| อลังการม่านสายวารีแห่งทีลอซู 1@บางกอกใหญ่
ย้อนหลังไปเมื่อสิบกว่าปีก่อนตอนที่ผมยังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยนั้น ผมเคยได้ยินเพื่อนๆเอ่ยกันถึงนามสถานที่ท่องเที่ยว 2 แห่งที่ฟังดูแปลกหู หนึ่งคือ "สิมิลัน" ส่วนอีกหนึ่งนั้นคือ "ทีลอซู" สองคำนี้ติดใจผมตลอดมา ทว่ากาลเวลาที่ผ่านไป ทำให้ผมได้เรียนรู้ว่า อันคำทั้งสองนี้เป็นชื่อของสองสุดยอดแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติของไทย หนึ่งนั้นไซร้สำหรับผู้รักทะเล เป็นหมู่เกาะที่มีปะการังน้ำลึกสุดสวยงามติดอันดับหนึ่งในสิบของโลก ส่วนอีกหนึ่งนั้นเล่าก็สำหรับเราท่านที่นิยมป่าเขาลำเนาไพร ด้วยเป็นน้ำตกใหญ่โตมโหฬารที่สุดในเมืองไทยและงดงามติดอันดับหนึ่งในหกของโลก แล้วในที่สุดผมก็มีโอกาสได้ไปเยือนสถานที่ทั้งสองนั้นในเวลาต่อมา... 29 ธันวาคม 2543
18:20น. บรรยากาศยามเย็นที่ลานพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 6 สวนลุมพินี ในวันทำงานวันสุดท้ายของปี 2543
นั้นคลาคล่ำไปด้วยผู้คนมากหลาย
กับกระเป๋าเดินทางหลากสีที่มารอเริ่มต้นการเดินทางของพวกเขากันที่นี่
รถบัสขนาดใหญ่
ของบริษัททัวร์แห่งหนึ่งจอดเรียงรายอยู่โดยรอบ รถเหล่านี้จะนำพวกเขาไปสู่จุดหมายที่ต่างกัน บางคันก็ลงใต้ บางคันก็บ่ายหน้าขึ้นเหนือ ส่วนรถของพวกเรานั้นเป็นรถตู้หลายคันที่พร้อมจะนำสู่ตาก เกือบสองทุ่มขบวนรถตู้จึงออกจากกรุงเทพฯไปตามถนนพหลโยธิน (ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1) ผ่านอยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท นครสวรรค์ กำแพงเพชร และตาก... 30 ธันวาคม 2543
02:30น. อากาศเย็นยะเยือกกระทบกับใบหน้าผมทันทีที่ก้าวลงจากรถตู้ที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งในอำเภอแม่สอด จังหวัดตากบอกให้รู้ว่าขณะนี้เรากำลังจะเดินทางขึ้นสู่ภูเขาสูงแล้ว นับจากนี้ต่อไป เราจะเดินทางเข้าสู่ "เส้นทางลอยฟ้ากว่าพันโค้ง" อันโด่งดัง ระยะทาง 164 กม. ของทางหลวงหมายเลข 1090 นั้นนำเราจากแม่สอดสู่อุ้มผางไปตามเส้นทางคดเคี้ยวสลับซับซ้อนบนเทือกเขาถนนธงชัยผ่าน 1,219 โค้ง โดยที่ 50 กม. แรกความคดเคี้ยววกวนยังมีไม่มากนัก แต่จะเพิ่มมากขึ้นและมากขึ้นเรื่อยๆในอีก 84 กม. ถัดมา ก่อนจะซาลงใน 30 กม. สุดท้าย 06:20น. ราว 3 ชม. ต่อมา
เราก็สามารถฝ่าด่านพันโค้ง
เข้าสู่รีสอร์ทที่พักริมน้ำป่าคา อำเภออุ้มผางได้สำเร็จ
อุ้มผางนั้น
เป็นอำเภอที่มีขนาดกว้างใหญ่ที่สุดในประเทศไทย แต่มีพื้นที่ราบเพียง 3% เท่านั้น คำว่า "อุ้มผาง" มาจากคำภาษากะเหรี่ยงว่า "อุ้มผะ" หมายถึงกระบอกไม้ไผ่ที่ใส่เอกสารเดินทางของชาวพม่าในสมัยก่อน
การเดินทางไปอุ้มผางนั้น
นอกจากจะโดยรถยนต์ส่วนตัวแล้ว ก็ยังสามารถไปขึ้นรถโดยสารประจำทาง กรุงเทพฯ - แม่สอด ที่สถานีขนส่งหมอชิตได้ เมื่อถึงแม่สอดแล้ว จะมีรถสองแถวออกจากแม่สอด (จอดอยู่ที่ซอยตรงข้ามองค์การโทรศัพท์แม่สอด) ไปอุ้มผางทุกชั่วโมงตั้งแต่ 7:00 - 15:00น. หรือใครอยากสบาย (แต่จ่ายเยอะ) ก็นั่งเครื่องบินจากกรุงเทพฯไปลงที่แม่สอดได้ไม่ผิดกติกาครับ 08:15น. หลังอาหารเช้าผ่านไป เราก็จัดสัมภาระที่จำเป็นสำหรับการพักแรมคืนนี้ (ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง) ขึ้นรถสองแถวเดินทางไปบ้านปะละทะ
สู่ริมห้วยแม่กลองเตรียมล่องเรือยาง เนื่องจากเป็นช่วงหยุดหลายวัน ริมห้วยเช้าวันนี้จึงมีผู้คนมากเป็นพิเศษ... เรือยางพาพวกเราล่องไปตามสายน้ำอันราบเรียบ ท่ามกลางขุนเขาสูงสองฟากข้าง แสงแดดอ่อนๆส่องเล็ดลอดผ่านหุบเขาและต้นไม้ เสียงนกและสัตว์ต่างๆมีให้ได้ยินเป็นระยะๆ เราผ่านผาบ่องซึ่งมีลักษณะเป็นรูกว้างขนาดใหญ่บนหน้าผาสูงชันอันเกิดจากลมและฝนที่กัดเซาะหน้าผาจนทะลุเป็นรูโหว่ ผ่านน้ำตกทีลอจ่อซึ่งแปลว่า "น้ำตกสายฝน" เนื่องจากเป็นสายน้ำบางเบาดุจสายฝนทิ้งตัวลงจากผาสูงสู่ลำน้ำแม่กลองเบื้องล่าง ไม่ไกลจากทีลอจ่อมากนักจะเป็นน้ำตกอีกแห่งที่ไหลลงจากเวิ้งผาเตี้ยๆข้างทาง ยามเมื่อแสงแดดจับต้องละอองน้ำที่สาดกระเซ็น จะเกิดเป็นรุ้งกินน้ำเจ็ดสีพาดผ่านเห็นได้ชัดเจน (รูปที่ 1) จึงเรียกกันว่า "น้ำตกสายรุ้ง" ถัดมาก็เป็นบ่อน้ำร้อนอยู่บนตลิ่ง หลังจากนั้นจึงเป็นแก่งแรกของลำน้ำแม่กลอง เรียกว่า "แก่งตะโคะบิ๊" ผาผึ้ง ถ้ำงูเหลือม ผานกนางแอ่น
และผาเลือดซึ่งมีสีแดงฝาดดุจเลือดอันเกิดจากแร่ธาตุต่างๆ
ที่ถูกน้ำฝนชะมาติดบนหน้าผา และแล้วการล่องแก่งของเราก็สิ้นสุดลงที่นี่ 11:30น. เราพักทานอาหารกลางวันกันที่หน่วยพิทักษ์ป่าผาเลือด ก่อนจะออกเดินทางต่อด้วยรถปิกอัพหรือสองแถวไปอีก 16 กิโลเมตร จึงจะถึงที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง เห็นระยะทาง 16 กิโลเมตรแค่นี้แต่เชื่อไหมครับว่าใช้เวลาเดินทางกว่าชั่วโมงทีเดียว
เนื่องจากเป็นถนนลูกรัง
ที่เต็มไปด้วยหลุมบ่อขรุขระและฝุ่นแดง ซึ่งถ้าเป็นหน้าฝน ถนนสายนี้จะใช้ไม่ได้ เราจะต้องล่องเรือต่อจากผาเลือดไปจนถึงท่าทราย แล้วเดินเท้าเข้าสู่ที่ทำการอีก 9 กิโลเมตร
|
14:00น. รถปิกอัพพาเรามาถึงลานกว้างใหญ่ของที่ทำการฯ
เต็นท์น้อยใหญ่หลากสีสันหลายร้อยเต็นท์
กางเรียงรายยาวเหยียดไปจนสุดขอบลานอีกด้าน บางเต็นท์ก็กางไว้ตั้งแต่วันวาน บางเต็นท์ก็กำลังปักเสาเตรียมกาง หลังจากจัดแจงเก็บสัมภาระต่างๆเข้าเต็นท์เรียบร้อยแล้ว พวกเราก็เริ่มเดินเท้าไปน้ำตกทีลอซูด้วยระยะทางประมาณ 1.5 กม. |
 |
 |
15:00น. เราเดินเท้าราว 30 นาที ผ่านเส้นทางร่มครึ้มด้วยแมกไม้สองข้างทาง พอพ้นแนวป่าทึบ ทางจะเปิดให้เห็นหน้าผาหินปูนกว้างใหญ่สูงเสียดฟ้า มีสายน้ำตกผ่านโตรกผาลงมาหลายสายเรียงรายไปตามแนวผาอันกว้างถึง 500 เมตร และสูง 300 เมตร ประดุจม่านน้ำตกขนาดมหึมา ทว่าน่าเสียดายที่มิใช่ฤดูฝน ความยิ่งใหญ่อลังการและความแรงของสายน้ำจึงดูน้อยลงไปนิด อีกทั้งการที่เรามาในตอนบ่าย ซึ่งไม่มีแสงแดดส่องกระทบหน้าผาเหมือนอย่างตอนเช้า บรรยากาศโดยรอบจึงดูมืดทึมกว่า (รูปที่ 2) เราจึงตกลงกันว่าจะต้องมาอีกครั้งในช่วงเช้าพรุ่งนี้... |
ค่ำคืนนั้น เรานอนพักแรมกันในเต้นท์ที่ที่ทำการฯ ท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บภายนอก หลังจากที่เดินหลงดงเต็นท์กันหลายคน (รวมถึงตัวผมด้วย แหะ แหะ...)
31 ธันวาคม 2543
08:15น. เราเดินฝ่าดงเต็นท์ กลับไปพิชิตทีลอซูกันอีกครั้ง คราวนี้มีแดดยามเช้าสาดกระทบหน้าผาส่องสว่างไปทั่ว บริเวณน้ำตกเต็มไปด้วยผู้คนมากมายยิ่งกว่าเมื่อวาน
น้ำตกทีลอซูแบ่งเป็นชั้นใหญ่ๆได้ 3 ชั้น จากชั้นล่างซึ่งมีแอ่งน้ำกว้างใหญ่ ผมปีนป่ายขึ้นไปบนชั้นที่ 2 ซึ่งด้านขวามือจะเป็นน้ำตกผ่านโตรกผาหินปูนสีเหลืองลงมา เมื่อกระทบกับแสงแดดยามสาย จะเกิดรุ้งกินน้ำพาดผ่านสวยงาม ส่วนด้านซ้ายของชั้นนี้ จะมีสายน้ำไหลลงสู่แอ่งสีเขียวมรกตเบื้องล่าง ละอองน้ำสาดกระจายไปทั่วบริเวณ ถัดขึ้นไปจะเป็นน้ำตกชั้นที่ 3 ซึ่งทิ้งตัวลงจากหน้าผาที่สูงชัน |
 |
 |
11:00น. เกือบสามชั่วโมงผ่านไปกับการชมความยิ่งใหญ่งดงามของม่านน้ำตก เราก็เริ่มอำลาทีลอซูกลับสู่ที่ทำการฯเพื่อทานอาหารกลางวัน จากนั้นจึงเก็บข้าวของสัมภาระต่างๆขึ้นรถเพื่อเดินทางกลับ |
12:30น. เริ่ม "ล่องรถ" ผ่านแก่งหินอันขรุขระของถนนลูกรังสายเดิม จากที่ทำการฯผ่านหน่วยพิทักษ์ป่าผาเลือด แล้วเลยต่อไปยังตัวอำเภออุ้มผาง ด้วยระยะทางประมาณ 42 กม. กับเวลาที่ใช้ไป 3 ชั่วโมงครึ่ง ก็มาถึงรีสอร์ทที่พักริมน้ำป่าคา... เย็นวันนั้น เรามีปาร์ตี้เล็กๆที่รีสอร์ท เพื่อเตรียมการเข้าสู่ปีใหม่กันที่นี่... 23:59น. พวกเราเริ่ม countdown ...5 ...4 ...3 ...2 ...1 ...0 24:00น. ไชโย... สวัสดีปีใหม่ 2544 ครับ 1 มกราคม 2544
04:00น. ตื่นนอนรับวันแรกของปีแต่เช้ามืด เดินทางไปดอยหัวหมดซึ่งแปลว่า ภูเขาหัวโล้น ที่อยู่ห่างออกไป 17 กม. จากนั้นเดินเท้าฝ่าความมืดและหนาวเย็นขึ้นสู่เนินเขาบริเวณกม. 9 อีก 1.5 กม. เพื่อชมทะเลหมอกและรอรับแสงแรกแห่งปี ก่อนลงมาทานอาหารเช้าที่รีสอร์ท 09:45น. อำลาอุ้มผาง เดินทางมุ่งหน้าสู่แม่สอด ทิ้งความงามและธรรมชาติอันบริสุทธิ์ไว้เบื้องหลัง ผ่านทางโค้งนับพันอีกครั้ง 13:00น. แวะทานอาหารกลางวันที่น้ำตกที่มีชั้นมากที่สุดในเมืองไทย คือ 93 ชั้น อันมีนามไพเราะว่า "น้ำตกพาเจริญ" ที่อำเภอแม่สอด แม้ว่าจะมีจำนวนชั้นมากมาย แต่ก็เป็นชั้นเตี้ยๆเท่านั้น บางชั้นสูงไม่ถึงหนึ่งเมตรด้วยซ้ำ 14:30น. เราแวะที่ตลาดริมเมยในแม่สอดซึ่งมีทั้งสินค้าพวกเสื้อผ้า อาหารแห้ง ไม้แกะสลัก และอัญมณีต่างๆ ก่อนเดินทางมุ่งหน้าสู่อำเภอเมืองตาก ลาจากป่าเขาลำเนาไพรและดงดอย... หลายวันผ่านไปกับการข้ามสหัสวรรษที่อุ้มผางดินแดนดอยลอยฟ้า
เจ้าของม่านมหาวารีทีลอซู
ดูจะเป็นประสบการณ์และความทรงจำ
อันประทับใจไม่รู้ลืมสำหรับผมเลยทีเดียว... WEBCAMMAN
ดูท่องเที่ยวสดๆ ได้ที่ webcam
สัญจร
ดูภาพย้อนหลังแบบเต็มทุกรูป
ที่ webcam
ย้อนหลัง
คุยกับ webcamman ได้ที่ หน้าพาเที่ยวคุยไปเที่ยวไปฟังไปครับ |
เลือกชุดสัญลักษณ์แสดงอารมณ์