|
"เปิดทองหลังพระ - ท่องเที่ยวสืบสานโครงการพระราชดำริ"
4 องค์กรหลักท่องเที่ยว ผนึกกำลังจัดโครงการ
"เปิดทองหลังพระ - ท่องเที่ยวสืบสานโครงการพระราชดำริ" ร่วมเทิดพระเกียรติในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 80 พรรษาในปีหน้า และกระตุ้นการท่องเที่ยวในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว หวังผลดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติกว่า 500,000 คน ให้ได้เรียนรู้แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงและการพัฒนาอย่างยั่งยืนจาก 19 โครงการพระราชดำริ สร้างรายได้กว่า 3,000 ล้านบาท
หม่อมราชวงศ์ดิศนัดดา ดิศกุล
ประธานคณะกรรมการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) กล่าวในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการโครงการ "เปิดทองหลังพระ - ท่องเที่ยวสืบสานโครงการพระราชดำริ" ว่า โครงการนี้จัดขึ้นได้โดยความร่วมมือของพันธมิตรที่สำคัญอีก 3 หน่วยงาน คือ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ได้มีโอกาสสัมผัสแหล่งท่องเที่ยวและเรียนรู้แนวทางพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระราชวงศ์ ผ่านโครงการพระราชดำริ ซึ่งทุกโครงการล้วนมีความสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนและเป็นทางออกของประเทศไทยได้ในอนาคต ทั้งนี้เพื่อเป็นการร่วมเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในวโรกาสที่ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 80 พรรษาในปีพ.ศ. 2550
"นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติจะได้รับประสบการณ์ตรงจากการเที่ยวชมแหล่งท่องเที่ยวในโครงการพระราชดำริ และได้ซาบซึ้งกับพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทุกโครงการล้วนเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและการพัฒนาประเทศอย่างยิ่ง"
คณะทำงานได้คัดเลือกโครงการพระราชดำริ 19 โครงการ นำเสนอเป็นแหล่งท่องเที่ยวทั้งสำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวและธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ ประกอบด้วย
ภาคเหนือ 5 โครงการ
- ไร่แม่ฟ้าหลวง และหอฝิ่น อุทยานสามเหลี่ยมทองคำ จ.เชียงราย (ส่งเสริมตลาดในประเทศและต่างประเทศ)
- ดอยตุง จ.เชียงราย (ตลาดในประเทศและต่างประเทศ)
- โครงการหลวงอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ (ตลาดในประเทศ)
- สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง จ.เชียงใหม่ (ตลาดในประเทศและต่างประเทศ)
- ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย จ.ลำปาง (ตลาดในประเทศและต่างประเทศ)
ภาคกลาง 8 โครงการ
- ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.จันทบุรี (ตลาดในประเทศ)
- ศูนย์ภูมิรักษ์ธรรมชาติ และโครงการเขื่อนคลองท่าด่านอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.นครนายก (ตลาดในประเทศ)
- ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา (ตลาดในประเทศและต่างประเทศ)
- วิทยาลัยในวัง (ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนกาญจนาภิเษก) จ.นครปฐม (ตลาดในประเทศและต่างประเทศ)
- วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร จ.ชลบุรี (ตลาดในประเทศและต่างประเทศ)
- พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน จ.เพชรบุรี (ตลาดในประเทศและต่างประเทศ)
- โครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ยอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.เพชรบุรี (ตลาดในประเทศ)
ภาคใต้ 3 โครงการ
- ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.นราธิวาส (ตลาดในประเทศ)
- โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.นครศรีธรรมราช (ตลาดในประเทศ)
- โครงการพัฒนาส่วนพระองค์ อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร (โครงการอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ) (ตลาดในประเทศ)
ภาคอีสาน 4 โครงการ
- ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพบ้านกุดนาขาม จ.สกลนคร (ตลาดในประเทศและต่างประเทศ)
- ศูนย์ศิลปาชีพบ้านยางน้อย จ.อุบลราชธานี (ตลาดในประเทศ)
- โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ ผานาง ผาเกิ้ง จ.เลย (โครงการตัวอย่างเศรษฐกิจพอเพียง ผานาง ผาเกิ้ง) (ตลาดในประเทศ)
- โครงการส่งเสริมกสิกรรมไร้สารพิษ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอวังน้ำเขียว
จังหวัดนครราชสีมา (ตลาดในประเทศ)
โครงการเปิดทองหลังพระจะได้รับการส่งเสริมในตลาดท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2550 โดยคาดหวังว่า จะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มเป้าหมาย ได้กว่า 500,000 คน ทำรายได้ให้ประเทศไม่น้อยกว่า 3,100 ล้านบาท
นางสุชาดา
ยุวบูรณ์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และประธานคณะทำงานโครงการเปิดทองหลังพระ กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้รับมอบหมายให้เป็นประธานคณะทำงานโครงการนี้ และขอบคุณทุกหน่วยงานที่ได้ให้ความสนับสนุนและร่วมมืออย่างดีในการเตรียมการจัดงานที่ผ่านมา
"ในฐานะตัวแทนของสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นองค์กรกลางของภาคเอกชน เราก็ได้มุ่งมั่นที่จะนำความรู้ความสามารถและความชำนาญของฝ่ายต่าง ๆ เพื่อเข้ามาร่วมพัฒนาโครงการนี้อย่างเต็มความสามารถ รวมทั้งได้เชิญชวนสมาชิกตัวแทนบริษัทนำเที่ยว และมัคคุเทศก์ เข้าร่วมคัดเลือกโครงการที่เห็นว่าเหมาะกับการเสนอขาย จนนำมาสู่โครงการพระราชดำริ 19 โครงการ ที่จะได้รับการส่งเสริมตลอดปี 2550"
นางสุชาดา กล่าวอีกว่า ยังได้รับทราบมาว่า ทั้งสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงการศึกษาธิการ และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย จะเข้ามาร่วมรณรงค์ให้ข้าราชการและนักเรียนนักศึกษาได้ไปเที่ยวโครงการทั้ง 19 แห่งนี้ด้วย
"จากบรรยากาศที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อมให้ความร่วมมือกันอย่างดีและมากมาย รวมถึงความสนับสนุนของสื่อต่าง ๆ เรามั่นใจว่ากิจกรรมเฉลิมฉลองในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 80 พรรษาโครงการนี้จะบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้อย่างแน่นอน" นางสุชาดา กล่าว
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
กองสื่อโฆษณา
ฝ่ายโฆษณาและประชาสัมพันธ์
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
|