะเสียท่าให้กับฝนหรือเปล่า”
 
น้ำตกปริตุ๊โกร ทีลอชู

     ทุกอย่างถูกจัดเตรียมกันเรียบร้อย พะตี้และวิโรจน์รีบไปก่อไฟหุงข้าวเตรียมก่อนเพราะไม่แน่ฝนอาจตกลงมาอีกในไม่ช้าก็เป็นได้ ส่วนผม พี่อู๊ดดี้ และดิว ต่างพากันไปอาบน้ำที่ลำธารห้วยปริตุ๊โกร หลังอาหารมื้อค่ำภายใต้ผืนผ้าฟรายชีท และเสียงฝนเปาะแปะเบาๆ เราล้อมวงสนทนากันอย่างออกรส สารพัดเรื่องที่ถูกถ่ายทอดเล่าสู่กันฟัง เรื่องสำคัญที่สุดคือการถามไถ่ชื่อของน้ำตกใหม่แห่งนี้

 
น้ำตกปริตุ๊โกร ทีลอชู

    ซึ่งคำตอบของพะตี้และวิโรจน์ คือไม่มีชื่อ โดยพะตี้บอกว่าคนที่นี่ขึ้นมาป่าแถบนี้บ่อย (รวมถึงตัวแกเองด้วย) ส่วนมากมาหาของป่าและล่าสัตว์ หลายครั้งมาพักตั้งห้างดักสัตว์แถวๆ น้ำตกนี้ ไม่ได้สนใจน้ำตกไปมากกว่าการหาของป่า พะตี้ว่าอย่างนั้น น้ำตกแห่งนี้จึงไม่มีการตั้งชื่อ ปกติชาวกะเหรี่ยงเห็นน้ำตกใหญ่ ก็เหมาเรียกว่า “ทีลอชู” ดั่งที่เคยเรียกน้ำตกทีลอชู และต่อมาเพี้ยนเป็น “ทีลอซู” ชื่อเรียกขานมาจนปัจจุบัน ซึ่งไม่แปลกที่พะตี้หรือคนเชื้อสายกะเหรี่ยงจะเรียกน้ำตกแห่งนี้ว่า ทีลอชู เพราะด้วยความใหญ่โต และสูงของชั้นน้ำตกนั่นเอง

 

    สายน้ำตกสายนี้ไหลไปเป็นห้วยปริตุ๊โกร เราจึงเห็นพ้องต้องกันอย่างไม่ต้องสงสัยในการที่จะเรียกน้ำตกใหม่นี้ว่า “ปริตุ๊โกร” แต่กระนั้นได้คำแนะนำจากพี่อู๊ดดี้ให้เติมคำว่าทีลอชู เข้าไปด้วย โดยให้เหตุผลว่าในเมื่อมันเป็นน้ำตกสูงใหญ่ขนาดนี้เราควรมีคำนี้ต่อท้ายเข้าไปด้วย อีกทั้งเพื่อเป็นเกียรติกับคนที่นี่ (ตามพจนานุกรมฉบับกะเหรี่ยง ที = น้ำ , ลอ = ตก, ชู= ใหญ่ ) จึงกลายเป็น “ปริตุ๊โกร ทีลอชู” นับแต่นี้ ส่วนคำว่าปริตุ๊โกร ผมสอบถามพะตี้หรือชาวกะเหรี่ยงรุ่นเก่าๆ ต่างบอกว่าไม่มีความหมายแปลว่าอะไร

    “แล้วพะตี้ ยิงสัตว์อะไรได้บ้าง” พี่อู๊ดดี้เปลี่ยนเรื่อง โดยตั้งคำถามไปยังพะตี้ในฐานะพรานเก่าที่ล่าสัตว์หาของป่าอยู่แถบนี้ “เก๋ง (เก้ง), ฟาน (กวาง), หมี...เยอะแยะ” พะตี้ตอบ “แล้วเสือละเคยยิงได้หรือเปล่า” พี่อู๊ดดี้ถามขึ้นอีก “ไม่หรอก... แค่เห็นก็ขนหัวลุกแล้ว” แกตอบแทบไม่ต้องยั้งคิด

    พะตี้เขาเคยเห็น “ม้าเทวดา หรือ กวางผา” โดยเล่าว่าเหนือน้ำตกขึ้นไปจะเป็นสันเขาทุ่งหญ้าและช่วงชั้นน้ำตกสูงๆ มันชอบยืนอยู่ตามชะง่อนหินผามองเห็นได้ระยะไกล ตัวไม่ดำไม่แดง ตัวมันมีสีออกเทาๆ พะตี้ยืนยันอย่างนั้น จนผมมั่นใจตามที่พะตี้พูด แต่น่าเสียดายไม่มีใครได้เห็นตัวมันอีกเลย จากคำพูดของพะตี้ และพี่อู๊ดดี้พูดเสริมถึงสาเหตุว่า เมื่อหลายๆ ปีก่อนบริเวณป่าแถบนี้ตรงเหนือน้ำตกขึ้นไปซึ่งจะเป็นยอดสูงสุดของภูเขา คือประมาณ ๑,๗๐๐ เมตร จะเป็นแนวแบ่งเขตระหว่างไทย- พม่า อันเป็นฐานที่มั่นของฝ่ายกองกำลังกะเหรี่ยงอิสระ (KNU) ใช้เป็นจุดยุทธศาสตร์ในการป้องกัน ต่อสู่กับฝ่ายรัฐบาลทหารพม่า เพราะด้วยเป็นภูเขาสูงชันมองเห็นฝ่ายตรงข้ามได้ดี ใครได้ครอบครองถือว่าได้เปรียบ

    ทหารซึ่งมีนายพลส่วยชัย หัวหน้าดูแลพื้นที่ชายแดนในฝั่งพม่าติดต่อกับอำเภออุ้มผาง พบพระและแม่สอด เป็นแนวชายแดนที่นับว่ามีการสู้รบบ่อยครั้งและรุนแรงมากที่สุดจุดหนึ่ง แน่นอนว่านอกจากใช้ความได้เปรียบของภูมิประเทศในการเคลื่อนไปมาระหว่างสองฝั่ง การดำรงอยู่ของเหล่ากองกำลังนั้นก็คือการล่าสัตว์และเบียดเบียนที่อยู่อาศัยสัตว์ป่า หากมันไม่ถูกล่าเพื่อนำมาเป็นอาหารก็หนีอพยพเข้าไปในป่าลึกเท่าที่มันจะเอาตัวรอดได้ สัตว์ป่าแถบนี้จึงลดน้อยลงโดยเฉพาะพวกสัตว์ใหญ่ ที่แทบจะไม่ค่อยได้พบร่องรอยของมัน....โดยสรุปจากบทสนทนาในขณะนั้น

    “ จะเหลือก็กบนั่นแหละที่ได้ยินเสียงดังระงมแข่งกับสายฝน...จริงหรือเปล่าท่านนายพลส่วยชัย” ( ฉายาใหม่ของพะตี้ที่พวกเราพร้อมใจกันเรียกในเวลาต่อมา ซึ่งเผอิญชื่อแก คือ “ส่วย” ดันไปตรงกลับนายพลคนดัง ) “จริงโด้ย (ด้วย) โกะ(กบ) ในห้วยมีมากจับมากินกันบ่อยๆ” ท่านนายพลตอบ “โต๊ะยาโกะ อร่อย!” แกพูดทิ้งท้ายชวนให้ผมและดิว งงๆ กับคำพูดของลุงแก หันไปมองหน้าพี่อู๊ดดี้ในฐานะคุ้ยเคยภาษาของพะตี้ แกก็เลยเฉลยว่าไอ้ที่เรียกโต๊ะยาโกะ นั้นนะหมายถึง ต้มยำกบนั่นเอง ลุงแกพูดไม่ชัด.... แหม่! ไอ้เราก็นึกว่าพะตี้เชี่ยวชาญอาหารญี่ปุ่น ที่ไหนได้เจอมุกจำเป็นของแกไปเต็มเปา

     ยามเช้าระหว่างเสพสุขกับกาแฟร้อนและขนมปังรูปร่างแปลกตาชอบกลครับ ฝีมือแฟนพี่อู๊ดดี้ที่อุตส่าห์ไปรำเรียนทำขนมปังมา พวกเราจึงได้ชิม (หนูทดลอง) ฝีมือของพี่เขา ซึ่งเป็นครั้งแรกของคนทำและครั้งแรกของคนกิน เราก็ได้เฮอากับมุกขำๆ อีกครั้งของพะตี้ เรื่องมีอยู่ว่า ตอนที่ทุกคนต่างแยกย้ายเข้านอนฝนตกหนักตลอดทั้งคืน ทำให้เปลที่นอนของพะตี้และวิโรจน์ เปียกชุ่มไปด้วยน้ำจนต้องมาอาศัยใต้ฟรายชีทของดิว พอเช้ามาในวงกาแฟ พะตี้แกเลยถามว่าเปลของคนอื่นๆ ไม่เปียกหรือ ของแกน้ำมาไหลลงตามเชือกเปล (ไม่รวมถึงที่รั่วจากผ้ายาง) จนเปียกไปหมด ดิวเลยตอบไปว่าผมเอาถุงเท้าผูกไว้กับเชือกเปลหัวท้ายพอป้องกันน้ำไม่ไห้ไหลเข้ามาได้

    “ แล้วลุงไม่ได้เอาถุงเท้าผูกไว้หรือ!” ดิวถาม “เอ๊อะ! ไม่มีรองเท้า จะเอาถุงเท้าทีไหน” แกตอบกลับด้วยความซื่อและจริงใจ ซึ่งเรียกเสียงหัวเราะกันทั้งวง ..... แหม่! ดันถามไปได้ เจอท่านนายพลของเราสวนหมัดเด็ดเข้าให้

เรื่อง:ภาพ....อำนวยพร บุญจำรัส
( สารคดีท่องเที่ยวชุดสำรวจ เมื่อปี 2548 )

ปริตุ๊โกร ทีลอชู (ตอนจบ)

ขอขอบคุณ / สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
พี่อู๊ดดี้
ตูกะสู คอทเทจ รีสอร์ท  อ.อุ้มผาง จ.ตาก
www.tukasu.net

และ เพื่อนร่วมทางทุกท่าน
 

 

 

Advertisement Replay Ad
เปิดประสบการณ์ใหม่แห่งการท่องเที่ยว "น้ำตกภูซาง " น้ำตกอุ่นแห่งเดียวของไทย

เปิดประสบการณ์ใหม่แห่งการท่องเที่ยว "น้ำตกภูซาง " น้ำตกอุ่นแห่งเดียวของไทย

ภูอีเลิศ จุดชมทะเลหมอกแห่งใหม่ของเมืองเลย ที่ยังไม่เคยมีใครได้สัมผัส

ภูอีเลิศ จุดชมทะเลหมอกแห่งใหม่ของเมืองเลย ที่ยังไม่เคยมีใครได้สัมผัส

เดอะ วอลท์ ดีสนีย์ ประเทศไทย จัดอีเวนท์สุดยิ่งใหญ่ส่งท้ายปี ต้อนรับ สตาร์ วอร์ส: ปัจฉิมบทแห่งเจได

เดอะ วอลท์ ดีสนีย์ ประเทศไทย จัดอีเวนท์สุดยิ่งใหญ่ส่งท้ายปี ต้อนรับ สตาร์ วอร์ส: ปัจฉิมบทแห่งเจได

สวนน้ำ Vana Nava เนรมิตธีม One Piece มาไว้ในสวนน้ำ สาวก One Piece ห้ามพลาด

สวนน้ำ Vana Nava เนรมิตธีม One Piece มาไว้ในสวนน้ำ สาวก One Piece ห้ามพลาด

รีวิว "วังเลา" สัมผัสม่านน้ำและอ่างเก็บน้ำแหวกแห่งเมืองเลยที่เที่ยวใหม่สุดอันซีน

รีวิว "วังเลา" สัมผัสม่านน้ำและอ่างเก็บน้ำแหวกแห่งเมืองเลยที่เที่ยวใหม่สุดอันซีน

เปิดจองขึ้นเขาช้างเผือกแล้ววันนี้!!! สายเดินป่าต้องห้ามพลาด

เปิดจองขึ้นเขาช้างเผือกแล้ววันนี้!!! สายเดินป่าต้องห้ามพลาด

ทะเลบัวแดง เที่ยววันธรรมดาไฉไลกว่าที่ใครๆ คิด

ทะเลบัวแดง เที่ยววันธรรมดาไฉไลกว่าที่ใครๆ คิด

บ้านแหลมนาว สุขสงบริมฝั่งอันดามัน

บ้านแหลมนาว สุขสงบริมฝั่งอันดามัน

5 สถานที่เคาท์ดาวน์ยอดฮิตในกรุงเทพฯ ที่จะทำให้คุณเข้าสู่ปีใหม่อย่างคึกคัก

5 สถานที่เคาท์ดาวน์ยอดฮิตในกรุงเทพฯ ที่จะทำให้คุณเข้าสู่ปีใหม่อย่างคึกคัก

5 ที่เที่ยว “เมืองปาย” ต้องห้ามพลาด ถ้าได้มาเยือน จ. แม่ฮ่องสอน

5 ที่เที่ยว “เมืองปาย” ต้องห้ามพลาด ถ้าได้มาเยือน จ. แม่ฮ่องสอน

รีวิวเที่ยว 3 ไร่ชาชื่อดังของเชียงรายภายใน 1 วัน

รีวิวเที่ยว 3 ไร่ชาชื่อดังของเชียงรายภายใน 1 วัน

เที่ยวเกาะ ล่องเล นอนโฮมสเตย์ ชมวิถีชุมชนคนใต้

เที่ยวเกาะ ล่องเล นอนโฮมสเตย์ ชมวิถีชุมชนคนใต้

เตรียมสัมผัสความมหัศจรรย์เมืองคริสต์มาสใน Winter Market Fest #5

เตรียมสัมผัสความมหัศจรรย์เมืองคริสต์มาสใน Winter Market Fest #5

1 ปี มีครั้งเดียว ไปเที่ยว Night at the Museum 2017 กัน

1 ปี มีครั้งเดียว ไปเที่ยว Night at the Museum 2017 กัน

เอาใจสายกินพร้อมเช็คดวงลุ้นกินฟรี! แบบโนสนเงินในกระเป๋าที่ THE เดือน OFดวง by Mercury Ville @Chidlom

เอาใจสายกินพร้อมเช็คดวงลุ้นกินฟรี! แบบโนสนเงินในกระเป๋าที่ THE เดือน OFดวง by Mercury Ville @Chidlom

พาเที่ยวงานเรือยอชท์หรู พร้อมล่องเรือสุดฟินที่ Ocean Marina Boat Show 2017

พาเที่ยวงานเรือยอชท์หรู พร้อมล่องเรือสุดฟินที่ Ocean Marina Boat Show 2017

กรุงเทพฯ ติดโผ 50 เมืองน่าเที่ยวแห่งปี 2018

กรุงเทพฯ ติดโผ 50 เมืองน่าเที่ยวแห่งปี 2018

ชม 3DMapping ตึก 60 ชั้น ครั้งแรกของเมืองไทย

ชม 3DMapping ตึก 60 ชั้น ครั้งแรกของเมืองไทย

"สวนซ่อนศิลป์" งานศิลปะที่ซ่อนตัวอยู่กลางป่าเขา

"สวนซ่อนศิลป์" งานศิลปะที่ซ่อนตัวอยู่กลางป่าเขา

5 เหตุผลที่ไม่ควรพลาด “เชียงใหม่ดีไซน์วีค 2017”

5 เหตุผลที่ไม่ควรพลาด “เชียงใหม่ดีไซน์วีค 2017”

ส่งอีเมล์ให้เพื่อน

ส่งให้เพื่อนหลายคนใส่ “,” (ส่งพร้อมกันมากสุด 50 อีเมล์)

ส่งอีเมล์