แอบไปมองเมืองกาญจน์

แอบไปมองเมืองกาญจน์

แอบไปมองเมืองกาญจน์
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

สำหรับนักท่องเที่ยว หรือนักเดินทางก็มักจะหาเวลาว่างหลังทำงาน หรือวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ออกเดินทาง เช่นเดียวกับคุณ Ta-Ton-Yon จากห้องบลูแพลนเน็ตเว็บไซต์ พันทิป ดอทคอม ที่พอมีเวลาว่างเป็นไม่ได้ จะต้องรีบจัดโปรแกรมออกเดินทาง และครั้งนี้อีกเช่นกัน กับเมืองกาญจนบุรี จังหวัดท่องเที่ยวใกล้กรุงเทพฯ ที่เขาแนะนำการเดินทาง การท่องเที่ยวไว้ได้อย่างน่าสนใจ

ทุกครั้งที่เป็นวันหยุด ผมคิดว่าคนที่อยู่บ้านไม่ติด (แอบคิดว่าจะมีคนอื่นเหมือนตัวเอง) ต้องรวบรวมความคิดที่มีทั้งหมดว่าจะตะลอนๆ ไปไหนดี

การหาที่เที่ยวพักผ่อน ตะลอนๆ แบบวันเดียวไปเช้ากลับเย็นค่อนข้างเป็นเรื่องยาก แต่ไม่ยากจนเกินไป

ไปเช้ากลับเย็นคราวนี้เลือกเป็นเมืองกาญจนบุรีละกัน แต่ก็เลือกที่ๆ ไม่เคยไปมาก่อน


การตะลอนครั้งนี้ค่อนข้างสบายๆ เพราะไม่ได้ตั้งใจจะไปเก็บภาพบรรยากาศเช้าๆ ที่ไหน ออกเดินทางกัน 7 โมงกว่าๆ จากแจ้งวัฒนะไปวัดบ้านถ้ำ ผมเลือกใช้ไปทางบางเลน กำแพงแสน ท่าเรือ แสงชูโต ครับ
ทางอ้อมหรือเปล่าไม่รู้... แต่รถไม่เยอะขับสบาย

   
ตั้งใจก่อนออกเดินทางว่าจะไปหามื้อเช้าที่ขายของฝาก วุ้นเส้นท่าเรือ แต่ปรากฏว่าไปทางนี้จะเลยที่จุดพักรถตรงนั้นไปแล้ว ไม่อยากขับวนไปเลยตามเลยไปวัดบ้านถ้ำเลย

ขับตามถนนแสงชูโตจะมีป้ายบอกวัดถ้ำเสือ วัดบ้านถ้ำ เรื่อยๆ ตลอดเส้นทาง

วัดบ้านถ้ำ จะเลยวัดถ้ำเสือไปประมาณ 5-6 กิโลเมตร ขับตามทางเรื่อยๆ พอข้ามสะพานให้เลี้ยวขวา แต่ตาแอบไปเห็นประตูวัดถ้ำแฝด เลยลองแวะไปไหว้พระกันสักหน่อย

   

  
ถ้าขับจากวัดถ้ำเสือมา เราสามารถมองเห็นวัดถ้ำแฝด กับวัดบ้านถ้ำอยู่บนเขามาแต่ไกล
ดังนั้น ไม่แปลกที่เราจะมองเห็นวัดถ้ำเสือจากบนวัดถ้ำแฝดด้วยเช่นกัน

 
ไหนๆ มาถึงวัดกันแล้วมารู้ประวัติความเป็นมาของวัดกันนิดหนึ่ง

วัดถ้ำแฝด เป็นวัดหนึ่งที่เป็นที่รู้จักแพร่หลายไกลไปถึงต่างแดนเพราะเป็นต้นตำนาน ของ“เหล็กไหล"นานาชนิด ก่อตั้งโดย หลวงพ่อสัมฤทธิ์ คัมภีโร อดีตปฐมเจ้าอาวาส เป็นพระเกจิอาจารย์ผู้ทรงอิทธิคุณองค์หนึ่งในยุคปัจจุบันนี้แต่ขณะนี้ท่าน ได้ละสังขารโดยโรคเบาหวานและความดันสูง เมื่อ 4 กุมภาพันธ์ 2539 รวมสิริอายุกาล 73 พรรษา นับได้ว่าเป็นการสูญเสียพระเกจิอาจารย์องค์สำคัญไป ยังความเศร้าเสียใจในหมู่ศิษย์และวงการพระเครื่อง แร่ธาตุกายสิทธิ์ นาม”เหล็กไหล” ปัจจุบัน พระใบฎีกาวัชระ เอกวัณโณ ซึ่งเป็นศิษย์เอกของหลวงพ่อสัมฤทธิ์ ได้ทำหน้าที่เป็นเจ้าอาวาส และสืบสานตำนานเหล็กไหลและสรรพวิชาอันเป็นตำนานของวัดถ้ำแฝดจนเป็นที่ยอมรับ ของคณะศิษยานุศิษย์ทั้งเก่าและใหม่

ข้อมูลจาก : http://www.watthamfad.com/

ออกจากวัดถ้ำแฝด ไปวัดบ้านถ้ำ



วัดบ้านถ้ำ
ตั้งอยู่ที่ตำบลเขาน้อย ห่างจากวัดถ้ำเสือไปทางตัวเมืองกาญจนบุรีประมาณ 5 กิโลเมตร โดยใช้เส้นทางสายในถนนเลียบริมแม่น้ำแม่กลอง ทางขึ้นถ้ำเป็นบันไดลึกเข้าไปในปากมังกรตัวใหญ่ ภายในถ้ำมีหินงอกลักษณะคล้ายผู้หญิง เชื่อว่าคือ นางบัวคลี่ ภรรยาของขุนแผน ตำนานอิงประวัติศาสตร์เรื่องขุนช้างขุนแผน ที่เล่าขานกันต่อมาช้านาน และบนยอดเขายังมีถ้ำที่มีหินงอกหินย้อยสวยงามอยู่อีกหลายถ้ำ

ข้อมูลจาก : http://www.unseenkanchanaburi.com/index.php?content=tourist_detail&id=99&ts=a&type_id=6

บริเวณวัดบ้านถ้ำจะมีของขายทั้งของกินของฝาก ค่อนข้างเยอะ (แต่ไม่เท่าวัดถ้ำเสือนะ) รวมถึงจุดทำบุญ ถวายสังฆทาน

ส่วนท่านใดต้องการไหว้พระ และชมถ้ำต่อต้องเดินขึ้นบันไดนี้ไปครับ



ตอนเดินขึ้นไม่ได้นับว่าบันไดมีกี่ขั้นนะครับ เพราะแดดค่อนข้างร้อน
เดินขึ้นไปได้ประมาณครึ่งทางเราจะไปถึงหัวมังกร ให้เราเดินลอดเข้าไปในอุโมงค์ท้องมังกรไปเรื่อยๆ ผนังจะมีภาพเขียนทั้งสองฝั่งให้เราได้อ่าน ความเห็นส่วนตัวคิดว่าคงเป็นกุสโลบายให้คนเดินขึ้นได้พักอ่าน เพลินๆ กว่าจะถึงข้างบนจะได้ไม่เหนื่อย



ภาพเขียนทั้งสองด้านจะบันทึกเรื่องราวประวัติความเป็นมาของวัดบ้านถ้ำ และวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผน เรื่องราวตอนที่ขุนแผนปลุกเสกกุมารทอง และตำนานดาบฟ้าฟื้น



ออกจากอุโมงค์ท้องมังกร เดินขึ้นบันไดต่อไปอีกไม่กี่ขั้นเราจะถึง ถ้ำหลวงพ่อใหญ่ชินราช



แต่พวกเราเห็นว่ามีบันไดขึ้นไปข้างบนต่อได้ จึงตัดสินใจเดินขึ้นข้างบนกันก่อน จากถ้ำหลวงพ่อใหญ่ชินราชต้องเดินขึ้นบันไดเหล็กลอดปล่องถ้ำขึ้นไปบนเขา ผ่านป่าไผ่เล็กๆ แต่เดินสะดวกเพราะทางวัดทำบันไดปูนตลอดทาง สักพักก็จะถึงศาลา จะมีหลวงปู่ทวด และพระสิวลีให้เราได้กราบไหว้กัน ตรงศาลาเราสามารถมองลงมาด้านล่างเห็นวิวแม่น้ำแม่กลอง



เดินต่อจากศาลา แดดร้อนๆ พอได้เหงื่อ มาถึงจุดนี้ ผบ. ขอรอที่ศาลาไปเดินขึ้นไปต่อ



เดินผ่านโค้งนั้นไป จะมีทางลงไปชมถ้ำอีกจุด "ถ้ำม่านวิจิตร" จากปากถ้ำ ผมชั่งใจอยู่พักใหญ่เหมือนกันว่าควรจะลงไปชมถ้ำดีไหม เพราะคนเดียว อีกอย่างสูดอากาศดูจากปากถ้ำแล้วเหมือนจะมีกลิ่นอับ กลัวหายใจไม่ออก

แต่สุดท้ายก็ลงไปแบบเสียวสันหลังแหละ (กลัวสิ่งที่เรามองไม่เห็น อิอิ)



บอกเลย ในถ้ำนี่อยู่ไม่นาน รีบกดๆ ชัตเตอร์ แล้วรีบกลับขึ้นมา แล้วเดินขึ้นด้านบนไปที่เจดีย์ต่อ
เจดีย์ด้านบน ชื่อที่ถูกต้องคือ พระบรมธาตุเกตุแก้วจุฬามณีนาคพรรณบุรีศรีเมืองกาญจน์ วันที่ผมเดินขึ้นไปทางวัดยังปรับภูมิทัศน์รอบๆ อยู่ครับ ถ้าทำเสร็จ อากาศหนาวๆ คิดว่าเป็นอีกที่ๆ น่าสนใจเลยทีเดียว



ที่ตั้งของพระธาตุฯ น่าจะเป็นจุดสูงสุดของภูเขาลูกที่เป็นที่ตั้งของวัดบ้านถ้ำ เราจึงสามารถมองเห็นวิวแม่น้ำแม่กลองได้ไกลสุดลูกหูลูกตาเลย



ได้เวลาลงจากเขา



ไหว้หลวงพ่อโตในถ้ำหลวงพ่อใหญ่ชินราช



จากวัดบ้านถ้ำ ผมเลี้ยวซ้ายแล้วขับตามถนนเลียบแม่น้ำแม่กลองไปเรื่อยๆ ข้างทางจะมีป้ายบอกสถานที่ท่องเที่ยว ที่เราไม่เคยได้ยิน หรือลงในสื่อออนไลน์ หรือสื่อประชาสัมพันธ์มาก่อนเยอะหลายที่เลย แต่เราไม่ได้แวะไปเที่ยว เพราะคราวนี้ตั้งใจจะไม่ค้างในเมืองกาญจนบุรีเลยต้องรีบไปตามจุดที่คิดไว้แล้ว แต่ถนนเส้นนี้รถไม่เยอะ ผิวจราจรก็เรียบ สองข้างทางเป็นป่าไม้ มีภูเขา ถ้าหน้าฝน หรือช่วงที่ใบไม้ยังเขียวอยู่ จัดเป็นถนนที่สวยเส้นหนึ่งเลยทีเดียว จะว่าไปแล้วเมืองกาญจนบุรียังมีอะไรให้เราค้นหามาเที่ยวกันอีกเยอะเลย



*ผมไม่ได้ไปตามในแผนที่นี้นะครับ อันนี้เอามาให้เห็นว่ายังมีอีกทางที่ไปได้ แต่สภาพถนนเป็นยังไงนี่ ต้องรอเข้าบ้านมาบอกแล้วครับ วันที่ไปเปิด Google Map เขาก็ให้ไปทางนี้แหล่ะ แต่ผมอ่านรีวิวไปก่อน มีคนแนะนำให้ไปทางที่เป็นเขตทหาร เลยดื้อไม่ตามอากู

ขับตามทางที่มาจากบ้านถ้ำจนถึงป้อมตำรวจ แล้วเลี้ยวซ้าย แล้วไปเรื่อยๆ จนถึงเขตทหาร แล้วเลี้ยวขวาข้ามสะพาน สักพักจะมีป้ายบอกละ "ต้นจามจุรียักษ์" ขับจนถึงทางแยกให้เลี้ยวซ้าย ขับจนถึงที่กั้น ผ่านที่กั้นให้เลี้ยวขวา จากตรงนี้ขับต้องระวัง เพราะเป็นเขตพื้นที่ของราชการ มีคอกม้า และคอกอะไรอีกไม่รู้ยาวจนถึง.....



ต้นจามจุรียักษ์ หรือต้นก้ามปูยักษ์  เป็นอีกหนึ่งจุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจและไม่ไกลจากตัว เมืองกาญจนบุรีมากนัก เมื่อมาถึงจะตื่นเต้น และตะลึงในความใหญ่โตของต้นไม้และกิ่งก้านสาขาสวยงามร่มรื่น ต้นจามจุรียักษ์มีอายุมากกว่า 100 ปี ขนาด 10  คนโอบรัศมีทรง พุ่มเฉลี่ย 25.87 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางร่มเงาประมาณ 51.75  เมตร ความสูงจากพื้นดินถึงยอด 20เมตร มีพื้นที่ของพุ่มประมาณ 1 ไร่ 2 งาน 4 วา ซึ่งปัจจุบันหาชม ต้นไม้ขนาดใหญ่เช่นนี้ได้ยาก 

ข้อมูลจาก : http://www.chillpainai.com/travel/304/



ใกล้ๆ ผ้านี้ มีคนเอาแป้งไปทารากจามจุรีด้วยนะ

ใกล้ๆ ต้นจามจุรียักษ์มีชาวบ้านขายอาหาร และสินค้าจากสวน ขอบอกว่าราคาถูกน่าตกใจ ใครไม่เชื่อลองไปซื้อดูครับ



ออกจากต้นจามจุรียักษ์ ตั้งใจจะไปหมู่บ้านผ้าขาวม้าร้อยสี แต่ไปถึงบรรยากาศค่อนข้างเงียบเหงา ศูนย์วัฒนธรรมพื้นบ้านก็ปิด ลานวัฒนธรรมก็ปิด ไม่รู้ว่าเขาเปิดกันวันไหน ก่อนไปไม่ได้หาข้อมูลไว้ เลยแวะเข้าไปในวัด วัดใหญ่มากๆ ครับ แต่เงียบมาก คนที่อยากทำสมาธิน่าจะเหมาะ

ออกจากวัดตั้งใจจะขับรถกลับบ้าน แต่ขับมาสักพักมีป้ายมายั่วสายตาอีกแล้ว "พระบรมราชานุสาวรีย์   " ตอนเห็นป้ายชี้ก็ไม่ได้จะแวะไป แต่พอสักพัก ซุ้มประตูอยู่ติดถนนเลย คราวนี้ละ จะไม่ไปก็ไม่ได้แล้ว

แต่ถ้าเลยประตูเข้าไปนั้น เราจะต้องไปกลับรถมาประมาณ 1 กิโลเมตร

  
จากถนนใหญ่ ต้องขับเข้าไปประมาณ 4 กิโลเมตร (ไม่ไกลหรอก)



เจดีย์ยุทธหัตถี
เจดีย์ยุทธหัตถี ตั้งอยู่ที่บ้านดอนเจดีย์ หมู่ที่ 2 ตำบล ดอนเจดีย์ อำเภอ พนมทวน จังหวัด กาญจนบุรี ปัจจุบันเชื่อกันว่าเป็นเจดีย์ยุทธหัตถี ที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงสร้างขึ้นหลังจากที่พระองค์ ทรงกระทำยุทธหัตถีชนะสมเด็จพระมหาอุปราชา กษัตริย์แห่งพม่า ภายในมี อาคารนิทรรศการสมเด็จพระนเรศวร ซึ่งจัดแสดงประวัติและแผนที่ ที่เกี่ยวกับการรบในครั้งนั้น องค์เจดีย์เป็นศิลปะแบบอยุธยา เป็นเจดีย์ทรงกลม ก่ออิฐฉาบปูน ส่วนยอดหักพังไปตามกาลเวลา จนปัจจุบันมีความสูงราว 3 เมตร เจดีย์องค์นี้ตั้งอยู่ในที่ดอน ล้อมรอบด้วยป่าละเมาะเป็นบริเวณกว้าง มีแม่น้ำทวนไหลผ่านในบริเวณ ปัจจุบันสร้างเป็นรูปวงเวียน มีถนนภายในแบ่งเป็น 8 ด้าน มีพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรขณะกำลังประทับบนหลังช้างศึกอยู่ด้าน หน้าองค์เจดีย์ ได้รับการขึ้นทะเบียนรับรองเป็นโบราณสถาน[1] เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2539

หลักฐาน 10 ประการที่สรุปว่าเป็นเจดีย์ยุทธหัตถีองค์จริง

1. ในพื้นที่บริเวณเจดีย์ยุทธหัตถี และ บริเวณใกล้เคียง ชาวบ้านพบ กระดูกช้าง กระดูกม้า กรามช้าง กระโหลกช้าง และกระดูกคน มากมาย ซึ่งแสดงว่า สถานที่แห่งนี้ จะด้องเป็นสถานที่กระทำสงครามครั้งยิ่งใหญ่ หากไม่เป็นเช่นนั้นแล้วคงไม่มีกระดูกมากมายเช่นนี้

2. ชาวบ้านดอนเจดีย์ พบ เครื่องศาสตราวุธ เครื่องม้า เครื่องช้าง ซึ่งประกอบด้วย หอก ดาบ ยอดฉัตรโกลนม้า ขอสับช้าง โซ่ล่ามช้าง แป้นครุฑจับนาค ปัจจุบันสิ่งของเหล่านี้แสดงไว้ที่ ศูนย์วัฒนธรรมสถาบันราชภัฏกาญจนบุรี

3. ชาวบ้านดอนเจีย์ส่วนใหญ่ ใช้นามสกุล คชายุทธ มาลาพงษ์ และ ดอนเจดีย์ นามสกุลเหล่านี้มีความหมายเกี่ยวข้องกับองค์เจดีย์แห่งนี้ และการตั้งนามสกุลได้ตั้งในสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งเป็นช่วงเริ่มในการค้นหาเจดีย์ยุทธหัตถี

4. ชื่อตำบล ตะพังตรุ หนองสาหร่าย ที่ระบุใน พระราชพงศาวดารเป็นสถานที่ ที่มีอยู่ใน อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งแต่เดิมขึ้นอยู่กับแขวง เมืองสุพรรณบุรี ต่อมาภายหลังได้มีการแบ่งเขตการปกครอง โดย อำเภอพนมทวน มาขึ้นอยู่กับ จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อสมัยรัชกาลที่ 3

5. เส้นทางการเดินทัพของ พม่า-ไทย โดยทัพ พม่า จะข้ามมาทางด่านเจดีย์สามองค์ ผ่านทุ่งลาดหญ้า ผ่านเขาชนไก่ผ่านเมืองกาญจนบุรีเก่า ผ่านปากแพรก ผ่านบ้านทวน ผ่านอู่ทอง สุพรรณบุรี ผ่านป่าโมก เข้า อยุธยา จะเห็นได้ว่า เจดีย์ยุทธหัตถีองค์นี้ตั้งอยู่ในเส้นทางการเดินทัพ คือ ที่อำเภอ พนมทวน

6. เจดีย์ยุทธหัตถีองค์นี้ มีลักษณะคล้ายกับเจดีย์วัดช้าง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นที่เชื่อถือได้ว่า เจดีย์องค์นี่น่าจะสร้างในสมัย อยุธยา

7. ในพงศาวดาร ได้กล่าวไว้ว่าช้างศึกได้กลิ่นน้ำมันคชสารก็ ตกมัน ตลบปะปนกันเป็นอลหม่านพลพม่ารามัญ ก็โทรมยิงธนู หน้าไม้ ปืนไฟระดมเอาพระคชสารสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ และ ธุมาการตลบมืด เป็นหมอกมัวไป แสดงว่าที่ทรงกระทำยุทธหัตถีพื้นที่จะด้องเป็น ดินปนทราย จึงมีฝุ่นคลุ้งไปทั่ว จากพงศาวดารที่กล่าวมาทำให้สอดคล้องกับพื้นที่บริเวณเจดีย์ยุทธหัตถีแห่งนี้ เนื่องจากบริเวณรอบองค์เจดีย์ เป็นที่ดอน และดินปนทราย ซึ่งมีหลักฐานประจักษ์คือ หมู่บ้านที่ติดกับองค์พระเจดีย์ ชื่อว่า หมู่บ้านหลุมทราย แสดงว่าพื้นทีแถบนั้นต้องมีทรายมาก

8. ที่ดอนเจดีย์แห่งนี้มีต้นข่อย ขนาดใหญ่ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นต้นข่อยที่สำคัญทางประวัติศาสตร์อยู่ห่างจากเจดีย์ ประมาณ 100 เมตร ดังพระราชพงศาวดาร กล่าวไว้ว่าครั้งเหลือบไป ฝ่ายทิศขวาของพระหัตถ์ ก็เห็นช้างเศวตฉัตรหนึ่งยืนอยู่ ณ ฉายาข่อย มีเครื่องสูงและทหารหน้าช้างมากก็เข้าพระทัยถนัดว่า ช้างมหาอุปราชา พระเจ้าอยู่หัวทั้งสอง ก็ขับพระคชสารตรงเข้าไป ทหารหน้าข้าศึกก็วางปืนจ่ารงคมณฑกนกสับตระแบงแก้ว ระดมยิง มิได้ต้องพระองค์และคชสาร สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้า ตรัสร้องเรียกด้วยพระสุรเสียงอันดังว่า ”พรเจ้าพี่ เราจะยืนอยู่ในร่มเล่า เชิญออกมาทำยุทธหัตถีด้วยกัน ให้เป็น เกียรติยศไว้ในแผ่นดินเถิดภายหน้าไป ไม่มีกษัตริย์ที่จะได้ยุทธหัตถีแล้ว” พระมหาอุปราชา ได้ฟังดังนั้นแล้วละอายพระทัย มีขัตติยราชมานะก็ป้ายพระคชสารออกรบ

9. เมื่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ฟันพระมหาอุปราชา ขาดคาคอช้างแล้ว ทัพไทยได้ไปทันพอดี จึงไล่ฆ่าฟันทหารพม่าอย่างหนัก จาก ตะพังตรุ ถึง กาญจนบุรี คาดว่า ทหารไทยฆ่าทหารพม่า ประมาณ 20,000 คนจับช้างใหญ่สูง 6 ศอก ได้ 300 เชือก ช้างพลายพัง 500 เชือก ม้าอีก 2,000 เศษจะเห็นได้ว่า จากเจดีย์ยุทธหัตถี บ้านดอนเจดีย์ไปกาญจนบุรี มีระระทางประมาณ 20กิโลเมตรจึงเป็นไปได้ที่ทหารไทยจะไล่ฆ่าฟันทหารพม่าในวันเดียวถึงเมือง กาญจนบุรีซึ่งระยะทางห่างกันไม่มากนัก

10. ในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับ วันวลิต ได้กล่าวไว้ว่า ในการกระทำยุทธหัตถี ระหว่างสมเด็จพระนเรศวรมหาราชกับพระมหาอุปราชาได้ กระทำใกล้กับวัดร้างแห่งหนึ่ง ซึ่งจะตรงกับสภาพพื้นที่เจดีย์ยุทธหัตถี บ้านดอนเจดีย์แห่งนี้ยังมีวัดร้าง อยู่ทางทิศใต้ของเจดีย์ระยะทางประมาณ 1.5 กิโลเมตร ปัจจุบันคือ วัดบ้านน้อย และยังมีเจดีย์ โบสถ์เก่าแก่ให้เห็นตราบเท่าทุกวันนี้จากหลักฐานดังที่ได้กล่าวอ้างมานี้ น่าจะเป็นที่ยืนยันได้ว่า เจดีย์ยุทธหัตถีบ้านดอนเจดีย์ อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี เป็นเจดีย์องค์ที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงสร้างขึ้นหลังจากที่พระองค์ ทรงกระทำยุทธหัตถี ชนะสมเด็จพระมหาอุปราชาเมื่อปี พ.ศ. 2135

ข้อมูลจาก : http://th.wikipedia.org/wiki

และสุดท้ายที่คิดว่ามันคุ้มสุดๆ ของการเดินทางในวันนี้คือ ดอกสีชมพูนี่เลยครับ กว่าจะได้ออกมา เดินวนไปวนมาหลายรอบ เพราะแต่ละต้นอยู่ห่างกัน

  
ถ่ายกันจนเป็นที่พอใจแล้ว ได้เวลาออกจากพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวร เข้าถนนเส้นหลักวิ่งไปทาวที่จะไปอู่ทอง -346 ผ่าน ม.เกษตรกำแพงแสน - บางเลน - ถนนราชพฤกษ์ - ถนนชัยพฤกษ์ - สะพานพระราม 4 - ปากเกร็ด
จบการเดินทางสำหรับทริปสั้นๆ วันเดียว เช้าไปกลับเย็นครั้งนี้ครับ


อัลบั้มภาพ 35 ภาพ

อัลบั้มภาพ 35 ภาพ ของ แอบไปมองเมืองกาญจน์

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook