วันแรกของการเดินทาง
วันเสาร์ที่ 30
พฤศจิกายน 2545
ลานจอดรถหน้าอาคารสามัคคี
ตื่นนอนตอนตี
4 ออกเดินทางจากบ้านตี 5
มีความรู้สึกว่าเลข 45-12
เป็นตัวเลขแห่งการเดินทางที่พวกเราเจอะเจอบ่อยมากจนรู้สึกเคยชินกับการตื่นเช้านอนหลังเที่ยงคืนไปโดยปริยาย
แวะรับปลาเพื่อนแอ๋มที่เมืองชล
เพื่อร่วมเดินทางไปด้วยในทริปนี้
.
อิ อิ
ขับรถไปต่างถิ่นต้องหาเพื่อนไปเป็นผู้ร่วมทางเผื่อไว้กรณีเกิดเหตุฉุกเฉินพอจะช่วยเหลือกันได้บ้าง
ดังปรัชญาชีวิตของพวกเราคือ
2 คนเพื่อนตาย
แต่ 3
คนสบายกว่ากันเยอะเยยยย
555
การเดินทางไปร่วมคาราวานครั้งนี้สร้างความวิตกกังวลให้กับคุณพ่อและเพื่อน
ๆ ที่ไม่ได้เดินทางไปด้วย
เพราะเราไปกันแค่ 3 คน แอ๋ม
คุณพิศ และปลา
ซึ่งเป็นผู้หญิงล้วน+ทอม ๆ
นิด ๆ อย่างแอ๋ม
ทุกคนกังวลเรื่องเดียวคือความปลอดภัยตอนที่เที่ยวป่าแก่งกระจานและที่พัก.............
เท้าพระพุทธรูปนิ้วเท้าเท่ากันเลย ขับรถเข้า
กทม.
ถึงจุดนัดหมายอาคารสามัคคี
โครงการนอร์ธปาร์คแถวหลักสี่
ประมาณ 7 โมงเช้า
มีสมาชิกท่านอื่นขับรถมารอหลายคัน
หลังลงทะเบียนรับเอกสารและสติกเกอร์ติดรถ
รับปลาบึกตัวขนาด 3 นิ้ว
ซึ่งเป็นหัวใจของงานนี้ไปใส่ไว้ในรถ
นายสบายและทีมงานทักทายพวกเราอย่างเป็นกันเองมาก
ๆ
ไม่เหลือเงานายสบายในใจที่พวกเราเคยวาดภาพไว้
(คิดว่าหยิ่งอะค่ะ)
ทานอาหารเช้าที่ทีมงานจัดเตรียมไว้ให้คือแฮมเบอเกอร์พร้อมน้ำดื่ม
เสร็จเรียบร้อยออกเดินทางประมาณ
7.30 น.
เราตัดสินใจไปขึ้นทางด่วนที่ดินแดง
ขับรถออกพ้นเขตกรุงเทพ ฯ
แวะทานกาแฟเย็น ๆ
ที่ร้านกาแฟบ้านไร่สาขาสวนส้มสปอนเซอร์คอยบริการฟรีที่ปั้ม
Jet กม.35
จากนั้นตามโปรแกรมก็แวะไหว้พระที่วัดถ้ำเขาย้อย
และมุ่งหน้าตรงไปยังเขื่อนแก่งกระจาน
ก่อนออกรถ wcm002
หนึ่งในทีมงาน sabuy.com
แวะมาย้ำเรื่องเส้นทางเข้าอุทยานแก่งให้เลี้ยวแยกขวามือไม่ไกลจากโรงงาน
Fly Now มากนัก
ปรากฎว่าพวกเราคุยกันเพลินไปหน่อยและขับตามรถเก๋ง
สีแดงที่มีป้ายสติกเกอร์เหมือนพวกเราจนเกือบถึงตัวเมืองเพชรบุรี
ตามเค้าไปสักพักเหมือนมีความรู้สึกว่าจะหลงทางจะต้องถามชาวบ้านแถวนั้นดูว่าไปถูกทางไหม
?
แต่ยังไม่ได้แวะถามรถเก๋งคันสีแดงที่พวกเราขับตามเค้าจอดรถถามตำรวจจราจรแล้ว
U-Turn กลับรถ
ก็เลยถึงบางอ้อว่าไม่ต้องถามใครอีกแล้ว
.หลงทางแน่
ๆ 1000% อิ อิ
เรื่องขับรถหลงทางเป็นเรื่องธรรมชาติ
จำต้อง U-Turn
รถขับตามเก๋งคันสีแดงไปอีก
หลังจากเลี้ยวซ้ายไปตามถนนเลียบลำคลองชลประทานสักพักรถเก๋งสีแดงคันเดิมจอดรถถามชาวบ้านข้างทางอีกแล้ว
ทำเอาพวกเราใจไม่ดีคิดว่าเขาจะหลงทางอีกหรือไม่
ครานี้เราไม่หยุดรถตามแต่ขับไปข้างหน้าหวังเสี่ยงภัยเอง
แวะถามชาวบ้านถึงเส้นทางไปแก่งกระจาน
คุณตาเหยื่อ ..เอ๊ยไม่ใช่ชาวบ้าน
..บอกให้ขับรถตรงแน่วด้วยสำเนียงชาวเมืองเพชร
อิ อิ
ตรงแน่วก็หมายถึงตรงไปไกล
ๆ อะค่ะ
เราก็ตรงแน่วไปตามที่คุณตาคนนั้นบอก
มีความรู้สึกว่าเป็นเส้นทางที่ไกลมาก
ๆ และชวนให้ง่วงนอน
เหตุเพราะวิวทิวทัศน์ละแวกนั้นไม่แตกต่างกันมาก
มีทุ่งนา ต้นตาล
คลองชลประทานและฝูงวัว
หลังจากขับรถตรงแน่วไปจนถึงสามแยกที่ตรงไม่ได้อีกแล้วถึงจะเจอป้ายบอกทางไปเขื่อนแก่งกระจานให้เลี้ยวขวา
ขับรถต่อไปสักพักก็เห็นป้ายเขื่อนแก่งกระจาน
ถึงทางเข้าเขื่อนประมาณ
11 โมงกว่า
แวะสำรวจที่พักที่จองไว้คือหาดทองรีสอร์ท
เจอคุณปลัดปิยวณิชย์เจ้าของรีสอร์ทในมาดคาวบอยสุดเท่ห์
คอยต้อนรับผู้มาเยือนด้วยอัธยาศัยอันดี
แต่ที่พวกเราตื่นเต้นสุด
ๆ
ก็คือหาดทองรีสอร์ทที่เราจองไว้อยู่ติดลำน้ำเพชรบุรี
กระแสร์น้ำไหลเชี่ยว
สีเขียวใส
ดึงดูดใจพวกเรามากที่สุด
แถมห้องพักก็ประมาณว่าเป็นการขึ้นบ้านใหม่เพราะเจ้าของรีสอร์ทเพิ่งสร้างเสร็จวันที่พวกเราเดินทางไปถึง
ม่านสีชมพูเชียว
แม้จะมีกลิ่นไม้ใหม่
ๆ
แต่ก็ถูกใจเพราะอยู่ติดแม่น้ำ
หลังนำสัมภาระเข้าที่พักขับรถออกจากรีสอร์ทเพื่อทานอาหารกลางวัน
แต่ด้วยเหตุที่เป็นวัยสะรุ่นใจร้อนกันทั้ง
3 คน
ก็เลยเลือกแวะร้านอาหารปากซอยบ้านพักเพราะมองไปในร้านแล้วไม่มีลูกค้านั่งทานอาหารอยู่คงจะได้อาหารรวดเร็วทันใจ
เราสั่งเมนูง่าย ๆ
คือข้าวราดผัดกระเพราหมูและต้มยำปลากดรสชาติแซบหลาย
เรียกว่าไม่ผิดหวังค่ะ
ช่วงระหว่างรออาหารก็สอบถามกับพี่มะลิเจ้าของร้านเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายการล่องเรือยางลำน้ำเพชรและเช่ารถขับเคลื่อนสี่ล้อขึ้นชมทะเลหมอกยามเช้าที่ยอดเขาพะเนินทุ่ง
พี่มะลิเสนอบริการที่น่าจะพอรับได้คือเหมารถขึ้นเขาพะเนินทุ่งตี
5 กลับลงมาบ่าย 2 โมง ในราคา
1,200.- บาท
และล่องเรือยางประมาณ 1
ชั่วโมง 800.- บาท
ราคานี้ใช้ความสามารถในการต่อรองสินค้าพอ
ๆ
กะเดินสำเพ็งเลยค่ะจากราคาล่องเรือยาง
1,200.- บาท ลดได้เหลือ 800.- บาท
เราชำระเงินค่าเช่ารถ 4wd
ก่อนเพื่อพี่มะลิจะได้แจ้งให้คนรถไปซื้อบัตรผ่านเข้าอุทยาน
ฯ ล่วงหน้า
เนื่องจากทางอุทยาน ฯ
จะต้องตรวจสอบจำนวนรถที่ขึ้นเขา
พร้อมสั่งอาหารกล่องสำหรับมื้อกลางวันในอุทยาน
ฯ
 |
ปล่อยปลาบึก |
เวลา
13.00 น.
ไปสมทบกับเพื่อนที่ร่วมคาราวาน
ณ หน่วยอนุรักษ์ทรัพยากรประมงน้ำจืดเขื่อนแก่งกระจานข้างร้านอาหารวิโรจน์
ฟังการบรรยายเกี่ยวกับชีวิตของปลาบึกจากวิทยากรของกรมประมงและนายอำเภอแก่งกระจาน
ทางทีมงาน sabuy.com
เตรียมเรือหางยาวไว้ 16 ลำ
นั่งลำละ 10 คน
เพื่อนำปลาบึกไปปล่อยกลางลำน้ำ
จากภาวะอากาศร้อนอบอ้าวในตอนนั้น
บวกกับที่แอ๋มกะคุณพิศเพิ่งจะเดินทางไปล่องแพเขื่อนกิ่วลมที่ลำปางกับงานนัดพบสมาชิกของ
เมืองไทยเมืองยิ้ม
เมื่อสองสัปดาห์ก่อน
คุณพิศเพิ่งไปล่องเรือปากแม่น้ำเจ้าพระยาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
และที่สำคัญสุดคือความประทับใจสายน้ำเย็น
ๆ สีเขียวใส ๆ
ของลำน้ำเพชรบุรี
เป็นเหตุผลให้เราไม่ได้ลงเรือไปปล่อยปลาบึกกับเพื่อน
ๆ
เพราะเวลาบังคับให้ต้องตัดสินใจเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
พวกเราเลือกไปล่องเรือยางที่ลำน้ำเพชรแทนค่ะ
โดยมอบเจ้าปลาตัวน้อย 3
ตัวที่อุตส่าห์ทะนุถนอมมาด้วยกันให้ทีมงาน
sabuy.com
ดูแลน้องปลานำไปปล่อยแทน
อิ
อิ
ทำบุญร่วมกันชาติหน้าจาได้เจอกันอีกเน๊อะ
ใครคือ
2 ผู้โชคร้ายที่ต้องรับภาระดูแลน้องปลาแทนพวกเรา
???
(ล้อเล่นค่ะ) แต่ก็มีความรู้สึกผิดที่ค้างคาใจว่าอยู่ว่า
สักวันจะต้องมาเยือนแก่งกระจานอีกครั้งพร้อมเจ้าปลาบึกตัวใหม่
และคงจะไม่ปล่อยน้องปลาบึกให้ผิดหวังอีก
..สัญญา
..สัญญา
..จากใจจริง
.
ออกจากสำนักงานประมงมุ่งตรงไปร้านอาหารรวมแก่งของพี่มะลิ
เพื่อติดต่อล่องเรือยาง
คิดว่าเป็นการตัดสินใจที่ไม่ผิดหวัง
ตลอดเส้นทางล่องเรือยาง
นอกจากได้สัมผัสสายน้ำเย็น
บรรยากาศธรรมชาติที่สวยงาม
นกน้อยสีสดที่ส่งเสียงร้องและบินอวดโฉมยั่วใจคุณพิศตากล้องประจำกลุ่ม
ที่ไม่สามารถเก็บภาพนกได้ทันเพราะเค้าบินโฉบมาทักทายแล้วก็จากไป
เราได้พบกับนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นที่พายเรือยางมาเจอกันอีก
2 3
ลำมีนักท่องเที่ยวทั้งผู้หญิงผู้ชาย
บางคนก็ลงไปลอยคอว่ายน้ำตามเรือยางไป
แถมแวะมาเกาะเรือยางพวกเราคุยหยอกล้อเป็นเพื่อนร่วมทางที่คุ้นเคย
พวกเขาทักทายกลุ่มเราด้วยไมตรีจิตทั้ง
ๆ
ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน
ซึ้งค่ะ
.ซึ้งมากๆๆ
..สำหรับน้ำใจนักท่องเที่ยวที่ได้เจอตอนล่องเรือยาง
ล่องเรือยางไปขึ้นบกที่ธนูรีสอร์ท
ที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากรวมกัน
มีกิจกรรมหลากหลายให้เลือกเล่น
ซึ่งพวกเราอยากจะเล่นมากที่สุดเห็นจะเป็นการกระโดดน้ำจากหอสูงที่มีห่วงคล้องเอว
แล้วลอยละลิ่วลงสู่ผืนน้ำ
ยืนดูด้วยความตื่นเต้นมากค่ะ
แต่ก็ไม่ได้ทดสอบความกล้า
ได้แค่สัญญากันว่าถ้ามาเยือนแก่งกระจานอีก
เราต้องเจอกันแน่นอน ณ
ที่แห่งนี้ "ธนูรีสอร์ท"
ศูนย์รวมความบันเทิงทางน้ำที่ถูกใจวัยรุ่นและขาโจ๋
กลับจากล่องเรือยาง
เดินเล่นริมลำน้ำเพชรหน้ารีสอร์ทจนฉ่ำใจ
อาบน้ำเดินทางไปยังจุดนัดพบที่พวกเราจะไปร่วมสังสรรค์กับเพื่อนร่วมคาราวานครั้งนี้คือร้านอาหารวิโรจน์
ขับรถผ่านสันเขื่อนแก่งกระจานเป็นช่วงประมาณเกือบ
6 โมงเย็นสีสันของท้องฟ้า+ก้อนเมฆ
บริเวณเทือกเขาตะนาวศรีอันไกลโพ้น
ช่างยั่วยวนใจจนพวกเราต้องกลายเป็นปูน้อยเฉเกอีกรอบ
หลังจากปล่อยใจให้หลงมนต์เสน่ห์ลำน้ำเพชรบุรี
แวะเก็บภาพยามเย็นอยู่จนเลยเวลานัด
6 โมงเย็น แป่ว!!
ณ
ร้านอาหารวิโรจน์ นอกจากความอร่อยของปลาทอดกรอบตัวเขื่องและรายการอาหารที่อร่อยทุกเมนู
ยังประทับใจกับบรรยากาศการพบปะสังสรรค์ด้วยการเล่นเกมต่าง
ๆ
มีของรางวัลมากมายทั้งบัตรที่พักของโรงแรมรีเจ้นส์กรุงเทพ
ฯ และสาขาลำปาง
บัตรที่พักแก่งกระจานคันทรีคลับ
และผลิตภัณฑ์ของ conoco
ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่ต่างพูดเสียงเดียวกันว่า
คราวหน้าถ้าทาง sabuy
จัดสังสรรค์อีกก็คงไม่พลาดแน่นอน
พวกเราแอบ (
แอบหมายถึงกลับโดยไม่ได้ร่ำลาทีมงาน
sabuy )
กลับที่พักก่อนงานสังสรรค์เลิก
ด้วยกังวลว่าเช้าวันุร่งจะตื่นไม่ทันเวลานัดหมายไปชมทะเลหมอกที่ยอดเขาพะเนินทุ่ง...........
วันที่สองของการเดินทาง
ตั้งนาฬิกาปลุกตอนตี
4 แต่รู้สึกว่าบรรยากาศมืด
ๆ ผิดปกติ
เพราะก่อนนอนก็เปิดไฟหน้าบ้านไว้
ปรากฎว่าไฟฟ้าทุกดวงดับหมด
วินาทีนั้นก็นึกถึงคุณปลัดเจ้าของรีสอร์ท
โทรศัพท์ติดต่อไปปรากฎว่ามือถือท่านฝากข้อความ
เราสับสนกันมากเพราะไม่รู้จะติดต่อใคร
แต่ก็ยังพอมีทางเลือกสุดท้ายที่ทำได้คือ
โทรศัพท์เข้ามือถือพี่มะลิที่เค้าจะต้องให้รถขับเคลื่อน
4 ล้อมารับพวกเราตอนตี 5
ด้วยความหวังว่าพี่มะลิจะรู้จักใคร
ๆ ที่ดูแลรีสอร์ทแห่งนี้
และพี่มะลิก็เป็นผู้ที่พวกเราประทับใจมิรู้ลืมจริง
ๆ
เค้าพยายามหาเบอร์โทรศัพท์ของผู้ดูแลรีสอร์ทให้
แค่ไม่ถึง 5
นาทีก็มีคนมาดูแลต่อสายไฟฟ้าชั่วคราวให้เรียบร้อย
พี่มะลิเองก็ขับรถมอเตอร์ไซด์มาถึงรีสอร์ทที่พวกเราพักอยู่พร้อมไฟฉายมาเป็นผู้ช่วยดูแลจนกระทั่งพวกเรามีไฟฟ้าใช้ปกติ
หลังอาบน้ำล้างหน้าแปรงฟัน
ขับรถไปจอดหน้าร้านรวมแก่งของพี่มะลิ
ออกเดินทางตี 5 ครึ่ง
คนขับรถเป็นน้าของพี่มะลิ
ก็มองดูแล้วทางทางน่าจะไว้ใจได้สำหรับ
3
สาวที่จะเข้าป่ากับผู้ชายแปลกหน้า
ซึ่งจริง ๆ
แล้วการเข้าป่าเฉพาะผู้หญิงเป็นการตัดสินใจที่ไม่ค่อยจะปลอดภัยนัก
ถ้าเพื่อน ๆ
คิดว่าจะต้องไปเที่ยวป่าเขาละก็ควรจะเหน็บหนุ่ม
ๆ
ไปเป็นมือปืนประจำตัวสัก
1-2
คนก็จะอุ่นใจกว่านี้นะคะ
เราโชคดีมากๆๆ
คุณน้าคนขับรถดูแลพวกเราเป็นอย่างดี
คอยบอกเล่าถึงเส้นทางภูเขาที่ผ่านสร้างความคุ้นเคยจนเราลืมความหวาดกลัวไปได้บ้าง
นั่งรถผ่านภูเขา+ป่า
เวลาประมาณ 2
ชั่วโมงถึงทางขึ้นเขาพะเนินทุ่ง
ตลอดสองข้างทางเป็นป่าดิบสังเกตุมีมูลช้างเป็นระยะ
คุณลุงคนขับรถ 4wd
บอกว่าช้างมักจะหลงมาจากป่าละอูเขตพม่าเนื่องจากมีพื้นที่ติดต่อกันกับเขาพะเนินทุ่ง
ผ่านซุ้มต้นกระถินยักษ์ที่ทางอุทยานปลูกสองข้างทางสวยมาก
สวยพอ ๆ
กับอุโมงค์ต้นไม้ที่วังม่วง
เส้นทางแม้จะเป็นโคลนลื่น
ๆ
แต่ก็ไม่มีโขดหินให้รถต้องปีนป่ายเหมือนกับเส้นทางไปทุ่งดอกกระเจียวที่
อช.ไทรทอง
จะมีก็ช่วงก่อนถึงยอดเขาพะเนินทุ่งที่ทางจะค่อนข้างชัน
ผ่านบ้านกร่างแค้มป์ที่มีเต๊นส์นักท่องเที่ยวอยู่มากพอสมควร
เกือบถึงยอดเขาพะเนินทุ่งสิ่งที่พวกเราถามตัวเองเหมือน
ๆ กันทั้ง 3 คนก็คือ เราจะโดนหลอกไหม
?
เพราะมองลงไปทางทิวเขาสลับซับซ้อนไม่มีวี่แววว่าจะมีทะเลหมอกเลยแม้แต่น้อย
แม้ว่าจะเคยเห็นรูปภาพที่เพื่อน
ๆ นำมา Post
ในเวปท่องเที่ยวต่าง ๆ
ก็ตามจนกระทั่งนั่งรถไปถึงจุดชมวิวริมทาง
ก็พบกับทะเลหมอกกว้างสุดสายตาเป็นชั้น
ๆ ระเรื่อยตามยอดเขา
เป็นอะไรที่มหัศจรรย์ใจ
ที่สุด
......ที่นี่เป็นจุดชมทะเลหมอกที่สะดวกสบายที่สุดเท่าที่ได้มีโอกาสไปท่องเที่ยวมา
ไม่ว่าจะเป็นการเดินบนเส้นทางสุดโหดที่ภูชี้ฟ้า
หรือเดินไม่ไกลมากที่ภูเรือ
แต่ที่นี่แค่ขับรถไปจอดก็สามารถยืนชมทะเลหมอกได้อย่างชัดเจน
และนับเป็นบุญตามากที่สุดก็ตรงที่นกเงือก
ฝูงใหญ่บินมาอวดโฉมให้ชมอีกด้วย
แต่คาดว่าถ้าเป็นช่วงเทศกาลเช่นปีใหม่หรือวันหยุดราชการ
ณ
จุดนี้คงสามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ไม่มากนักเนื่องจากเป็นริมทางแคบ
ๆ
ไม่ใช่ลานกว้างใหญ่อย่างยอดภูชี้ฟ้าที่สามารถรองรับนักท่องเที่ยวนับหมื่นคนดังที่พวกเราเคยไปสัมผัสเมื่อตอนรับตะวันปี
2000
ทางเลือกที่ดีที่สุดถ้าตัดสินใจไปดูทะเลหมอกช่วงเทศกาลละก้อต้องออกเดินทางจากที่พักให้ขึ้นไปถึงจุดชมวิวใกล้
ๆ ยอดเขาพะเนินทุ่งก่อน 6
โมงเช้าเพื่อจับจองมุมที่ดีที่สุดสำหรับชมทะเลหมอกและเก็บภาพประทับใจ
 |
 |
 |
 |
"ที่นี่เป็นจุดชมทะเลหมอก
ที่สะดวกสบายที่สุดเท่าที่ได้มีโอกาส
ไปท่องเที่ยวมา
ไม่ว่าจะเป็นการเดินบนเส้นทางสุดโหดที่ภูชี้ฟ้า
หรือเดินไม่ไกลมากที่ภูเรือ
แต่ที่นี่แค่ขับรถไปจอดก็สามารถยืน
ชมทะเลหมอกได้อย่างชัดเจน" |
 |
หลังสัมผัสสายหมอกที่ลมพัดลอยมาปะทะเย็นชุ่มฉ่ำ
เราเปลี่ยนจุดชมทะเลหมอกกลับไปยังยอดเขาพะเนินทุ่งที่มีพื้นที่กว้างขวางและมีศาลาให้นั่งชมทะเลหมอกอย่างสะดวกสบาย
ที่นั่นมองเห็นทะเลหมอกระลอกสองที่เป็นก้อนอย่างปุยเมฆ
เสียแต่บนยอดเขาพะเนินทุ่งจะมีต้นไม้ใหญ่บังสายตาไม่สามารถมองทะเลหมอกได้กว้างไกลเท่ากับจุดชมวิวริมทาง
ณ
จุดนี้นอกจากได้ชมทะเลหมอกที่สวยงามตรึงตาแล้ว
ยังได้ชื่นชมนกตัวน้อยสีเขียว
ๆ อ้วน ๆ
บินหยอกล้อกันร้องจิ๊บ
จิ๊บๆ
. เกาะตามยอดไผ่
..
อิจฉา !!
.นก
@
อยากเป็นนกผกผินบินโฉบเฉี่ยว
มิเหงาเปลี่ยวเที่ยวเล่นหว่างเวหา
อิสระเสรีทุกเพลา
ได้พึ่งพาป่างามตามครรลอง
ณ
ยอดไผ่ใบเขียวลัดเลี้ยวเลาะ
อ้อนออเซาะหวานชื่นรื่นเราสอง
โอ้อนาจวาสนาน้ำตานอง
ฤดีหมองไร้คู่สู่วิวาห์ ฯ
~~~~~ 5555555
เล่าเรื่องต่อ
.
เราลงจากยอดเขาพะเนินทุ่งเวลาประมาณ
9 โมง
แวะบ้านกร่างแค้มป์หวังจะชมผีเสื้อแสนสวยกะนกป่า
แต่เนื่องจากวันนี้อากาศครึ้มคล้าย
ๆ
ฝนกำลังจะตกทำให้ฝูงผีเสื้อมากมายอันตรธานหายไปไม่มีหลงเหลือให้ชมเลย
แม้แต่เสี่ยงภัยเดินเข้าไปตามเส้นทางศึกษาธรรมขาติหลังลานเต๊นส์
ป่าเงียบสงบไร้เสียงนก
เงียบสงัดจนน่ากลัว
ลงมาที่ตั้งเค้มป์พูดคุยกับนักท่องเที่ยวที่มากางเต๊นส์ที่นั่นบอกว่า
วันนี้นกไม่ค่อยมาเนื่องจากมีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก
และมีบางกลุ่มส่งเสียงดังมากเกินพิกัด
นกไพรก็เลยต๊อกกะใจเก็บตัวเงียบ
หลังจากเก็บความเสียใจและเสียดายที่ไม่ได้ชมนกน้อยสีสวยและผีเสื้อที่ตั้งใจไว้
ฝนเริ่มตกพรำ ๆ
ก็เลยตัดสินใจออกจากอุทยาน
ฯ ก่อนเวลาที่กำหนด
ถึงที่พักประมาณเที่ยงวัน
ได้รับโทรศัพท์จากเพื่อน (คนที่คาดว่าจะรู้ใจ)
คำแรกที่เค้าถามคือ
ยังมีชีวิตอยู่อีกหรือ ?
.นึกว่าโดนจับไปฆ่าหมกป่าและนำโทรศัพท์ของพวกเรา
3 เครื่องขายต่อกันหมดแล้ว
.555
เพื่อนแอ๋มกังวลมากเนื่องจากช่วงที่อยู่บนเขาพะเนินทุ่งไม่สามารถติดต่อโทรศัพท์ได้เลยตลอดครึ่งวันเช้าของวันอาทิตย์..........
เราเลือกทานอาหารกลางวันริมลำน้ำเพชรและออกจากบ้านพักหาดทองรีสอร์ทประมาณบ่ายโมง
ขับรถวนชมเขื่อนแก่งกระจานอีกรอบ
แวะดอนหอยหลอดซื้ออาหารทะเลฝากเพื่อนฝูง
ถึงบ้าน 1 ทุ่มกว่า ๆ
ซึ่งการเดินทางร่วมคาราวานครั้งนี้เรียกว่าประทับใจเกินคาดหมาย
ทั้งการบริการของทีมงาน
sabuy.com
และความงดงามของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน
รวมถึงมิตรภาพที่ได้รับจากเจ้าของรีสอร์ท
ผู้ให้บริการร้านอาหาร
และเพื่อนนักท่องเที่ยวที่เจอะเจอ
ณ ที่แห่งนี้ พวกเรามีสัญญาใจกันว่า
เราจะชวนเพื่อน ชวนพี่
ชวนน้อง
ชวนแควน (เพื่อนซี้)
มาชื่นชมมนต์เสน่ห์ที่ซ่อนเร้น
ณ ที่แห่งนี้
อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน
จังหวัดเพชรบุรี
อย่างแน่นอน
บันทึกภาพ
@ Nikon Coolpix885 | Minalta Dynax 303si + Len Sigma 28-300 mm. | Cannon
Prima Super 135 Caption...... |
ความคิดเห็นเกี่ยวกับ: ปล่อยปลาบึกที่แก่งกระจาน
แสดงความคิดเห็น
ซ่อนความคิดเห็น
รำคาญข้อความโฆษณา หรือพบข้อความไม่เหมาะสม กรุณาช่วยกันคลิก "
" เพื่อช่วยให้ทีมงานดำเนินการลบข้อความดังกล่าวได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ขอบคุณมากค่ะ
จำนวนข้อความทั้งหมด 1
Re: ปล่อยปลาบึกที่แก่งกระจาน
เลือกชุดสัญลักษณ์แสดงอารมณ์