ค้นหาเรื่องท่องเที่ยว
RSS RSS
ภาพเด็ดวันนี้
เก็บตกมาฝาก
แพ็คเกจทัวร์
สนุก! คาราวาน
เรื่องของคนชอบเที่ยว
เที่ยวไปกินไป
ที่พักประทับใจ
ดูนก, ผีเสื้อ
ถามทาง
รีสอร์ท & สปา ทั่วไทย
อุปกรณ์ท่องเที่ยว
ผลัดกันไปชิม
ทริปเด็ดห้ามพลาด
ภาคเหนือ
ภาคกลาง
ภาคอีสาน
ภาคตะวันออก
ภาคใต้
ร้านอาหาร
ท่องราตรี
สองเท้าพาเดิน
เทศกาลงานเมือง
ช๊อปปิ้ง
เที่ยวผจญภัย
เที่ยวทะเล-ดำน้ำ
จักรยานเสือภูเขา
เที่ยวอนุรักษ์
ราคาทัวร์ทั่วไทย
วอลล์เปเปอร์
สายด่วนท่องเที่ยว
รวมเว็บท่องเที่ยว
เรื่องจากทางบ้าน
ข่าวท่องเที่ยว
บล็อค ท่องเที่ยว
เรื่องท่องเที่ยวต่างแดน
helper end
ท่องเที่ยว > เรื่องเที่ยวจากทางบ้าน > ภาคเหนือ
เรื่องเที่ยวจากทางบ้าน

เที่ยวไปกับเพื่อนใหม่ที่ดอยอินทนนท์...

หน้าแรก > ติดใจทริปนี้ > เที่ยวไปกับเพื่อนใหม่ที่ดอยอินทนนท์
เที่ยวไปกับเพื่อนใหม่ที่ดอยอินทนนท์


เที่ยวไปกับเพื่อนใหม่ที่ดอยอินทนนท์...โดย Bumpop

     หวัดดีคับ ชาวทริปอินทนนท์ อยากเล่าเรื่องราวให้ฟังสำหรับคนที่พลาดทริปนี้ (14-15 ธค. 44)

ตอนที่หนึ่ง "กว่าจะได้ไป"
     ตอนแรกก็ตัดสินใจอยู่นานทีเดียวว่าจะไปดีไหม เนื่องจากมีจุดสนใจสุดๆๆ ตรงฟรีทุกอย่าง ( ยกเว้นค่าเดินทางไป-กลับ เชียงใหม่ ) ใจก็คิดนะเค้าจะได้อะไรถึงจัดฟรีอย่างนี้ เอ… หรือเค้าจะลวงเราไปทำอะไรหรือเปล่า เลยตัดสินใจไม่โพสต์ เฝ้าดูเวบบอร์ดอยู่หลายวัน จนได้คุยกับเพื่อน เค้าว่าอยากไปก็ไปซิ จะได้รู้  ถ้าไม่กลัวเหงาว่าไปคนเดียว ( เพื่อนบอกว่า อย่างเราหนะไปได้อยู่แล้ว ดู้ๆๆ ไม่ห่วงเรามั่งเหรอ เผื่อเค้าเราไปทำปู้ยี่ปู้ยำไงเนี้ยะ ) แต่ด้วยความอยากไปสุดๆ เลยโทรไปหาเจ้าของทริป พี่ฟ้า คับ ( มิใช่ ฟ้าสาวมิสทีนนะคับ ) โทรไปคิดว่า จะได้ยินเสียงสาว ไงกลับไปเป็นเสียงหนุ่มแหละเนี้ยะ "ขอสายพี่ฟ้าค่ะ" ปลายสายตอบกลับทันที "ผมนี้แหละคับพี่ฟ้า" อึ้งกิ้มกี่ เลย ไอ้เรามีหน้าไปถามอีกว่า "อ้าวพี่ พี่ฟ้าไม่ใช่ผู้หญิงหรอกเหรอ" ( แหมโง่จริง เค้าก็บอกอยู่ยังจะถามอีก ) เราก็ถามพี่เค้าว่าคนครบยังขอไปด้วยอีกคนจะได้ไหม พี่เค้าให้โทรไปคุยที่ office เพราะพี่เค้าไม่รู้จำนวนคน  เราก็โทรไป เจอ น้องเก๋ น้องเก๋ ก็บอกยัง confirm อะไรไม่ได้เนื่องจาก internet เสียเข้าไปไม่ได้  ด้วยความที่อยากไปสุดๆ แล้วกลัวไม่ได้ไป ก็บอกงั้นเราอ่านข้อความให้ไหม ( เราโพสต์ไปข้อความที่ 13 เค้ารับ 8 คนแรก ) เพราะบางข้อความไม่ใช่ของคนที่จะไปทริปด้วย แต่เค้ามาให้รายละเอียด ( แต่ไม่รายละเอียดเท่าไรหรอกนะ ) น้องเก๋ปฏิเสธเป็นพัลวัน บอกไม่เป็นไรพี่ เดี๋ยวขอเบอร์ไว้จะติดต่อกลับวันจันทร์

      ด้วยความที่กลัวว่าจะไม่ได้ไป รีบให้เบอร์มือถือพี่สาว (ตัวเองมี PCT แต่กลัวเค้าโทรไม่ติดแล้วไม่ให้ไป ) กลับบ้านไปบอกพี่ ว่าเดี๋ยวจะมีคนโทรมา confirm ว่าเราจะได้ไปเที่ยวหรือเปล่า ( ไม่ได้บอกว่าไปคนเดียว ไม่กล้าบอก กลัวบอกแล้วบ่ได้ไป บอกว่าไปกับเพื่อน [ เพื่อนที่จะไปรู้จักกันในอนาคต ] ถือว่าไม่ผิดศีล ก็เราไม่ได้โกหกนี่นา ) กลับถึงบ้านวันจันทร์ พี่บอกไม่เห็นมีคนโทรมา คงไม่ได้ไปแล้วแหละ ( บอกด้วยน้ำเสียง ที่ไม่บ่งบอกเลยว่าเสียใจด้วย ) เราก็ร้อนใจ เอ หรือว่าเราจะไม่ได้ไปจริงๆ เช้าวันรุ่งขึ้น รีบโทรไปหาน้องเก๋ทันที ( ขนาดรีบยังไม่ยอมโทรที่บ้าน ค่าโทรศัพท์แพง ไปโทรที่ทำงานเค้ามี Lease line โทรทางไกลราคาเท่าโทรทางใกล้ )

      ปรากฏว่า ไม่ใช่น้องเก๋เป็นคนรับ เค้าเป็นใครจำไม่ได้ (โทษทีนะ ) เค้าก็บอก "หนูไม่รู้เรื่องค่ะ ทริปนี้พี่เก๋เค้ารับเรื่อง เค้ารู้รายละเอียดคนเดียว" อ้าวซวยแล้วซิ แล้วเราจะได้ไปกับเค้าไหมเนี่ย "แล้วน้องเก๋เค้าไปไหน"   "พี่เก๋เค้าขึ้นดอยค่ะ" "อ้าวแล้วกลับมาเมื่อไหร่หละค่ะ"  " ไม่ทราบค่ะ"  อ้าว..(อีกแล้ว) ทริปมันวันที่ 15 นะแล้วเอาไงดีเนี่ย เลยบอกไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวจะโทรไปเช็คใหม่  

      เช้าวันที่ 6 เหมือนได้ยินเสียงจากสวรรค์ เมื่อพี่สาวโทรมาว่าเค้าโทรมา confirm แล้วนะให้โทรกลับไป confirm ด้วย รีบเลยคับรีบโทรไปเลย น้องเก๋เค้าบอกว่าเพิ่งเข้าเว็บได้เมื่อคืน ( 5 ธ.ค. ) เค้าก็รีบพิมพ์รายชื่อคนที่ได้ไป เย้ ๆๆ มีเราเป็นหนึ่งในนั้นคับ เฮ้ยเกือบไม่ได้ไปแล้ว 

     เมื่อวันที่ซื้อตั๋วมาถึง ก็กะว่าจะไม่บอกใครหรอกนะ จะไปเที่ยวคนเดียวเพราะรู้ว่ายังไงก็ต้องมีคนบอก ไม่กลัวเค้าหลอกเหรอ  กล้าไปคนเดียวไม่กลัวอันตรายเหรอ ไปแล้วไม่รู้จักใครซักคนที่นั้น  อะไรอีกสาระพัด ( แล้ววันที่เดินทางที่ทำงานเค้ามีแผนเปลี่ยนแปลงระบบด้วย เรียกง่ายๆ ว่าโดนงานไปคับ เพราะถึงเราไม่อยู่ก็มีพี่อีกคนเค้าทำได้ 555 โชคดีของเราไป ) แต่เนื่องจากไม่เค้ย ไม่เคย ไปขนส่งสายเหนือ เลยต้องชวนเพื่อนไป (ไม่รู้คิดได้ไง จะไปเที่ยวคนเดียวกล้าไป  แต่ไปซื้อตั๋วคนเดียวไม่กล้าไป เฮ้ยชีวิต ) ด้วยความงกกะว่าจะนั่งรถเมล์ไปซื้อตั๋ว แต่ป้ายที่หน้าที่ทำงานดันเป็นสุดท้ายที่รถจอดให้ลง ( ไม่รู้จะมีป้ายบอกว่าไปหมอชิตใหม่ทำไม ถ้าไปไม่ถึง ) รออยู่นานจึงตัดใจ ไปแท็กซี่ก็ได้ ระหว่างนั่งไป ก็เห็นแท็กซี่ขับเลียบทางรถไฟ ก็เริ่มไม่แน่ใจว่า เราบอกผิด หรือเปล่าหว่า เลยย้ำว่าพี่ ไปขนส่งสายเหนือนะไม่ได้ไปสถานีรถไฟสายเหนือ เค้าเลยบอกว่าถ้าไปอีกทางมันอ้อมไกล ( ไม่น่าเล้ย เรา ) ไปถึงแหมบริษัทมันลายตาไปหมด เจอลุงเจ้าหน้าที่ใจดีแนะนำ เลยซื้อของ บขส.

ตอนที่สอง "และแล้ววันเดินทางก็มาถึง"
     ลาคับ ลาป่วย( การเมือง )ครึ่งวัน ตั๋วรถออก 2 ทุ่ม 45 นาที ใช่แล้วคับเขียนไม่ผิดคับไม่ใช่บ่าย 2 แต่เป็น 2 ทุ่ม  อ้าว...แล้วลางานทำไมครึ่งวัน  แหม..ก็เตรียมตัวไงคับ เสื้อผ้ายังไม่จัด ของยังบ่ได้เตรียม  ใช้เวลาขึ้น-ลง ระหว่างตู้เสื้อผ้าข้างบนกับราวแขวนผ้าข้างล่างหลายรอบ  ยัดเข้า-ดึงออกกระเป๋าก็หลายครั้ง  เอาไปมากก็กลัวว่าเว่อร์ เอาไปน้อยก็กลัวหนาวตาย  กว่าจะตัดใจสรุปชุดได้เล่นเอาเหนื่อยไปหลายยก  อ้าว...รู้แล้วลืม ลืมยาดม เลยแวะซื้อยาดมไม่ได้เผื่อใคร  และก็ไม่ได้ติดยาดมด้วย แต่เผื่อไว้ 

     ถึงขนส่งทุ่มครึ่ง โหทำไมเวลามันเดินช้าจัง ด้วยความตื่นเต้นเค้ามีห้องแอร์เย็นๆ มีทีวีให้ดู ไม่อยู่คับ ไปนั่งตรงชานชาลาร้อนก็ร้อน ควันก็เยอะ แต่ไม่เป็นไรคับ ทนได้ ได้นั่งแล้ว ได้เวลารถออกได้เพื่อนร่วมทางใจดี  พอไปถึงเชียงใหม่เค้าก็นั่งรอเป็นเพื่อนเรา จนเจอเพื่อนร่วมคณะคนแรกซึ่งก็คือ พี่ธี  หลังจากเล็งๆ ดูแล้วว่า พี่เค้าน่าจะเป็นคนในทริปเดียวกัน เลยลองเดินไปทักดู ปรากฏว่าใช่จริงๆ ด้วย หลังจากนั้นก็ เซย์กูดบาย กับเพื่อนร่วมทางผู้ใจดี  แล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาคอยผู้ที่จะมารับเป็นน้องก้อยคับ ซึ่งก็ไม่เคยเห็นหน้ากันหรอกนะ แล้วน้องเค้าก็มาให้ที่สุด ตามด้วยพี่หมวย และพี่เผด็จ หลังจากนั้นเราก็เคลื่อนขบวนไปรอรับคนที่จะมาทางรถไฟ ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายแทนเค้า เพราะเค้าไม่มา แต่เป็นที่น่าเจ็บใจเพราะปล่อยให้เรารอเกือบชั่วโมง แถมมากันที่ด้วย ทำให้คนอื่นเสียโอกาสดีๆ  ที่จะได้มาเก็บเกี่ยวประสบการณ์ดีๆ ไป  สุดท้ายทริปนี้จาก 8 เหลือ 4 คับ 

ตอนที่สาม "เวอร์มอัพ"
     ในที่สุดรถตู้ก็มาส่งถึงที่ ที่พักคับ ที่พัก หลังจากเข้าห้องน้ำจัดการธุระเสร็จ อยู่ยังไม่ถึง 10 นาที ก็โดนแล้วคับ โดนอำ  ไม่ใช่ใครอื่น พี่ฟ้าของเรานี้เอง ( มาทริปเค้า แต่ไม่รู้รายละเอียดของพี่เค้าเล้ย ทำเอาหน้าแตกไปหลายที ) ก็เล่นไปถามเจ้าตัวว่า "ไม่ทราบว่าคนไหนพี่ฟ้าค่ะ" ( ตอนไปถึงมีเจ้าหน้าที่ หน้างัวเงียเหมือนเพิ่งตื่น 2 คน อีกคนกำลังยืนผึ่งพุงอยู่หน้ากระท่อม ไม่ต้องบอกคงรู้นะว่าใคร ) เจ้าตัวรับทันที อ้อ  พี่ฟ้าเค้าอยู่บนดอย เดี๋ยวจะพาไปเจอ  เราก็หันไปบอกว่า อืมพี่ฟ้าไม่อยู่แต่เดี๋ยวเค้าจะพาไปเจอ  แต่ เอ๊ะ ทำไมมีเสียงหัวเราะอยู่ข้างหลังง่ะ  เค้าบอกว่า อยู่ไปเดี๋ยวก็รู้มีให้โดนอำอีกเยอะ ได้กินไอติมบนดอยด้วย เย้..มีคนเลี้ยงด้วย อาไรมันจะโชคดีขนาด จัดการไอติมเสร็จ พี่ฟ้า บอกเราจะพาไปยังที่พักของแท้ซึ่งมีระยะอีก 2 กิโล (มุข 2) พี่ธี ถึงกับโอดเลยคับ ก็กระเป๋าพี่เค้าบิ๊กซะ ( พี่เค้ามีแผนไปเชียงราย ไปค่ายบำบัดผู้ติดยาเสพติด ต่อเลยมีของเยอะ )  แล้วเส้นทาง 2 กิโล ของพี่เค้า ก็เป็นระยะทางประมาณ 200 เมตร ได้มั้ง  มีทั้งที่เป็นกระท่อมยกพื้น ( ไม่รู้เค้ามีชื่ออื่นให้เรียก หรือเปล่า ) มีเต้นท์ที่กางอยู่อีกด้วย มีโรงอาหาร ครัวพร้อมอุปกรณ์ ขอ บอกจาน ชาม หรูมาก เป็นกระเบื้อง ( ขอโทษที่บ้านเรายังใช้ สแตนเลสทนไม้ทนมือดี ) หน้าที่พักมีแปลงข้าวสาทิตด้วย  ถ้ามาประมาณเดือนพฤษภา - มิถุนา จะมีให้ดำนาด้วย ถ้าเป็นเดือนปลายตุลา - พฤศจิกา จะเป็นการเกี่ยวข้าวที่แปลงสาทิต 

     เก็บของเข้าที่พักเรียบร้อย (ตกลงว่าไม่ได้นอนเต็นท์ อย่างที่ตั้งใจไว้ เพราะพี่เค้าว่า คืนนี้น้ำค้างมันแรง ) ก็เดินทางไปพบร้านลุงแดง  คนที่ดอยอินทนนท์ ไม่มีใครหรอกที่ไม่รู้จัก ร้านลุงแดงเป็นร้านเล็กๆ ที่นักดูนกกลุ่มต่างๆ ใช้พบปะแลกเปลี่ยนข้อมูลเรื่องนก  ในบรรยากาศแบบกันเอง ( แล้วไม่รู้ว่า พี่เค้าผิดหวังไหมเมื่อกลุ่มทัวร์นี้บ่มีใครสนใจดูนกเป็นพิเศษ  แต่เป็นประเภทถ้าให้ดูก็ดูได้ ) ฝีมือเรื่องอาหารของลุงแดงก็ไม่เป็นรองใคร ที่แน่ๆ เก่งกว่าเราแน่นอน 555 กินกันอิ่มแปล้กันทั่วหน้าไปเลย กินอิ่มแล้วก็ต้องมีการย่อยอาหารกันหน่อย พี่เค้าพาไปปล่อยบนดอย ระหว่างทางเห็นดอกพญาเสือโคร่ง (ซากุระเมืองไทย) กำลังแข่งกันตูมใหญ่เชียว ( มันยังไม่บานเลยแข่งกันตูมไปก่อน ) 

     เส้นทางที่เดินเป็นเส้นสบายๆ มีระดับความยากไม่สูง ( เส้นทางเดินเท้าบ้านแม่กลางหลวง ) มีลูกหินเป็นคนนำ ( ไม่ใช่นักร้องนะแต่เป็นนักศึกษาป.โท ลูกแม่โจ้ ) มีน้องหน่อยเป็นผู้ช่วยเสริม ได้เห็นน้ำตกผาดอกเสี้ยวด้วย ( ที่โฆษณาเบียร์ ) มีต้นไม้ดึกดำบรรพ์ที่ยังหลงเหลืออยู่ พืชสมุนไพรอีกเพียบ ผ่านป่าดิบเขาระดับต่ำ ลูกหินเค้าใจดี กะจะเก็บมะขามป้อมให้  ตัวเองลื่นไถลเกือบตกไปแหนะ 

     ผ่านหมู่บ้านชาวเขาด้วย แต่เดินผ่านเฉยๆ ไม่ได้แวะเนื่องจากแม่หมวยปวดเข้าห้องน้ำกัน  ต้องรีบเดิน ถึงที่พักได้ข่าวใหม่ว่า มีน้องจากบ่อเพาะกุ้งมาแจมอีก 2 คน แต่ตอนนั้นน้องเค้าไปโบกรถขึ้นดอยอินทนนท์กันเอง เหนื่อยจากการเดินป่ามาก็พักผ่อนตามอัธยาศัย  อาบน้ำ ดูน้ำตก รออาหารเย็น มื้อนี้ลูกหินเป็นพ่อครัวคับ ลูกทัวร์นั่งเล่นนอนเล่นสบายไป ไปช่วยแล้วนะแต่เค้าไม่ให้ช่วย บอกไม่เป็นไรทำได้ 

    ระหว่างรอพี่ฟ้าเอากล้องมาตั้งให้ดูนกไปพลางๆก่อน เช่น นกศิวะหางสีตาล นกกา ( อีกาดีๆนี้เอง ) น่ารักดี นกอุ้มบาตร ตอนหลังมีพี่กวางมาแจมเป็นเจ้าหน้าที่อีกคน มาทำแกงเลียง ให้แกบอกให้ชิมไม่ให้กิน ขอบอกข้าวเย็นนะกินซักเกลี้ยง ประมาณว่า พ่อครัวมาเห็นดีใจ แต่หมาเห็นแล้วร้องไห้ไปเลย  เสร็จจากอาหารเย็นก็ย้ายกองจากโรงอาหารมาที่กองไฟที่ลานหน้าบ้าน  มีไก่อยู่บนกองไฟด้วย คืนนี้ได้กินไก่ย่างแล้วเรา หลังจากกินน้ำตกไปเมื่อบ่าย เนี่ยยังขาดแต่ส้มตำ มีมันถุงใหญ่ด้วย ( มันเอามาจากที่มีคนเค้ามาตั้งไว้ให้  คือว่าเค้าจะมีระบบว่าถ้าใครมีของเหลือใช้ก่อนกลับไม่อยากจะถือกลับ ก็จะไปแขวนที่ต้นไม้ข้างที่พัก เพื่อให้คนอื่นได้ใช้ต่อไป  

  หรือถ้าเราขาดอะไรก็สามารถไปหยิบได้ ที่นี้ถ้าจะอาบน้ำ หรือ สระผมที่น้ำตกเค้าจะให้ใช้ยาสระผม และสบู่ของเค้าเอง  เพราะของเค้าเป็นสมุนไพร ไม่ทำลายธรรมชาติ แต่ถ้าอาบที่ห้องน้ำใช้ของที่นำมาเองได้ เพราะเค้ามีบ่อพักน้ำเสีย ) มันเลยเสร็จเรา จัดการเอามันไปอบในกองไฟ รอมันสุก ระหว่างนั้นก็มีนักร้องกิตติมศักดิ์ มิใช่ใครอื่นพี่กวางนั้นเอง ร้องเพลงได้ไพเราะมาก ขอ บอก ( มาดพี่เค้าจะไปแถวๆ พี่แอ๊ด คาราบาว น้ำเสียงที่ร้องออกมาเลยก็ประมาณว่าออกเทปได้เลย จริงๆไม่ได้โม้ ไม่เชื่อไปพิสูจน์ได้ ) พี่เค้าเป็น Jukebox แบบไม่ต้องหยอดเหรียญแต่ใช้เสียง request เอา แต่ชิป พี่เค้าชอบหาย กว่าจะหาชิปได้แต่ละตัวนานเหมือนกัน  เพลงก็จะออกไปทางรุ่นลุงๆ แต่ฟังแล้วติดหูดี สลับกับเพลงพี่เค้ายังสามารถเป็นตลกคาเฟ่ได้ด้วย ( หายากนะ คนที่มีความสามารถหลายๆ อย่างในคนเดียวกัน อย่างนี้ควรสงวนไว้ ) คิดว่าหลายๆ คนคงเคยฟังเพลงนิทานหิ้งห้อยนะ แล้วเคยรู้ไหมว่ายายในเพลงชื่ออะไร แล้วเป็นอะไรตาย ไม่เฉลย ( ไว้ถ้าอยากรู้ ต้องโพส์ตข้อความตอบมาก่อนนะคับ ) จะมีอะไรสุขกว่านี้อีก 

     นอนดูดาว เคล้าเสียงเพลง อากาศหนาวกำลังดี  มีน้ำมะตูมอุ่นๆ ของน้องหน่อย พร้อมไก่ย่าง และมันเผา  หาไม่ได้ตามร้านอาหารทั่วไปหรอกนะขอบอก กำลังเคลิ้มได้ที่ พี่ฟ้าเรียกไปดูดาว ดูดาวอย่างมีหลัก ให้รู้ว่า เวลาจะดูเราต้องเลือกดูระหว่างกลุ่มดาวซีกโลกเหนือ หรือ ซีกโลกใต้ คืนนั้นพี่ฟ้าเค้าสอนให้ดูฝั่งซีกโลกเหนือ  ก่อนจะดูดาวอื่นเราต้องหากลุ่มดาวค้างคาวให้เจอก่อน  แล้วเราจะรู้ว่าดาวเหนืออยู่ตรงไหน  เราได้เห็นดาวพฤหัสกับดวงจันทร์บริวารอีก 4 ดวง (จะเห็นได้มากสุด 7 ดวง แต่มันมีบริวารทั้งหมด 24 ดวง) กลุ่มดาวลูกไก่ ดาวคนคู่ นายพราน ม้าบิน ได้เห็นดาวเคราะห์ที่แตกตัวเมื่อ  หลายล้านปีแสงที่แล้ว ( จำตัวเลขไม่ได้ ) แสงมันสวยมากเลยคล้ายดอกไม้ไฟแต่สีสวยกว่า ทางช้างเผือก กาแลคซีที่กำลังเกิดใหม่ เอหมดยังไม่รู้ นึกได้แต่นี้ แต่พอจะรู้หลักแล้ว ( กลับไปกะจะซื้อแผนที่วงกลมดูดาวมาไว้ใช้มั่ง ) อ้อนึกได้อีกดวงดาวเสาร์ ตอนที่เห็นจะเป็นลักษณะไข่ดาวมีไข่แดงจะหนักไปข้างหน่อย ไงอยากเห็นแล้วซิ ถ้าอยากเห็นต้องไปดูเองเดี๋ยวจะหาว่าเราโม้อีก สิบปากว่าไม่เท่าหาเห็นนะคับ ส่วนดาวซีกโลกใต้พี่ฟ้าบอกค่อยดูวันหลัง   แหนะ..กะจะให้เรากลับมาอีก แต่ก็รับรองว่าต้องกลับไปอีกแน่ ถ้าจะเที่ยวครั้งต่อไปแล้วยังคิดไม่ออกว่าจะไปไหนลองไปที่อินทนนท์ซิ 

      อินทนนท์มีอะไรมากกว่าที่ท่านคิด เพราะมันไม่ใช่ดอยที่สูงที่สุดของประเทศไทยเท่านั้น อยากรู้ต้องไปเอง ของอย่างนี้แบ่งปันกันไม่ได้ นอกจากความทรงจำที่พอจะเรียบเรียงให้อ่านได้ แต่ก็นั้นแหละนะ สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็นเองนะจะบอกให้  ดูดาวพอหอมปากหอมคอแล้ว ก็ย้ายกองกลับไปที่กองไฟอีกครั้ง นั่งได้อีกซักพักก็ถูกต้อนให้ไปนอน เดี๋ยวพรุ่งนี้จะให้ตื่นมาดูนกกัน

ตอนที่สี่ "ขึ้นดอย"
      ตั้งมือถือปลุกตอนตี 5 ตื่นมายังมืดตื้ออยู่เลย แง้มๆ ดูข้างนอก ยังไม่เห็นใคร เลยนอนเล่นอีกซักพัก ความรู้สึกอยากเข้าห้องน้ำจัง  ออกไปเข้าห้องน้ำกลับเข้ามาในห้องหนาวสั่นเลย  นั่งๆ สักพักเห็นน้องกิ่ง กับ กุ้ย เดินถือกล้องกันออกไปไหนไม่รู้ เราก็นั่งเล่นอยู่หน้าบ้าน สักพักน้องหน่อยมาเก็บล้างชามเมื่อคืน ไปช่วยไม่ให้ช่วยอีกแล้ว อาหารเช้าเป็นข้าวต้มหมู พี่หมวยไม่ทาน กุ้ยเผามันให้แทน พร้อมกล้วย 2 ใบ ข้าวต้มกินกันคนละชามแต่ตักหลายรอบ อิ่มแล้วทยอยแยกย้ายกันไปเก็บของเพื่อเดินทางขึ้นดอย ( สรุปไม่ได้ดูนกตอนเช้า ทั้งๆ ที่เห็นลูกหินเค้าเอาอุปกรณ์มาตั้งแล้วนะ ตอนสายหน่อยก็เอาไปเก็บ ไม่รู้ว่าเพราะพี่เค้าเห็นเราไม่ได้สนใจดูเป็นพิเศษหรือเปล่า  ยังไงพี่ช่วยตอบด้วย อยากรู้แต่ไม่กล้าถาม ) 

      ออกเดินทางขึ้นดอยเราไปจุดที่สูงที่สุดที่มีหมุดปักบอกความสูง ได้ฟังประวัติของดอยอินทนนท์ ได้ไปเดินเส้นทางสายอ่างกา ซึ่งเป็นระยะทางสั้นๆ ทางเดินเป็นสะพานไม้ทอดยาวเข้าไปในป่าดิบเขา ได้เข้าไปเห็นต้นไม้เยอะแยะอาทิ ข้าวตอกฤาษี อ่างกา เห็ดรังนก ต้นน้ำปิง การเก็บน้ำของต้นแข้งไก่ ด้วยความเย็นทำให้ต้นไม้ใหญ่ถูกคลุมด้วยมอส และเฟิร์นเล็กๆ ( เหมือนใส่เสื้อ )  มีต้นที่ชาวบ้านมาขอเลขเด็ดด้วย ก็เล็งๆเหมือนกันนะเผื่อได้เลขเด็ดกับเค้ามั้ง 555 อ้อต้นที่เค้าไปขอเลขเด็ดมีชื่อว่าต้นทะโล้  ระหว่างทางก็มีนกมาให้ชมสีสันไปเพลินๆ ลงจากดอย เราก็เส้นทางที่จะไปเดินศึกษาธรรมชาติอีกเส้นหนึ่งนั้นก็คือเส้นทางสายกิ่วแม่ปาน  ก่อนจะเริ่มเดิน ก็ต้องเติมพลังกันก่อน ด้วยไก่ย่าง ไส้อั่ว ไส้กรอกอีสาน ซาลาเปา ส้มตำ ก่อนเข้าไปก็ต้องจ่ายค่าผ่านทางก่อน เค้าเก็บไม่แพงคับ ก็แค่มีเท่าไหร่ในกระเป๋าให้เอาออกมาให้หมด ( ตกใจหละซิ ) ที่เอาออกมาให้หมดนะขยะคับไม่ใช่ตังค์ เค้ากลัวว่าเดี๋ยวเราจะไปเผลอทำหล่นไว้ตามทาง แล้วมันจะดูไม่งาม เลยให้ทิ้งกันก่อน เส้นทางที่เดินเค้าวัดเป็นระดับถ้าจำไม่ผิดรู้สึกจะระดับ 3 นะ ( แต่ระดับ 3 ก็เล่นเอาแฮ็ครับประทานเหมือนกัน สำหรับคนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายอย่างเรา )

     ทางเข้าก็มีนกกินปลีหางยาวเขียวออกมาต้อนรับด้วย ( นกกินปลีหาวยาวเขียวนี้มีที่นี้แห่งเดียวในโลก )  ตลอดเส้นทางก็ได้เรียนรู้การพึ่งพาอาศัยกันระหว่างสัตว์-ต้นไม้  สัตว์-สัตว์ เช่น ไก่ฟ้าต้องพึ่งขนุนติดในการหาอาหาร ขนุนติดก็ต้องพึ่งเถาองุ่นป่าในการเจริญเติบโต  ส่วนเถาองุ่นป่าก็อาศัยอึไก่ฟ้าเป็นปุ๋ย  หรือด้วง(จำไม่ได้ว่าด้วงอะไร)ที่ต้องมีอีกตัวเล็กๆ เกาะที่คอเพื่อหาอาหารให้ ถ้าตัวเล็กตายตัวใหญ่ก็ตาย ตัวใหญ่ตาย ตัวเล็กก็ตายมีเห็ดเรืองแสงด้วยพี่เค้าบอกว่า ญี่ปุ่นเค้าเอาไปสกัด DNA แล้วไปผสมกับยีสต์ของต้นไม้แล้วเอาไปปลูกที่ขอบถนนทางโค้ง ( ไงไอเดียเค้าดีเน๊อะ )

       แล้วก็มีต้นที่กำลังศึกษาอยู่ว่าเป็นของสปีชีส์อะไรอีกเยอะ ได้ฟังเรื่องใจร้ายของคนที่เห็นแก่ตัว ทำบ้านนกโพระดกพัง ทำให้เค้าไม่มีที่อยู่ มีช่วงทางเดินวัดสุขภาพของนักเดินทางด้วยนะ เดินไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ ตามสันเขา ได้วิ่งตัดหมอกด้วยแหละ แล้วเราก็ถึงบริเวณหน้าผาจุดที่สามารถมองเห็น อ.แม่แจ่ม ได้ชัดเจน พี่เค้าว่า มา แต่ไม่ได้เห็นหรอกนะเพราะเหมือนมีบุญแต่กรรมมาบัง วันนั้นมีหมอกมากไปหน่อยเลยเห็นได้ไม่ชัด เห็นกุหลาบพันปลีด้วย ( พิมพ์ไม่ผิดนะ พันปลี แต่เพี้ยนไปเป็น พันปี คนเลยเข้าใจผิดมาตลอด ) ขึ้นเป็นหย่อมๆ ดอกบานเต็มต้นเลย ต้นมะยมดอย อากาศดีมากเลย มีหมอกลอยมากระทบเรื่อยๆ โดนหลอกให้ชิมหญ้าหวานด้วย เพื่อนๆอย่าลืมนะถ้ามีใครให้ชิมอะไรแล้วบอกว่า รสมันหวานเพื่อนๆ ต้องเอาที่เค้าให้ชิมมาแตะลิ้นด้านหน้านะเพราะปุ่มรับรสหวานเราอยู่แถวนั้น เราลืมไปก็เอามาเคี้ยวใหญ่เลยพี่เค้าก็ว่าเคี้ยวๆ ไปเดี๋ยวก็หวาน โดนเต็มๆเลย ขมไม่หวานซักกะติ๊ด  จากจุดที่ยืน เราจะสามารถมองเห็นพระมหาธาตุนภเมทนีดล และพระมหาธาตุนภพลภูมิสิริด้วย เส้นทางที่เดินจะเป็นลูป ( แบ่งเป็น 3 ช่วง ช่วงแรกเป็นป่าดิบเขา ช่วงสองเป็นทุ่งหญ้าโล่ง ช่วงสามจะกลับเข้าสู่ป่าดิบเขา ) เพราะฉะนั้นเราไม่ต้องเดินย้อนกลับเดินไปเรื่อยๆ เดี๋ยวมันก็ถึงทางออกเอง ตอนกลับช่วยกันนับสะพานใหญ่เลย ไม่ใช่อะไรหรอกแบบว่าถ้านับได้ครบ 5 ก็แสดงว่าเราถึงทางออกแล้วก็เท่านั้นเอง  แล้วเราก็ถึงจุดหมายออกมาก็เหนื่อยกันไป แต่รับรองนะว่าคุ้มสุดๆ 

ตอนที่ห้า "งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกลา ( แต่จัดขึ้นใหม่ได้อีก 555 )"
     ลงจากดอยก็ไปดูคอมฯ ให้พี่เค้านิดหน่อย เนื่องจากมันเกเร ซึ่งก็เกือบทำให้เราไม่ได้มาเที่ยวทริปนี้ซะแล้ว ได้แตงโม กับขนมกุ้ยช่าย  เป็นค่าแรง แถมพกกลับบ้านด้วยสุพีนี มีเคล็ดลับในการทำให้อร่อยคือใช้ไฟแรงเติมน้ำอีกนิดหน่อย รับรองเด็ด ไปส่งพี่หมวยกับพี่เผด็จที่ บขส. พร้อมเลื่อนตั๋วของเราเองเป็นรอบ 3 ทุ่ม เพราะเราจะไปเที่ยวไนท์พลาซ่า แหมไหนๆ  ก็ไหนๆ แล้วอุตส่าห์มาถึงเชียงใหม่ทั้งทีก็เอาให้คุ้มแหละ  ก่อนไปไนท์ฯก็ไปหา guesthouse ให้พี่ธี น้องกิ่ง กุ้ย นอนก่อน เพราะเค้าจะเดินทางไปเชียงรายในวันรุ่งขึ้น แล้วพี่ธีก็ตกม้าตายตอนจ่ายตังค์ เพราะตอนแรกไปบอกเค้าว่า เป็นนักศึกษาให้เค้าคิดถูกๆ  หน่อย แต่ตอนจ่ายตังค์ค่าห้องดันไปบอกอายุจริงเค้าเลยจับได้ว่าเราไปหลอกเค้า ( พี่ธีเค้าหน้าเด็ก )  แต่เค้าก็ดีนะเค้าว่า เค้าให้ราคานี้แล้วเค้าไม่กลับคำ 

     หลังจากอาบน้ำแล้วก็ไปไนท์กัน แล้วก็ไปหน้าแตกอีกแล้วเพราะเราไปลงที่ที่ยังไม่ถึง เนื่องจากมีคนลง เราก็ลงตาม คนขับบอกน้องยังไม่ถึง เราก็เลยรีบขึ้นรถกลับที่นั่งเดิม ไปถึงไนท์ก็เดินดู ดูอย่างเดียวเลยไม่มีใครซื้ออะไรนอกจากเราที่เน้นของกิน แหมก็หนีงานมาก็ซื้อไปฝากเค้าหน่อยหนึ่ง ตอนแรกก็จะโทรไปอำพี่ฟ้าเค้าว่าหาที่พักไม่ได้เสียหน่อย  เป็นโชคดีของพี่เค้าไปเพราะแบตฯ พี่เค้าหมด  ดูเวลาก็ได้เวลาก็ถึงเวลาได้ไป บขส. แล้ว เดี๋ยวตกรถละแย่เลย ไปถึงก็ไปถามเจ้าหน้าที่เค้าว่า รถที่จอดอยู่ใช่รถรอบ 3 ทุ่มไหม เค้าตอบว่าไงรู้เปล่า พี่เค้าบอกว่าไม่ใช่รอบ 3 ทุ่มแต่เป็นของรอบ 2 ทุ่ม 60 นาที ทำเอาเราอึ้งไปเลย  หันไปบอกพี่เค้าว่าเนี่ยเค้าว่าเป็นรถรอบ 2 ทุ่ม 60 แล้วเราก็หันไปเจ้าหน้าที่อีกที ทั้งห้องหัวเราะใหญ่เลย โดนอำจนหยดสุดท้ายเลยเรา  แล้วก็เดินทางถึง กทม. โดยสวัสดิภาพคับพร้อมความประทับใจทั้งผู้ร่วมทริป และคณะผู้จัด ขอขอบคุณพี่ๆ น้องๆ ทุกคนที่ทำให้ ทริปนี้เป็นบันทึกอีกหน้าสำหรับนักเดินทางหน้าใหม่

ขอบคุณอีกครั้งสำหรับพี่ๆน้องๆทริปดอยอินทนนท์ 
 " Bumpop "

ส่งเรื่องท่องเที่ยวมาร่วมสนุกเรามีรางวัลให้ครับ

 

ขอเชิญร่วมครับ



 
 
หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้ว  ครั้ง
 

ความคิดเห็นเกี่ยวกับ: เที่ยวไปกับเพื่อนใหม่ที่ดอยอินทนนท์...

แสดงความคิดเห็น

ซ่อนความคิดเห็น

รำคาญข้อความโฆษณา หรือพบข้อความไม่เหมาะสม กรุณาช่วยกันคลิก " แจ้งลบ " เพื่อช่วยให้ทีมงานดำเนินการลบข้อความดังกล่าวได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ขอบคุณมากค่ะ

จำนวนข้อความทั้งหมด 40

  1. Re: เที่ยวไปกับเพื่อนใหม่ที่ดอยอินทนนท์...

  2. Re: เที่ยวไปกับเพื่อนใหม่ที่ดอยอินทนนท์...

  3. Re: เที่ยวไปกับเพื่อนใหม่ที่ดอยอินทนนท์...

  4. Re: เที่ยวไปกับเพื่อนใหม่ที่ดอยอินทนนท์...

  5. Re: เที่ยวไปกับเพื่อนใหม่ที่ดอยอินทนนท์...

  6. Re: เที่ยวไปกับเพื่อนใหม่ที่ดอยอินทนนท์...

    • ความคิดเห็นที่29
    • อ่านแล้วก็ให้ความรู้สึกที่ดีนะครับ ผมเองก็อยากที่จะไปแบบนี้บ้างแต่ก็กลัวว่าจะไปไม่รอด เพราะว่าไม่เคยที่จะรู้จักกันมาก่อน และถ้าหากจะไปก็คงที่จะใช้ความอดทนมากด้วยทั้งความลําบากจากการเดินทาง และอาจจะลําบากใจกับนิสัยเพื่อนใหม่ร่วมทางด้วย ฉะนั้นคนที่จะไปเที่ยวแบบนี้จึงควรที่จะมีความอดทนสูงด้วย จริงๆแล้วผมก็ชอบที่จะเที่ยวในลักษณะนี้ แต่ก็กลัวว่าจะเกิดปัญหาเลยไปคนเดียวเป็นซะส่วนใหญ่ แต่ว่าใครที่ชอบเที่ยวต่างจังหวัดแบบลุยๆ เน้นนะครับว่าต้องลุยๆก็เมลล์มาคุยกันได้นะครับ เพราะปิดเทอมนี้ยังไม่รู้เลยว่าจะไปไหน
    • UNDERSUN@hunsa.com (23:32 19/1/2545) รูปประจำตัว

      • โดยคุณ: UNDERSUN@hunsa.com (23:32 19/1/2545)
      • เมื่อ[]
      • IP[]
  7. Re: เที่ยวไปกับเพื่อนใหม่ที่ดอยอินทนนท์...

  8. Re: เที่ยวไปกับเพื่อนใหม่ที่ดอยอินทนนท์...

  9. Re: เที่ยวไปกับเพื่อนใหม่ที่ดอยอินทนนท์...

    • ความคิดเห็นที่26
    • เมือตอนปีใหม่ก็เพิ่งไปมาเหมือนกันครับ ได้เจอพี่ฟ้าด้วย(คิดว่าเป็นคนเดียวกันน่ะ) รู้สึกจะเป็นแม่กลางหลวงใช่ได้ครับแต่สวยมากมีลำธารไหลผ่านด้วย วันนั้นอุณหภูมิประมาณ3องศาได้ หนาวมากครับน้ำค้างเยอะมาก เช้ามืดขับรถขึ้นบนยอดดอยกันอุณหภูมิประมาณ-1องศาได้ แล้วขับรถลงมาพี่ฟ้ามีกล้องให้ส่องดูนก ตอนที่เราไปกางเต้นท์กันครับไปกัน7คน ธรรมชาติยังสมบูรณ์มากครับ ข้าวของไม่แพง ถ่ายรูปกลับมากกันเยอะมาก ค่ากางเต้นท์คนล่ะ30บ. เอง คุ้มเกินคุ้มครับ
    • เอ็ม tabo143@hotmail.com (16:13 21/1/2545) รูปประจำตัว

      • โดยคุณ: เอ็ม tabo143@hotmail.com (16:13 21/1/2545)
      • เมื่อ[]
      • IP[]

ร่วมแสดงความคิดเห็น

[เพิ่มเติม]

รหัสความปลอดภัย

ต้องการรหัสอื่น

เงื่อนไข การร่วมแสดงความคิดเห็น ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็บบอร์ดไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหาย ต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ feedback@sanook.com เพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบและทำการลบข้อความนั้น ออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้