ค้นหาเรื่องท่องเที่ยว
RSS RSS
ภาพเด็ดวันนี้
เก็บตกมาฝาก
แพ็คเกจทัวร์
สนุก! คาราวาน
เรื่องของคนชอบเที่ยว
เที่ยวไปกินไป
ที่พักประทับใจ
ดูนก, ผีเสื้อ
ถามทาง
รีสอร์ท & สปา ทั่วไทย
อุปกรณ์ท่องเที่ยว
ผลัดกันไปชิม
ทริปเด็ดห้ามพลาด
ภาคเหนือ
ภาคกลาง
ภาคอีสาน
ภาคตะวันออก
ภาคใต้
ร้านอาหาร
ท่องราตรี
สองเท้าพาเดิน
เทศกาลงานเมือง
ช๊อปปิ้ง
เที่ยวผจญภัย
เที่ยวทะเล-ดำน้ำ
จักรยานเสือภูเขา
เที่ยวอนุรักษ์
ราคาทัวร์ทั่วไทย
วอลล์เปเปอร์
สายด่วนท่องเที่ยว
รวมเว็บท่องเที่ยว
เรื่องจากทางบ้าน
ข่าวท่องเที่ยว
บล็อค ท่องเที่ยว
เรื่องท่องเที่ยวต่างแดน
helper end
ท่องเที่ยว > เรื่องเที่ยวจากทางบ้าน > ภาคเหนือ
เรื่องเที่ยวจากทางบ้าน

บันทึกการเดินทางกรุงเทพฯ - ห้วยน้ำดัง - ดอยอินทนนท์ - ออบหลวง20

หน้าแรก > ติดใจทริปนี้ > กรุงเทพฯ - ห้วยน้ำดัง - ดอยอินทนนท์ - ออบหลวง
กรุงเทพฯ - ห้วยน้ำดัง - ดอยอินทนนท์ - ออบหลวง


ันทึกการเดินทางกรุงเทพฯ - ห้วยน้ำดัง - ดอยอินทนนท์ - ออบหลวง20-25 ตุลาคม 2543
 

ผู้บันทึก นายเจี๊ยบ
ผู้ร่วมชะตากรรมในครั้งนี้ (ตัวตั้งตัวตีและญาติๆ)
นายเจี๊ยบ (ตัวตั้ง) นายแป๊ะ(ตัวตี) คุณแดง(ภริยาตัวตั้ง) คุณวรรณ(ภริยาตัวตี) และคุณแจม(ธิดาตัวตั้ง) 
พาหนะ รถเก๋ง มาสด้า แอสติน่า 1800 ไฟป๊อป 1 คัน
สัมภาระโดยสรุปที่เอาไป เต็นท์ขนาด 3 คน 2 เต็นท์ ขนาด 2 คน 1 เต็นท์ เป้เสื้อผ้า 3 เป้ กระเป๋าเสื้อผ้า 1 กระเป๋า ถุงนอน 3 ถุง ผ้าห่มและผ้าปูนอน 3 ผืน ผ้าพลาสติก 3 ผืน กระติกน้ำแข็งเล็ก 1 กระติก ของกินเล่นในรถ 1 ถุงใหญ่ น้ำดื่มซื้อไป 1 แพ๊ค เสื้อกันหนาวอย่างหนา 5 ตัว เตาน้ำมัน 1 เตา หม้อต้มสารพัดต้ม 1 หม้อ มีดเล็กทำกับข้าว มีดสนาม มีดพับเอนกประสงค์อย่างละ 1 อัน รองเท้าผ้าใบเตรียมไปอีก 3 คู่ และอื่นๆ ที่สาธยายไม่ไหวอีกหลายอย่าง
ออกเดินทาง 20 ต.ค. 43 กลับ 25 ต.ค. 43
 

          ายละเอียดพอจะจดจำได้เป็นสังเขปดังนี้
          20 ต.ค. 43 14.00 น. เวลาใกล้เลิกงาน ก่อนเดินทาง ผมตื่นเต้นเล็กน้อย จัดการเช็คผู้ร่วมเดินทางถึงความพร้อมทุกคน โดยเฉพาะนายแป๊ะ เพราะต้องเป็นมือสองในการขับ เกรงว่าจะแฮ้งค์(ซึ่งเป็นปกติอยู่แล้ว) หลังจากทราบว่าสมองทำงานเป็นปกติก็เย็นใจ หลังเลิกงานกลับบ้านจัดการให้ทั้ง 2 ครอบครัวจัดเตรียมข้าวของให้เรียบร้อย อาบน้ำอาบท่าสบายใจ ผมและครอบครัวก็ฝากสุนัขตัวเขื่อง(ชื่อเจ้าเมี่ยง)ไว้กับข้างบ้านให้ช่วยทำทานมันด้วย มันทำตาละห้อยอ้อยอิ่ง ตอนผมออกจากบ้าน เหมือนรู้ตอนผมลำเลียงข้าวของว่าจะไปหลายวันนะ อย่าเกเรล่ะ จากนั้นผมก็ออกจากบ้านเพื่อเดินทางไปรับนายแป๊ะและภริยาที่ถนนรามอินทรา พอไปถึงเราก็ต้องตัดสัมภาระบางรายการออก เนื่องจากที่ในรถมันแน่นไปหมด หลังรถแน่นเอี๊ยดต้องระบายมาใว้ในรถบางส่วน คนโดยสาร(รวมคนขับ 5 คนพอดีเปี๊ยะ)หลังจากยัดเยียดกันเข้าไปในรถเรียบร้อยเราก็พร้อมเดินทาง เวลาตอนนั้นก็ประมาณ 22.30 น.ของวันศุกร์ ตามแผนของผมก็คือให้นายแป๊ะขับไปก่อนจากกรุงเทพถึงประมาณกำแพงเพชร แล้วก็เปลี่ยนขับ ออกจากบ้านแวะเติมน้ำมันเต็มถัง แล้วก็เข้าถนนวงแหวนรอบนอก  ตรงไปออกทางถนนสายเอเชียเพื่อบ่ายหน้าไปทางนครสวรรค์ทันที
           ระหว่างทางเป็นไปด้วยความราบรื่น นายแป๊ะ ดูสดใสดี เราไปรวดเดียวถึงนครสวรรค์ ก็ประมาณเที่ยงคืนเศษ แวะพักรถ พักคน 10 นาที นายแป๊ะบอกว่าไม่ง่วงยังขับไปได้สบาย(หาว 1 ที) เข้าห้องน้ำห้องท่า แล้วก็เดินทางต่อ
           21 ต.ค.43 00.30 น. เราบ่ายหน้าจากนครสวรรค์ไปตามเส้นทางสายกำแพงเพชร กะไว้ว่าจะแวะเติมน้ำมันที่กำแพงเพชร โดยอาศัยปั๊มน้ำมันที่รูดบัตรเครดิตได้เป็นหลัก ปรากฏว่าไม่มีซักปั๊ม ขนาดปั๊มใหญ่ ๆ ยังไม่มีเลย(อ้อ ผมถือบัตรกสิกรไทยนะ) ปั๊มที่พอจะรับบัตรบ้างก็จะรับแต่ AMEX เฮ้อ คิดไปก็กลุ้ม การตลาดของแบ๊งค์ไทยนี้ไม่ทันกินจริง แป๊บเดียว บัตรต่างชาติก็เอาไปกินหมดแล้ว ผมก็เลยต้องเติมเป็นเงินสด แล้วก็ถือโอกาสเปลี่ยนคนขับที่กำแพงเพชร เพราะนายแป๊ะบอกพร้อมกับหาวทำตาปรือๆว่า ขับได้ (ฮ้าวววววววว)  ม่ายต้องเป็น ห่ววววง  ผมก็เลยเปลี่ยนขับซะเองดีกว่า (ฮ้าวววววววววววว! !!! เหมือน กัลลลลลลล) เราใช้ความเร็วโดยเฉลี่ย 120-130 กม./ชม. ไปตามเส้นทางสายตาก ลำปาง ขับไปเรื่อย ๆ แวะบ้างตามอำเภอใจของบางจังหวัด ซักประมาณ ตี 5 เราก็เกือบถึงเชียงใหม่แล้ว เราแวะปั๊มน้ำมันเพื่อล้างหน้าล้างตา(ผู้โดยสารหลับเกลี้ยง รวมทั้งคนขับก็ใกล้หลับแล้ว) พอตาสว่างเล็กน้อยเราก็เดินทางเข้าเชียงใหม่ถึงประมาณ ตี 5 ครึ่ง 
          ไม่รู้จะไปไหน ขับรถวนในเมืองเชียงใหม่มันอยู่นั่นแหละเพราะไม่มีใครในรถรู้จักเส้นทางซักคน   เรากางแผนที่ดู   ดูไปดูมา  ดูมาดูไป   ก็วนอีกรอบนึง จึงตัดสินใจหยุดกินโจ๊กที่ร้าน "โจ๊กสมเพชร" เพราะผ่านมา 2 หนแล้ว แถว ๆ รอบคูเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเป็นร้านใหญ่ และน่าจะดังเพราะมีนักเดินทางแวะกินกันเยอะ รสชาติก็ใช้ได้เชียวแหละ เหมือนโจ๊กยังไงยังงั้นเลย   พอรอดมื้อเช้าได้   เราก็ตัดสินใจด้วยความเด็ดเดี่ยวผสมงัวเงียกันว่า  เราจะเดินทางต่อไปที่โป่งเดือดป่าแป๋ ซึ่งเป็นทางผ่านของห้วยน้ำดังกันเลย  โดยใช้เส้นทางสายแม่ริม จากเชียงใหม่ไปประมาณ 37 กม. เลี้ยวซ้ายตรงแม่มาลัย เข้าเส้นทางสายแม่มาลัย-ปาย ก่อนเลี้ยวนี้เราก็จอดเช็คเสบียงกันอีกครั้ง จัดการซื้อมาม่า ปลากระป๋อง และน้ำดื่มตุนกันใหญ่ เรียกว่ายัดไว้ใต้ขากันเลยแน่นไปหมด(มาถึงจุดนี้ก็ประมาณ 8.00 น. แล้ว) ที่ต้องซื้อตรงนี้เพราะเส้นทางข้างหน้าจะไม่มีจุดซื้ออาหารอีกแล้ว ที่พักก็ไม่มีอาหารต้องเตรียมไปเอง ยกเว้นถ้าเราติดต่อเจ้าหน้าที่ป่าไม้และจองบ้านพักพร้อมอาหารไว้ หรือไปกับทัวร์เค้ามีโรงอาหารให้ แต่ไม่มีขายทั่วไป ดังนั้นถ้าไปแบบผมควรเตรียมอาหารไปให้พอ จากนั้นเรามุ่งหน้าไปจุดหมายแรก "โป่งเดือดป่าแป๋" ทันที จุดหมายแรก ประมาณ 42 กม.จาก แยกแม่มาลัย
 

โป่งเดือดป่าแป๋ ต.ป่าแป๋ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ (อยู่ในเขตของอุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง) 
เส้นทางแกว่งไปแกว่งมาพอสมควร ถนนก็ขนาดรถสวนกันได้ ขึ้นเขาวนไปวนมาพอให้เมาได้เชียวแหละ แล้วตอนทางแยกเข้าโป่งอีก 6.5 กม. เป็นทางเล็กๆ ขึ้น ๆ ลง ๆ วก ๆ วน ๆ เล็กน้อย ถนนก็เป็นถนนดินลูกรังอัดแน่น(ถ้าฝนตกหรือมีคนใช้เยอะคงเอาเรื่องเหมือนกัน) ตอนที่เราเข้าไปนี้เป็นปลายฝนแต่ยังไม่ต้นหนาว ยังมีนักท่องเที่ยวมาเยือนน้อยมาก รถเก๋งเราก็เลยยังพอลุยเข้ามาได้จนถึงที่หมาย มีคนเตือนไว้เยอะว่ารถเก๋งอย่าไป แต่เราก็ไม่กลัว เพราะมาถึงแล้วถ้าไปไม่ได้ก็กลับ แค่นั้นเอง เราจึงลุยลงไป ทางก็วิบากดี แต่ถ้ามีคนเที่ยวเยอะและถนนเปียกรับรองเละแน่ ๆ เข้าไปถึงแล้วก็เสียค่าธรรมเนียมให้อุทยาน ผู้ใหญ่ 20 บาทเด็ก 10 บาท รถเก๋งคันละ 30 บาท เราเสียเงินไป 110 บาท(ไปคำนวณเอาเอง) ภายในเขตอุทยานเป็นสนามหญ้าลานกางเต๊นท์ บ้านพักป่าไม้ ส่วนของโรงอาหารยังสร้างไม่เสร็จเลย ดู ๆ แล้วเหมือนกำลังพัฒนาอยู่ แต่ห้องน้ำห้องท่าสะดวกดี น้ำไหล ไฟติด เราก็เลยจัดการล้างหน้าแปรงฟันกันที่นี่เลยก่อนเดินทาง(เท้า) ไปดูโป่งน้ำพุร้อน ซึ่งเป็นจุดสำคัญของที่นี่ จากจุดนี้นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางเข้าป่าลึกเพื่อศึกษาธรรมชาติและวิถีชีวิตได้ แต่ต้องใช้เวลาประมาณ 2 วัน ระยะทาง 26 กม. ไปในหลายหมู่บ้านโดยนั่งช้าง และล่องแพ แต่ต้องติดต่อเจ้าหน้าทีอุทยานล่วงหน้าไว้ก่อน ใน TRIP นี้เราไม่มีโปรแกรมขนาดนั้น เราจึงแค่ศึกษาเส้นทางเดินเท้าระยะสั้น 1 กม. เท่านั้น เมื่อเรามาถึงโป่งเดือด เราก็ต้องประหลาดใจกับธรรมชาติ เมื่อเห็นน้ำพุร้อนพุ่งมาจากพื้นหิน   น้ำร้อนประมาณ 90-100 องศา  (เราเอามือลองแหย่ดู   ร้อนจริง ๆ ) เจ้าหน้าที่ป่าไม้บอกว่าประมาณ 90 องศาเซลเซียส มีกลิ่นแก๊สโชยมาตลอด เมื่อเราได้จับ ๆ มอง ๆ จนพอใจแล้วเราก็เริ่มเข้าเส้นทางศึกษาธรรมชาติ  โดยแยกจากเส้นทางเดินกลับปกติออกมา มีจุดศึกษาธรรมชาติในเส้นทาง รวม 11 จุด(กันหลง) เป็นเส้นทางเดินเท้าเล็ก ๆ ไม่มีอะไรอำนวยความสะดวกให้  นอกจากจุดบอกที่ตั้ง และรอยทางเดินเก่า ๆ  อย่างที่บอกไว้ว่าเราเป็นชุดแรก ๆ ในฤดูกาลนี้ เส้นทางก็ยังไม่ช้ำ มีสภาพดิบ ๆ อยู่พอสมควร การเดินเท้าก็สนุกและราบรื่นดี เราเข้าไป 5 คน ไม่ยักมีใครตามมายิ่งเดินยิ่งเงียบ ตื่นเต้นเล็กน้อย พอมาถึงระหว่างจุดที่ 10 และ 11 นี่สิ ตื่นเต้นมาก(แต่ยังไม่สุด)...
 

  เส้นทางเดินศึกษาป่าโป่งเดือดป่าแป๋ (ระยะสั้น 1 กม. )

           เราได้ยินเสียงน้ำตกมาแต่ใกล ก็เดินกันมาเรื่อย ๆ  พอพบน้ำตกที่สวยงามเข้าใจว่าเป็น น้ำตกสบโป่ง   ซึ่งเป็นจุดที่ธารน้ำอุ่นจากโป่งเดือดมารวมกับ ธารน้ำเย็นของน้ำตก   มีห้างที่ป่าไม้ทำไว้ให้ยืนดูน้ำตกใกล้ ๆ   เราชอบใจกันมาก แต่ที่ตื่นเต้นก็คือเราก็เพิ่งมารู้ว่ามีไอ้ตัวดูดติดเท้ามาด้วยเยอะแยะไปหมด นายแป๊ะร้องจ๊ากเป็นคนแรก จากนั้นสาว ๆ ก็กรี๊ดกันใหญ่ ไม่เป็นอันดูน้ำตกกันแล้ว  แกะทากกันใหญ่  กินเลือดไปก็หลายตัว  แกะออกเลือดไหลซกเลย ผมก็เลยดูเท้าตัวเองบ้าง มีอยู่ 3-4 ตัว ตามซอกนิ้ว ก็ใช้นิ้วดีดออก ไม่รู้ว่ามันกัดหรือยัง อาจเป็นได้ว่าผมเป็นคนนำทาง มันก็เลยไม่ทันกัด เพราะคนหลัง ๆ ผมโดนหมดเลย ลูกผมตามผมมาติด ๆ ก็ไม่โดนมากเท่าไหร่   การไปกระโดดโลดเต้นบนห้างไม้ที่ดูน้ำตกมีความเสี่ยงมากเพราะอาจตกใจผลักกันเองตกลงไปได้ น้ำตกก็สูงและเชี่ยว  ผมก็เลยไม่สนใจทากและวิวแล้ว ได้แต่บอกให้พวกเรารีบเดินทางต่อไปยังที่ที่ปลอดภัยก่อน โดยเดินไปดีดไปก็ได้ ผมขึ้นไปรอบนทางเดินอีกครั้ง แล้วตะโกนให้ตามมา ตรงจุดที่ยืนมีทางแยก 2 ทาง ไม่มีป้ายบอก และทั้ง 2 ทางก็ต้องมุดป่าเข้าไป คือมองไม่เห็นทางข้างหน้าเลย และไม่รู้ปลายทางด้วย ผมและลูกสาวขึ้นมาตรงทางแยกเล็ก ๆ แล้วเรียกที่เหลือให้ตามมา แต่ทั้งหมดยังมัวแต่แกะทากกันอยู่ไม่ยอมตามมา จากจุดนี้มีกลุ่มเด็กวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งวิ่งตามมาทัน แล้วก็วิ่งเลยไปทางแยกขวา ผมจึงตัดสินใจลุยป่าตามไปดูเส้นทางก่อน จากนั้นเมื่อไม่เห็นมีใครตามมาผมก็เลยวิ่งกลับมาดูพวกที่เหลือ เอ้อ หายเรียบ ไม่รู้ไปทางไหน ผมตะโกนเรียกก้องป่าก็ไม่มีใครตอบ วิ่งไปดูทางแยกอีกทางก็มองอะไรไม่เห็นแล้ว คิดเอาเองว่าถ้าไปแยกซ้ายนี้ ก็เรียบน้ำตกขึ้นไปน่าจะได้ ถ้ากลับทางเดิมก็ต้องลุยทาก และทางมันก็ไกลพอสมควร ตัวผมตัดสินใจกลับมาทางแยกขวา ตอนนั้นไม่เห็นกลุ่มเด็กวัยรุ่นกลุ่มนั้นแล้ว ตะโกนเรียกใครก็ไม่มีเสียงตอบ ผมจึงวิ่งลุยขึ้นเขาไปตามรอยทางเล็กๆ 2 คนกับลูกสาว ทางเริ่มชันขึ้นเรื่อย ๆ แล้วก็มาถึงตรงที่ทางมันขาด และไม่มีทางเดินต่อ ผมกับลูกสาวเริ่มใจคอไม่ดีแล้ว หน้าก็ไม่มีทาง หลังก็ดูมั่ว ๆ ไม่มีใครเดินตาม เพื่อนก็หาย เหนื่อยก็เหนื่อยแทบหมดแรง ตรงที่ทางขาดเป็นสายธารน้ำอุ่นเล็กไหลลงมาจากข้างบน ผมจึงตัดสินใจลุยธารน้ำอุ่นขึ้นไป เพราะเชื่อว่าน้ำอุ่นต้องมาจากโป่งเดือดแน่ ๆ อย่างน้อยก็ต้องกลับไปที่โป่งเดือดได้ ระหว่างทางนี้แฉะมากมีทากตลอด เราพยายามไม่ย่ำอยู่กับที่ แต่สุดท้ายก็หมดแรง ยืนมันเฉย ๆ ทากก็ทากเถอะ เหนื่อยและล้ามาก ลูกสาวก็หมดแรงเหมือนกัน พักสักครู่เราก็ไปต่อก็พบรอยทางเล็ก ๆ แยกจากสายธารน้ำอุ่น แต่ก็เลียบกันไป เราก็แยกเดินตามไป ในที่สุดก็ได้ยินเสียงคน เราดีใจก็รีบขึ้นไป ก็พบจุดที่คนมารวมกันจากทางเดินกลับปกติเพื่อแช่น้ำแร่(เป็นจุดพักแช่น้ำแร่) พอเราขึ้นมาได้ก็สำรวจทากกันใหญ่ ติดมาหลายตัวทีเดียวผมใช้วิธีดีดออก มันก็ไม่เห็นมีเลือดไหลเลย ติดมาตามพับกางเกงก็หลายตัว ผมรีบถามถึงเพื่อนๆ ก็ไม่มีใครเห็นว่าไปทางไหน ตรงนี้ผมตื่นเต้นสุดๆครับคิดว่าหลงกันแน่ เป็นห่วงมากรีบจ้ำกลับไปที่รถ ระยะทางอีก 400 เมตร เหนื่อย จะหมดแรง ห่วงก็ห่วง กะว่าถ้าไม่เจอก็จะขอให้เจ้าหน้าที่ช่วยหา แต่พอมาถึงปรากฏว่าพวกที่เหลือมาถึงก่อนแล้ว สีหน้าแต่ละคนอิดโรยไม่แพ้กัน สอบถามดูก็รู้ว่าเค้าใช้เส้นทางแยกซ้ายลุยเลียบน้ำตกขึ้นมา ตลอดทางก็เปลี่ยว ตะโกนเรียกกันตลอดเหมือนกันแต่ไม่มีเสียงตอบ ใจคอไม่ดีเช่นกัน แล้วก็มีทากตลอดทางเหมือนกันเลย โชคดีที่นายแป๊ะเป็นชายหนุ่มที่ร่วมเลือกทางนี้ สาว ๆ ก็เลยอุ่นใจ แต่นายแป๊ะเองก็กลัวแทบแย่เหมือนกันนึกว่าหลง สรุปสามารถกลับมาได้ทั้ง 2 แยก แยกขวาจากจุดที่ 11 ต้องลุยธารน้ำอุ่นขึ้นมา เส้นทางเหมือนสุดทางหรือไม่มีทางเดินต่อ แต่ก็มาบรรจบกับทางเดินปกติข้างบนก่อนถึงจุดที่พัก 400 เมตร ส่วนทางแยกขวาต้องเดินมุดป่า(เหมือนไม่มีทางเดินเหมือนกัน) เลียบน้ำตกเล็กน้อยจะมีทางเดินเห็นชัด เดินมาเรื่อย ๆ ก็จะถึงจุดพักแรมเลย ระยะทางก็ไกลพอกันและตื่นเต้นพอกัน มีทากตลอดทางเหมือนกัน พอเราพบกันแล้วก็โล่งใจ รีบจัดการเข้าห้องน้ำตรวจดูไอ้ตัวดูดกันใหญ่ พอมั่นใจและหายเหนื่อยแล้ว เราก็เดินทางกันต่อ เฮ้อ รอดไป 1 จุด เป้าหมายข้างหน้า ห้วยน้ำดัง สวัสดี โป่งเดือด ไว้เจอกันใหม่ TRIP หน้านะทาก(ไอ้ตัวดูด)

 


ไปถึงไหนก็ถ่ายป้ายไว้ก่อน

           อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง จากโป่งเดือดเราก็ย้อนกลับเส้นทางลูกรังสายเดิมเพื่อขึ้นเส้นทางหลักแม่มาลัย-ปาย   ตอนขับกลับขึ้นมาแทบช๊อค ก็พวกทำทางนะสิ ขับรถเกรดดินซะเร็ว เราตกใจแทบแย่เพราะทางเลียบเขาเวลาสวนกันจะมองไม่เห็นกัน   ดีที่ยังพอมีทางขับหลบกันได้ พอขึ้นถึงถนนหลักเราก็เลี้ยวขวาเพื่อไปจุดหมายต่อไป จากจุดแยกโป่งเดือดอีกประมาณ 13 กม. ก็ถึงทางแยกเข้าห้วยน้ำดัง ตรงนี้มีด่านเก็บค่าธรรมเนียมอีกจุดหนึ่ง แต่ถ้าเราเสียค่าธรรมเนียมที่โป่งเดือดแล้วก็ไม่ต้องเสียตรงนี้อีกเพราะเป็นอุทยานฯ เดียวกัน   หลักการก็คือหากอุทยานเดียวกันก็เสียเงินเพียงครั้งเดียวผ่านได้ทุกจุด แต่ถ้าเป็นคนละอุทยานก็ต้องเสียเงินใหม่ อัตราเดียวกัน ที่สำคัญคือต้องบอกให้เจ้าหน้าที่รู้และแสดงบัตรที่โป่งเดือดให้ดูด้วย ไม่เช่นนั้นอาจต้องเสียเงินซ้ำ ที่นี่เจ้าหน้าที่เค้าน่ารักมาก  แนะนำอะไรตั้งหลายอย่างที่ดีสุดคือใจดี  ยกเว้นค่ากางเต๊นท์ให้ด้วย  เพราะพอดีตั๋วหมด สบายไป แต่เราก็ซื้อสมุด  PASSPORT มาด้วย 2 เล่มนะ เพื่อจะได้เอาไว้ปั๊มทุกอุทยานที่เราไปเที่ยวเป็นที่ระลึก  กรมป่าไม้เค้าทำเก๋ดีนะ  จูงใจคนให้ไปเที่ยวไม่ซ้ำที่  และเจ้าหน้าที่ป่าไม้ทุกที่ก็ยิ้มแย้ม น่ารักดีจังทั้งผู้หญิงผู้ชายเลยนะครับไม่ใช่แต่ผู้หญิง พอเราเข้าไปใกล้ถึงจุดเช็คที่พัก เราก็แวะที่ทำการแรก เค้าบอกว่าให้ไปจุดบนดอยจะสวยกว่า เราก็ไป แต่จุดแรกบอกว่าให้จอดรถไว้ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เนื่องจากจุดกางเต๊นท์ซึ่งอยู่ห่างไปอีก ประมาณ 500 เมตรเป็นถนนดินชันและเละ รถเก๋งขึ้นไปลำบาก และจุดชมวิวก็อยู่บริเวณศูนย์บริการนั่นแหละ แต่เนื่องจากสัมภาระเราเยอะ เราจึงตัดสินใจลุยอีกครั้ง(สงสารรถจัง) ผมเห็นรถกระบะขึ้นมาพร้อมกันหายไปกันหมด ผมก็เลยตามไปมั่ง ผลคือถนนเละจริง ๆ แล้วก็ร่องสูงมาก วิ่งไปพอถึงทางชันต้องเร่งเครื่องขึ้น ทั้ง ๆที่ ท้องรถมันครูด สุดท้ายก็ติด ตรงนี้แหละโชคดีที่มีกลุ่มหนึ่งเค้าขึ้นมาก่อนกำลังกางเต๊นท์ ได้ยินเสียงรถเราติดก็กรูกันลงมาช่วย พวกเราก็ลงจากรถกันหมดเพื่อให้รถเบา(จริง ๆ น่าจะลงแต่แรกแล้วนิ) ช่วยกันเข็นโดยผมขับอย่างเบา ๆ หักพวงมาลัยหา line ใหม่ ๆ เพื่อให้ล้อได้ไต่ ในที่สุดเราก็ขึ้นมาจนได้ ก็ขอบอกขอบใจกันใหญ่ แล้วเราก็เลือกกางเต๊นท์ใกล้ ๆ กันกับกลุ่มที่ช่วยเรา ถึงตอนนี้ก็ประมาณ บ่าย 2 แล้ว ระหว่างกางเต๊นท์นั้นเราก็ได้ยินเสียงรถเก๋ง(เหยื่อ) คันที่ 2 และ 3 และ 4 ตามกันมาติดแบบเราเปี๊ยบ เราก็ได้มีโอกาสไปช่วยเข็นทุกคันเลย รถตู้ยังติดเลยนะ สุดท้ายก็ขึ้นมากันได้หมด 

แสงอาทิตย์อุทัย มองจากลานกางเต๊นท์ห้วยน้ำดัง

           หลังจากจัดการสัมภาระกันแล้ว เราก็ได้รู้จักผู้ที่ช่วยเหลือเราเท่าที่จำได้ก็มี  นายเอี้ยว   นายตี๋   และอีกหลายคนที่จำไม่หมด   นิสัยดีทุกคน และเล่นกีต้าร์เก่งด้วยสิ   เราได้สังสรรค์ทำความรู้จักและทานอาหารเย็นแบบมีกอฮอร์ด้วยกัน   ทำให้พวกเราไม่เหงาเลยในค่ำคืนอันแสนสวยและอากาศดีเยี่ยงนั้น ทุ่งหญ้าลานสนขุนเขาและหมู่ดาว   เสียงกีต้าร์เพราะๆ  กับหมู่มิตรดี ๆ   คงยากที่จะลืมเลือน   แล้วเราก็แยกย้ายกันไปนอนประมาณ 24.00 น. :)

ทะเลหมอก ห้วยน้ำดัง

            22 ต.ค. 43 6.30 น. พวกเรารีบตื่นกันใหญ่เพราะต้องเดินเท้าไปดูทะเลหมอก ณ จุดชมวิวดอยกิ่วลม ประมาณ 500 เมตร (ที่ต้องเดินเท้าเพราะไม่กล้าเอารถลงไปเดี๋ยวขึ้นไม่ได้) ทะเลหมอกที่นี้สวยมาก แต่ผมว่ายังแพ้ที่ภูชี้ฟ้า(เชียงราย)นิดนึง เราชื่นชมกันเต็มที่ เก็บภาพสวย ๆ มาไว้แล้วก็หิวพอดี จึงรีบเดินทางกลับเต๊นท์ที่พัก โดยกลุ่มผมแยกกลับไปก่อน ส่วนผมเดินลงไปยังโรงอาหารของป่าไม้ อีกประมาณ 150 เมตร จึงได้รู้ว่าถ้าชมวิวจากจุดโรงอาหารนี้ก็สวยมากเหมือนกัน ห้องน้ำห้องอาบนะจุดนี้ดีมากครับ มีหลายห้อง และน้ำไหลตลอด(แต่เย็นมาก) พอผมกลับไปถึงเต๊นท์ที่พักเป็นคนสุดท้าย อาหารที่เพื่อน ๆ เตรียมไว้ก็เสร็จพอดี เห็นมั๊ยได้ชมวิวมากกว่า แล้วก็ได้เวลากินพอดี หลังจากกินอาหารเช้าเรียบร้อย เราก็นั่งคิดโปรแกรมเที่ยวกันต่อ ตามแผนเดิมคือไปถ้ำลอดที่ อ.ปาย แล้วก็ไปขุนยวม ค้างดอยแม่อูคอ ดูดอกบัวตอง แต่จากข้อมูลหลายด้านทราบว่าบัวตองยังไม่บาน ไปก็ไม่มีอะไรดู เราก็เลยคิดกันใหม่ว่าจะไปดอยอินทนนท์กันเลย ค้างสักคืน แล้วถ้าไม่รู้จะไปไหนก็จะไปที่ น้ำหนาว เพชรบูรณ์ ค้างสัก 2 คืน ก็กลับกรุงเทพฯ ตอนนั้นกลุ่มนายตี๋บอกว่าจะไปดอยแม่หัวคำติดชายแดนพม่าทางด้านดอยแม่สลอง แล้วชวนเราไปด้วย เราก็เลยคิดว่าดีเหมือนกัน ไม่รู้ด้วยว่ารถเก๋งจะไปได้หรือปล่าวแต่ก็ตัดสินใจไป เราจึงต้องพักโปรแกรมเดิมเราไปก่อน(เพราะเราใจง่าย) ระหว่างเส้นทางกลับไปแม่มาลัย(ย้อนกลับไปสายแม่ริม) ปรากฏว่าสมาชิกในรถของนายตี๋ที่นั่งกระบะตอนท้ายมามีอาการเมารถอย่างรุนแรง(อาเจียนกันใหญ่) ไปต่อไม่ไหว พวกเราทั้ง 2 คณะจึงตัดสินใจเปลี่ยนโปรแกรมจะไปดอยอ่างขางแทนแต่ก็ติดว่ากลัวกันว่ารถเก๋งจะขึ้นไม่ไหว ก็เลยเปลี่ยนว่าจะไปดอยผ้าห่มปก ระหว่างนี้ก็แวะทานข้าวเที่ยงกันที่ร้านขาหมูอร่อยที่สุดในโลก(ป้ายว่าอย่างนั้น) อยู่ระหว่างแม่มาลัย-เชียงใหม่(ถนนสายแม่ริม) แล้วเราก็ดูโปรแกรมแผนที่กันปรากฏว่าดอยผ้าห่มปกอยู่เลยฝางไปอีก ไม่สามารถหนีเส้นทางคดเคี้ยวได้ เกรงว่าสมาชิกที่เมารถจะไปไม่ไหวสภาพร่างกายไม่สมบูรณ์ ก็เลยยกเลิกอีกเปลี่ยนเป็นไปดอยอินทนนท์กันเลย จากนี้เราก็ตามกันไปสองคัน พอเราแวะเติมน้ำมันหน่อยเดียวหลงกันซะแล้ว เราผู้ชำนาญมากก็เลยต้องไปวนในเมืองเชียงใหม่อีกรอบกว่าจะหาทางออกหางดงเจอ พอหาเจอเราก็ตลุยไปเลย ถนนช่วงนี้กำลังขยายเลนอยู่ ต้องลงมาวิ่งสวนกันในทางเดียวกันและก็มีเบี่ยงกันไปมาขับรถยาก เราขับเลยไปถึงจอมทองเพื่อซื้อเสบียงอีกครั้งซึ่งก็ได้แก่ข้าวเหนียว ไก่ย่าง ส้มตำ ตุนไว้เผื่อเพื่อนใหม่เราด้วย แล้วเราก็บ่ายหน้าแยกไปดอยอินทนนท์ 

จุดถ่ายภาพยอดฮิต  ยอดดอยอินทนนท

                                           

          ดอยอินทนนท์ 22 ต.ค. 43 15.00 น. จากแยกจอมทองไปดอยอินทนนท์ระยะทาง ประมาณ กี่กิโลก็จำไม่ได้  ลุยอย่างเดียว พอถึงด่านเก็บเงินเราก็จ่ายในอัตราเดิม ระหว่างทาง ผ่าน น้ำตกวชิรธาร อู้ฮู!!  สวยงามมาก ละอองน้ำเปียกตัวพวกเราหมดเลย ประทับใจจริง ๆ พอเก็บภาพแล้วเราเดินทางต่อไป ณ จุดที่พัก กม.31 กางเต๊นท์เสร็จก็เกือบเย็นแล้ว เราจัดการเรื่องอาหารเย็นกันร่วมกับกลุ่มนายตี๋ ซึ่งล่วงหน้ามารอเราก่อนแล้ว เย็นวันนั้นก็สนุกดีประทับใจด้วย แล้วก็มึน ๆ กันตามธรรมเนียมนิดหน่อย ก่อนแยกย้ายกันเข้านอนประมาณ 23.30 น. อากาศเย็นดีพอสมควรแต่ไม่ถึงกับหนาว 


                                                              

  น้ำตกวชิรธาร  กับ เหล่านายแบบ และนางแบบ
ละอองน้ำสะท้อนแสงจนบังน้ำตกหมดเลย เปียกกันหมดเชียว

          23 ต.ค. 43 8.00 น. พอเช้า กลุ่มนายตี๋เค้าต้องกลับแล้ว แต่เรายังอยู่ก็เลยแยกและสวัสดีกันไปเป็นที่เรียบร้อย เราทานอาหารเช้าเสร็จก็เดินทางขึ้น ยอดดอย ตอนนี้ประมาณ 10.30 น. แล้ว เราก็ไม่รีบ กะว่าจะค้างอีกสักคืนอยู่แล้ว ณ จุดกางเต๊นท์มองเห็นแปลงดอกไม้โครงการหลวง แต่ตอนเราไป ดอกไม้ยัง ไม่บานมากนักจึงไม่ค่อยละลานตาสักเท่าไหร่ และก็ยังเห็น น้ำตกสิริภูมิ ซึ่งเป็นน้ำตกที่ตกจากหน้าผาสูง หายไปตอนกลางของช่วงความสูง มองไม่เห็นว่า ตกลงมาตรงไหน มีสองสายน้ำตก ลักษณะคล้ายกัน เราก็เลยเข้าใจเอาเองว่าเป็นน้ำตกคู่ที่อาจไหลมารวมกันตอนใดตอนหนึ่งของป่า และใช้ชื่อน้ำตกตาม พระนามของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ของเราชาวไทย 

หนึ่งในสองสายของ
น้ำตกสิริภูมิ
พระมหาธาตุบนยอดดอยอินทนนท์

           เราพักเรื่องปริศนาน้ำตกนี้ไว้ก่อน โดยวางแผนเดินทางไป ยอดดอย ทันที การเดินทางตื่นเต้นดี ตอนนี้เราต้องผ่านด่านอีกด่านและต้องแสดงบัตรผ่านด่าน ให้เจ้าหน้าที่ด่านนี้ดูด้วย  จึงผ่านไปได้ เส้นทางจากนี้ชันมาก และชันต่อเนื่องกัน 2-3 กิโลเมตรหลายช่วง รถเราบรรทุกเต็มหนักอึ้ง ก็อีดพอสมควร บางช่วงต้องใช้เกียร์ 1 อย่างเดียวลากขึ้นไป บนยอดดอยมีจุดถ่ายรูปเป็นที่ระลึก และวิวทิวทัศน์รวมทั้งอากาศดีมาก แต่เส้นทางศึกษาธรรมชาติเปิดไว้เส้นทางเดียว คือ เส้นทางอ่างกา ซึ่งเราก็ได้เดินดูแล้ว สวยและดิบดี ทางเดินสะดวกสบายมากเป็นสะพานไม้ตลอดเส้นทาง ชื้น เย็น และปลอดภัยไม่ต้องกลัวหลง เดินตามทาง อย่างเดียว

 

เส้นทางศึกษาธรรมชาติ ดอยอ่างกา


           เราอยู่ยอดดอยถึงประมาณ 12.00 น. ก็กลับ ขาลงง่ายกว่าขาขึ้นเยอะ เราแวะไหว้ พระมหาธาตุนภเมทนีดล และ พระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ ที่กรมป่าไม้สร้างถวายในหลวง และพระราชินี เป็นพระธาตุคู่ที่สวยงามมาก สร้างถวายเนื่องในวโรกาสที่ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ จากจุดนี้สามารถชมวิวได้อีกด้วย พวกเรากินอาหารเที่ยงกันที่นี่ เพราะมีร้านอาหารราคาก็ปานกลางเหมาะสมกับความลำบากยากเย็นในการขนส่ง พอทานอาหารเสร็จเราก็เดินทางลงที่พัก ระหว่างทางกะว่าจะแวะ น้ำตกแม่ปานและน้ำตกทรายเหลือง ซักกะหน่อย แต่ฝนก็ไม่เป็นใจดันตกลงมาซะนี่ ถนนลื่นมากแถมเจ้าหน้าที่ป่าไม้ก็บอกว่าถนนลำบาก รถเก๋งไม่ให้ขึ้น เราก็เลยอดไป จึงมุ่งหน้ากลับไปที่น้ำตกสิริภูมิซึ่งอยู่ใกล้ที่พัก ตอนนี้เราแวะสั่งอาหารที่ร้านค้าสวัสดิการกรมป่าไม้ไว้เรียบร้อย มื้อเย็นก็ไม่ต้องเป็นห่วงแล้วมีบริการส่งถึงเต๊นท์ ทางเข้าน้ำตกสิริภูมิยังไม่ค่อยดีนักเป็นถนนลูกรังเส้นเล็กนิดเดียว ดูแล้วไม่ค่อยมีใครเข้ามาเที่ยวเนื่องจากจุดที่จอดรถเป็นฝายที่ทำไว้กั้นน้ำใช้ในโครงการหลวง  ที่ใช้ปลูกดอกไม้มากกว่าสถานที่เที่ยว แต่มีทางเดินขึ้นป่าไปทางน้ำตกได้ เท่าที่มอง ๆ ดู(ไม่ได้ขึ้นไป) เปลี่ยวและเป็นทางเดินเท้าเล็ก ๆ กะโดยระยะทางถึงน้ำตกก็น่าจะไกลพอดู และเป็นทางเดินเลียบทางน้ำไหล เข้าใจว่าน้ำตกที่เห็นใหญ่โตจากจุดที่พัก คงตกจากหน้าผาสูง แล้วอาจแยกเป็นหลายสายตรงช่วงกลางหน้าผา จากนั้นคงกระจายเป็นสายน้ำหลายสาย และอยู่ในป่าลึกจึงไม่สามารถทำทางเข้าไปสัมผัสธรรมชาติส่วนนั้นได้ หรืออาจมีอันตรายต่อการปีนป่ายเนื่องจากเป็นเส้นทางที่ชันและดิบชื้น จึงไม่ได้ทำเส้นทางไว้ให้ได้เที่ยวชมกัน เราเห็นว่าใกล้เย็นแล้วก็เลยตัดสินใจไม่ไปต่อหลังจากดูเส้นทางแล้วไม่น่าจะปลอดภัยนักในการเดินเท้า เราจึงกลับที่พักเพื่อเตรียมพักผ่อนและลุยอาหารเย็นจะดีกว่า เพราะว่ากระเพาะเริ่มร่ำหาสุราบานอีกแล้วครับ เรากลับถึงที่พักประมาณ 17.00 น. ด้วยความสนุกสนานร่าเริงกันดี วันนี้เราเริ่มค่ำด้วยอาหารเย็นที่แสนอร่อยในยามนั้น แล้วก็คุยกันบันเทิง สักพักก็มีเพื่อนใหม่อีกคน เป็นเจ้าของรถตู้ที่พากลุ่มวัยรุ่นมาเที่ยว เค้าบอกว่าเหงา เราก็เลยชวนคุยด้วยกัน คุยก็ไม่สนุกเท่าไหร่ ไม่เหมือนกลุ่มนายตี๋ สักพักก็เลยแยกย้ายกันไปนอน 22.30 น. คืนนี้ค่อนข้างเงียบเหงานิด ๆ ไม่มีเสียงเพลงกล่อม ที่สำคัญไม่ค่อยมีดาวเลย มีแต่เมฆฝนคลื้มเชียว แล้วก็มีฝนตกมาด้วยแต่ไม่หนัก แค่พอได้เปียกนิดหน่อย

 


บรรยากาศยามเย็นและวงสหายรู้ใจ ณ ลานเต๊นท์ดอยอินทนนท์

             24 ต.ค. 43 7.30 น. เราตื่นเช้ามาแล้วก็ทำกิจวัตรเรียบร้อย ทำอาหารเช้ากินกัน(มาม่าต้ม) เรียบร้อยก็จัดการเก็บสัมภาระเพื่อเตรียมเดินทางต่อ โดยเราได้รู้จักเพื่อนใหม่อีกคนตอนเช้า(มาตั้งแต่เมื่อคืนแต่ไม่ได้คุยกัน) เค้ามา 2 คนสามีภรรยา ขับรถมากันเอง เราเลยถามว่าไปไหนมาก่อนนี้ เค้าบอกว่าไปภูชี้ฟ้า ซึ่งเค้าไม่เคยไปมาก่อนและไม่มีข้อมูลเท่าไหร่ การเดินทางกับความรู้สึกคล้ายเราตอนไปก่อนนี้เลย แต่ต่างกันที่เรามีเพื่อนร่วมทางมากกว่าและเป็นคนเชียงรายเสียด้วยยังพอลุยไหว ส่วนของเค้านี่บอกว่าระหว่างทางใจไม่ดีเลยนึกว่าจะไปไม่ถึง หนทางมันเปลี่ยวและไกล ไม่มีเพื่อนร่วมทาง และเป็นรถเก๋งด้วยปกติขึ้นลำบากไม่ค่อยมีคนเอาไป แต่ด้วยความไม่รู้เค้าก็ขึ้นจนเกือบถึงยอดภูเลยนะ เห็นเล่าว่าขึ้นไม่ไหวเหมือนกัน คลัชไหม้ควันโขมงเลย มีแต่ความพยายามอย่างเดียวก็ลุยขึ้นไปจนได้ (ตอนผมไปก็รถผมคันนี้แหละ แต่จอดแล้วพักค้างคืน จากนั้นก็เดินเท้าไป 2.8 ก.ม. แทบขาดใจเหมือนกัน) คุยกันได้ซักพักผมก็บอกว่ายังไม่มีโปรแกรมไปต่อเลย กะว่าจะแวะออบหลวง แล้วก็เลยไปนอนแม่วงศ์ที่นครสวรรค์ แต่เค้าชวนไปนอนค้างที่ออบหลวง ผมก็เลยใจง่ายตามเคย ก็เลยวางแผนใหม่ไปค้างที่ออบหลวงแล้วค่อยกลับก็แล้วกัน รับปากรับคำอย่างดีก็แยกย้ายกันเดินทางกลับจากดอยอินทนนท์ เริ่มออกเดินทางประมาณ10.00 น. ระหว่างทางผ่านทางเข้าถ้ำบริจินดา แต่ทางเข้าเป็นทางดินลูกรังเปียกไม่สามารถลุยไปได้ก็เลยไม่ได้แวะอีก แต่ก็ได้แวะเที่ยวชม น้ำตกแม่กลาง สวยงามมากเช่นกัน

 

น้ำตกแม่กลาง กับเหล่านายแบบนางแบบ 

          เดินขึ้นไปเกือบถึงต้นน้ำ ฝนก็ตกซะอีกแล้วไปต่อไม่ได้ แล้วก็เปลี่ยวด้วย ก็เลยพักแล้วก็เดินลงมาที่จอดรถ ถึงตรงนี้เราพักกินอาหารเที่ยงกันที่แถวที่จอดรถ รายการหลักคือข้าวเหนียว ส้มตำ ไก่ย่าง เนี้อสวรรค์ อร่อยทีเดียวครับ เสร็จมื้อเที่ยงแล้ว ฝนก็ยังตกไม่เลิก เรามุ่งหน้าไป อ.ฮอด ใช้เส้นทางจอมทอง-ฮอด แล้วแยกไปเส้นทาง ฮอด-แม่สะเรียง อีกประมาณ 16 กม. ก็ถึงอุทยานแห่งชาติออบหลวง จุดหมายอีกแห่งของเรา    วนอุทยานแห่งชาติ ออบหลวง เราขับรถผ่านทางเข้าอุทยานไปก่อนเพื่อไปเที่ยวบ่อพุร้อนเทพพนม ที่นั่นน้ำร้อนจริงเหมือนกัน ประมาณ 90-120 องศาเซลเซียส นายแป๊ะเพื่อนผม ลืมตัวเอามือจะวักน้ำล้างหน้า ปรากฏว่ามือพองครับ ยังดีที่แหย่ไปนิดหน่อยแค่ปลาย ๆ มือ เราดูน้ำพุร้อนแล้วก็ย้อนกลับเลียบ ลำน้ำแม่แจ่ม กลับมาที่ ออบหลวง เสียค่าธรรมเนียมตามระเบียบ แล้วก็เสียค่าธรรมเนียมกางเต๊นท์พักแรมเรียบร้อย ที่นี่เค้ามีบริการสันทนาการหลายอย่างครับ เช่นล่องแก่ง เดินป่า แคมป์ไฟ สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ได้ แต่เราไม่ได้ใช้บริการหรอกนะเพราะงบน้อยครับ เรากางเต๊นท์กันริมลำน้ำ เพราะว่าสวยงาม สะดวกสบาย วันนั้นไม่มีใครมาเลยมีแต่เรา คนที่นัดว่าจะมาก็ไม่เห็นมา เราก็ไม่ง้อลุยอย่างเดียว ชักเหงาเหมือนกัน ที่สำคัญจุดกางเต๊นท์ต่ำมาก เกือบเลียดลำน้ำ และลำน้ำก็ไหลเชียวมาก น้ำมากและข้นเป็นสีแดงฝุ่น ลักษณะเป็นน้ำที่ทะลักจากป่าที่มีฝนตกชุก เราไม่ค่อยสบายใจนักจึงได้ถามเจ้าหน้าทีป่าไม้ว่าที่นี่น้ำป่าแรงมั๊ย คำตอบชื่นใจมากครับ เจ้าหน้าที่บอกว่าตอนน้ำป่ามาเคยแรงท่วมห้องน้ำแล้วก็ชี้ไปที่ห้องน้ำที่พวกเราใช้กัน ซึ่งอยู่สูงกว่าจุดที่กางเต๊นท์ตั้งเยอะ แถมยังชี้ให้ดูท่อนซุงตะเคียนขนาด 2.5 คนโอบ ยาวประมาณ 10 เมตรกว่า ที่นอนคาอยู่หน้าห้องน้ำให้เราดูแล้วบอกว่าท่อนนั้นน่ะมาพร้อมกับน้ำป่า พวกเราก็ใจสั่นแล้วครับ พี่เจ้าหน้าที่ยังบอกอีกว่า ไม่ต้องเป็นห่วงเพราะถ้าฝนเริ่มตกจะมาบอกพวกเราให้ย้ายไปนอนบนศาลาซึ่งสูง มั่นคง และมีหลังคาคลุม(อยู่ใกล้กับจุดกางเต๊นท์เรานั่นแหละ) หรือถ้าได้รับสัญญาณน้ำป่าจะมาบอกพวกเราล่วงหน้า เออฟังแล้วอุ่นใจยังไงก็ไม่รู้ แต่เราก็ใจดีสู้เสือเอ๊ยสู้น้ำครับ ไม่ย้ายไปไหน น้ำก็ไหลเชี่ยวมองไม่เห็นโขดหินเลย เสียงน้ำก็แรงมาก สีแดงข้น คล้ายกับนอนท้าทายมัจจุราชยังไงไม่รู้ นั่งกินข้าวไปกินเหล้าไป ฝนก็เริ่มปรอยเม็ดลงมา พวกเราเห็นท่าไม่ดีแน่ ท้องฟ้าก็มืดคลื้มไปหมดเลยถอนเต๊นท์ไปกางบนศาลาสูงดีกว่า ทิ้งเต็นท์เก็บของไว้เต๊นท์เดียว เฮ้อสบายใจขึ้นเยอะ บนศาลาเราพบคนอุทยานคนหนึ่งไม่แน่ใจว่าเป็นเจ้าหน้าที่หรือเปล่า เราคุยกันเค้าก็บอกว่าซุงนั้นมากับน้ำป่าจริง ๆ แต่มานานมากกว่า 10 ปีแล้ว เราค่อยโล่งใจและคาดว่าน่าจะมาก่อนการสร้างห้องน้ำด้วยซ้ำ เพราะดูห้องน้ำยังใหม่ แต่พอถามต่อว่าปีหนึ่งจะมีน้ำป่ามากี่ครั้ง เค้าบอกว่าเฉลี่ยปีละ 2 ครั้งคือช่วงกลางฤดูฝนกับช่วงปลายตุลาคม นี่แหละ ปีนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง เราก็หนาวแล้วครับกลัวจะมาอีกครั้งนึงพอดีนะสิ พอย้ายที่นอนแล้วโล่งใจมากครับ หลับกันสบาย อากาศกลางคืนไม่หนาว และกลางวันร้อนนิดหน่อยครับ คืนนี้เรานอนฟังน้ำกันเพลินไปเลย หลับปุ๋ย

          25 ต.ค. 43  7.30 น. เราตื่นเช้าเพื่อชมทิวทัศน์ ไม่มีอะไรแปลกไปจากที่เรามาเลยครับ ที่นี่เช้ากลางวันเย็นเหมือนกันเปี๊ยบ น่าเสียดายที่เรามาหน้าน้ำฝนกรากน้ำในลำธารขุ่นข้นเชี่ยวแรง ไม่เช่นนั้นบริเวณอุทยานคงสวยกว่านี้ เพราะธารน้ำจะไส เรากินอาหารว่างรองท้องกันนิดหน่อยแล้วก็เริ่มเก็บสัมภาระยัดไว้ในรถตามเดิม แล้วเราก็ออกเดินเท้าไปตามทางเดินศึกษาธรรมชาติของอุทยาน ทางเดินเท้าพาเราไปออกถนนสายฮอด-แม่สะเรียง แล้วก็มีทางเดินลงไป สะพานข้ามช่องเขาขาด จุดเที่ยวที่สำคัญของที่นี่ เป็นสะพานไม้ข้ามช่องเขาขาดที่เรียกว่าออบหลวง ปกติก็สูงน่ากลัวอยู่แล้ว วันนี้ยิ่งน่ากลัวใหญ่เพราะน้ำไหลเชี่ยวแรง มองลงไปแล้วหวาดเสียว เราข้ามสะพาน(แกว่งนิดหน่อย) เดินทางเท้าต่อขึ้นไปชมหลุมศพโบราณ ไปจนถึง ผาช้าง จุดชมวิวสวยงามอีกแห่งหนึ่งแต่ก็น่ากลัวครับเพราะสูง และไม่มีราวกั้นต้องระวังอย่างมาก ตรงนี้จะมีอีกฟากหนึ่งของจุดชมวิว มีหน้าผาหินยื่นออกมาคล้ายกับผาหล่มสักบนภูกระดึงเลยครับ สวยดี แต่วิวโดยรอบไม่สวยเท่าภูกระดึงครับ รูปร่างหน้าผาก็ได้เสียวอยู่เหมือนกัน เราก็เก็บรูปเป็นที่ระลึกแล้วก็เดินทางกลับที่จอดรถ กลับมาถึงเหงื่อซกเลย เลยต้องอาบน้ำกันอีกรอบก่อนไป น้ำที่นี้เย็นสบายมากไม่หนาวเลย ก่อนออกเดินทางเราทานอาหารที่ร้านสวัสดิการป่าไม้ครับ อยู่ปากทางเข้าอุทยาน ใกล้กับจุดกางเต๊นท์แค่ประมาณ 100 เมตรกว่าเองครับ สบายมาก อาหารอร่อย คนขายใจดีด้วย พออิ่มได้ที่เราก็เดินทางกลับ จุดหมายกรุงเทพฯเลยครับ ออกเดินทางประมาณ 12.45 น. ใช้เส้นทาง ฮอด -ดอยเต่า-ลี้-เถิน เส้นทางเล็กและคดเคี้ยวพอสมควร ที่สำคัญเปลี่ยวครับ บางช่วงขับอยู่คันเดียว แต่ก็เป็นทุ่งกว้างมากกว่าขุนเขา ยกเว้นช่วง ลี้-เถิน ขุนเขาล้วน ๆ มีอยู่ช่วงหนึ่งบอกว่า ทางลาดชันคดเคี้ยวมาก 17.5 กม. เราคิดว่าเล็กน้อยเพราะลุยมาเยอะแล้ว แหมเอาเข้าจริงคนในรถตื่นหมดเลยครับ เลี้ยวที่ว่าไม่ใช้แค่คดเคี้ยวเหมือนที่เราเจอมา แต่เป็นตัวยูบ้างดับเบิลยูบ้าง ลงแล้วก็ขึ้น ลับเหลี่ยมภูเขาตลอดต้องบีบแตรขอทางกันตลอดเพราะมองไม่เห็น แถมเป็นเส้นทางรถบรรทุกเยอะซะด้วย กว่าจะพ้นไปได้ถอนหายใจกันทั้งคัน พอเข้าเส้นทางหลักได้ก็เหยียบแหลกครับ ไปเปลี่ยนคนขับแถว ๆ ตาก-กำแพงเพชร ถึงตอนนี้ก็ให้นายแป๊ะขับต่อ ผมก็พักผ่อนครับ ถนนต่อจากช่วงนี้ไปไม่ดีเลย แม้จะเป็นเส้นทางหลักแล้ว และแยกทางรถวิ่งสวนกันแล้ว แต่เส้นทางด้านซ้ายเป็นหลุมเป็นบ่อลึก ๆ เยอะมาก ต้องขับชิดขวาตลอด แถมพอขับชิดขวาก็เจอด่านจับความเร็ว ถึง 3 ด่าน และเราก็ถูกจับในด่านที่ 3 จนได้ โชคดีที่คุณตำรวจเค้าเห็นว่าเป็นคนกรุงเทพมาเที่ยวก็เลยปล่อยไป ขอบคุณครับคุณตำรวจ เราแวะเติมน้ำมันแถวกำแพงเพชรแล้วก็ลุยต่อมาถึงนครสวรรค์ ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้วเราก็เลยแวะที่ บึงบอระเพ็ด กันซะหน่อย ที่นี่มีบริการเรือพาชมวิวรอบบึงครับ ส่วนราคาก็ รอบเล็ก 1 ชม. 400.- บาทไปได้ไม่เกิน 15 คน รอบใหญ่ 2 ชม. 800.-บาท ไม่เกิน 15 คนเช่นกัน น่าสนใจดีครับ แต่ต้องมีเวลาพอ เรายืนมองความกว้างใหญ่สุดหูสุดตาดังคำร่ำลือของบึงไอ้เข้แล้วก็พอดี 17.30 น. ฝนตกหนักพายุเข้า เราต้องขับรถลุยฝนกลับบ้าน อากาศก็ครื้มขะมุกขมัวไปหมด นายแป๊ะบอกมองทางไม่ค่อยเห็นแล้ว ผมเลยเปลี่ยนขับต่อ พอเข้าอ่างทองฝนหยุดตก เราก็ไปกันต่อเรื่อย ๆ จนถึงช่วงนี้แล้วถนนเลนซ้ายก็ยังชำรุดเป็นช่วงๆ ไปเรื่อยจนถึงอยุธยาเลยครับ แย่จังขับรถไม่สนุกเลย ขรุขระด้วยมืดด้วย เพลียด้วย จริง ๆ นะ

          ถึงกรุงเทพฯโดยสวัสดิภาพ เราตะลุยมาจนถึงแยกปากทางเข้าวงแหวนรอบนอกตะวันออกแถวอยุธยา ก็ประมาณ 19.20 น.เห็นจะได้ พอเข้าวงแหวนได้ก็ลุยแหลก ถึงบ้านนายแป๊ะที่ถนนรามอินทรา ประมาณ 20.00 น. แยกสัมภาระแล้วก็กินข้าวเย็นกันอีกมื้อก่อนแยกย้ายกันไปพักผ่อนโดยสวัสดิภาพ

สรุปการเดินทางครั้งนี้ 

รวมเวลาตั้งแต่เริ่มเดินทาง ก็ 5 คืน 5 วัน ออกคืนวันศุกร์ 4 ทุ่มครึ่ง กลับมาถึง 2 ทุ่มวันพุธ
ระยะทางทั้งหมด จากการจับไมล์ประมาณ 1,878 ก.ม.
เติมน้ำมันเฉพาะส่วนที่ใช้ไป ทั้งหมด 2,550.-บาท (ลิตรละ 17.00 บาทโดยเฉลี่ย) หรือประมาณ 150 ลิตร (12.5 กม./ลิตร)
ใช้เงินเดินทางรวมค่าอาหารและอื่น ๆ ถึงมื้อเย็นสุดท้ายที่กรุงเทพ (ไม่รวมค่าน้ำมัน) 5,520.-บาท
รวมค่าใช้จ่ายครั้งนี้ทั้งสิ้น ประมาณ 8,070.-บาท เฉลี่ยต่อหัวประมาณ 1,614.-บาท( 5 คน)

สถานที่ท่องเที่ยวที่ได้ไปเยือน

อยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ทั้งหมด ได้แก่ โป่งเดือด ห้วยน้ำดัง น้ำตกแม่กลาง น้ำตกสิริภูม น้ำตกวชิรธาร ยอดดอยอินทนนท์ พระมหาธาตุนภเมทนีดล และพระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ บ่อพุร้อนเทพพนม ออบหลวง ผาช้าง และขากลับ แวะเที่ยวบึงบอระเพ็ด นครสวรรค์ 
สมาชิกที่เดินทาง ผู้ชาย 2 ผู้หญิง 3 รวมเป็น 5 คน
ใช้เหล้าไป ทั้งหมด 6 ขวด กับเบียร์อีก 2 สาเกอีก 1 ขวด (เฉพาะเหล้าคาดว่าให้คนอื่นช่วยกินฆไป 1 ขวด) มิ๊กเซอร์ไม่นับ
เกือบ หลงป่า ไป 1 ครั้ง โดนทากโจมตีไป 1 หน
ผู้คนและเจ้าหน้าที่อุทยานทุกคน ยิ้มแย้มแจ่มใสดี อัธยาศัยดีด้วย
ความรู้สึก เหนื่อยเพลีย แต่ก็คุ้ม รถเสื่อมสภาพไปนิดหน่อยไม่สามารถตีราคาได้เมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้รับ (แล้วก็แล้วกันไป)

แล้วเจอกันใหม่ TRIP หน้า ครับ

 

 

ขอเชิญร่วมครับ






 
รวมเรื่องฮอต : คลิปเด็ด ภาพเด็ด ซุบซิบดารา กระทู้ฮอต ข่าวเด่น วาไรตี้ เกมส์-ไอที ข่าวกีฬา คลิกที่นี่
 
หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้ว  ครั้ง
 

ความคิดเห็นเกี่ยวกับ: บันทึกการเดินทางกรุงเทพฯ - ห้วยน้ำดัง - ดอยอินทนนท์ - ออบหลวง20

แสดงความคิดเห็น

ซ่อนความคิดเห็น

รำคาญข้อความโฆษณา หรือพบข้อความไม่เหมาะสม กรุณาช่วยกันคลิก " แจ้งลบ " เพื่อช่วยให้ทีมงานดำเนินการลบข้อความดังกล่าวได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ขอบคุณมากค่ะ

จำนวนข้อความทั้งหมด 13

  1. Re: บันทึกการเดินทางกรุงเทพฯ - ห้วยน้ำดัง - ดอยอินทนนท์ - ออบหลวง20

  2. Re: บันทึกการเดินทางกรุงเทพฯ - ห้วยน้ำดัง - ดอยอินทนนท์ - ออบหลวง20

  3. Re: บันทึกการเดินทางกรุงเทพฯ - ห้วยน้ำดัง - ดอยอินทนนท์ - ออบหลวง20

ร่วมแสดงความคิดเห็น

[เพิ่มเติม]

รหัสความปลอดภัย

ต้องการรหัสอื่น

เงื่อนไข การร่วมแสดงความคิดเห็น ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็บบอร์ดไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหาย ต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ feedback@sanook.com เพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบและทำการลบข้อความนั้น ออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้