|
เพราะยอดดอยไม่สูงเกินเข่า
คำพูดของชาวเขาที่ทำให้เราบากบั่นจนพิชิตยอด
โมโกจู
ภาพโดย
: วิษุวัส วัฒกวิฑูร นัฐวุฒิ
ช้อยเครือ
เรื่องโดย :
เชิญพร ชาคริยานุโยค
บ่ายวันพุธที่ 13 พ.ย.
กับแสงแดดยามบ่ายที่แผดเผาอย่างไม่ปรานี
ทำให้เราอดคิดอย่างฉุนๆ
ไม่ได้ว่า
นี่มันเดือนอะไรกันแน่
ตลอดเส้นทางเดินตามรอยเกลี่ยของรถแทรกเตอร์ร้อนระอุ
ต้นไม้สองข้างทางไม่ช่วยแผ่กิ่งก้านสร้างร่มเงาต้อนรับการกลับมาของนักเดินทางอย่างเราแต่อย่างใด
ทั้งแมลงหวี่
และยุงบินวนเวียนอยู่รอบๆ
หู ตา
สร้างความรำคาญเวลาเดิน
แต่ก็ยังไม่เท่ากับข้อเท้าทั้งสองข้างที่ปวดระบม
และกล้ามเนื้อบริเวณน่องที่แข็งเกร็ง
เราเดินทางมาตลอด 5
วันที่ผ่านมานี้
และตอนนี้เหลือเนินเขาเล็กๆ
อีกเพียงเนินเดียวเท่านั้น
เราผ่านป้ายบอกทางที่เขียนว่าสถานีที่
1 อยู่ทางด้านซ้ายมือ
เราจำได้ว่าตอนขามาเราพบป้ายนี้หลังจากเดินเข้าป่ามาได้อึดใจใหญ่ๆ
อีกไม่นานเท่าไหร่เราจะได้กลับสู่เมือง
พร้อมนำประสบการณ์ผจญภัยที่น่าประทับใจที่สุดในชีวิตมาเล่าสู่คนที่พลาดโอกาส
สำหรับนักเดินทางน้องใหม่
การเดินป่าระยะไกลเป็นสิ่งที่ท้าทายอย่างยิ่ง
นับจากประสบการณ์เที่ยวธรรมชาติผ่านถ้ำเสาหินแห่งลำคลองงู
น้ำตกนางนวลที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์
และทุ่งเขาแหลมในเขตเขาใหญ่
โมโกจู
ก็ถูกบันทึกเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญต่อไปสำหรับนักนิยมไพรอย่างเรา
กิตติศัพท์แห่งความยากลำบาก
และโหดหินของเส้นทางยาวไกลที่ต้องเดินเท้ากันหลายสิบกิโลเมตร
ในผืนป่าตะวันตกที่ยังอุดมสมบูรณ์
ทำให้เราและเพื่อนๆ
ร่วมผจญภัยชุดเดิมมุ่งมั่นที่จะจองทริป
และใจจดใจจ่อรอวันแห่งการเดินทางที่จะมาถึง
เมื่อผ่านขั้นตอนของการขออนุญาตเจ้าหน้าที่และฟิตซ้อมร่างกายเป็นอย่างดีแล้ว
พวกเราทั้ง 9
คนก็แบกสัมภาระขึ้นหลัง
มุ่งหน้าสู่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์
จังหวัดกำแพงเพชร
เพื่อร่วมโปรแกรมการเดินป่าระยะไกล
5 วัน ในเย็นวันศุกร์ที่ 8
พฤศจิกายน 2545 สำหรับเรา
นี่เป็นการกลับมาเยือนแม่วงก์เป็นครั้งที่สอง
เราไปถึงที่ทำการอุทยานฯ
ค่อนข้างดึก
ประมาณเที่ยงคืน
อากาศเย็น
หลังจากที่เราชำระค่าธรรมเนียมเข้าอุทยาน
และได้รู้จักกับเจ้าหน้าที่นำทางเป็นที่เรียบร้อย
พวกเราต่างหลบเข้าเต็นท์ที่อุทยานฯ
เตรียมไว้ให้
และหลับยาวเพื่อเก็บแรงเอาไว้เผชิญกับเส้นทางที่ท้าทายในวันรุ่งขึ้น
 |
เช้าวันเสาร์ที่ 9 พ.ย. 2545
พวกเรา 9 คน
กับเป้สัมภาระใบใหญ่
รวมตัวกันที่หน้าที่ทำการฯเพื่อรับฟังคำแนะนำจากตัวแทนของอุทยาน
เราได้รู้จักกับเจ้าหน้าที่นำทางชาวเขาอีกหนึ่งท่านและเพื่อนนักเดินทางอีก
6 คน
ที่จะร่วมทางไปกับเรา
ตัวแทนของอุทยานอธิบายลักษณะภูมิประเทศของผืนป่าแม่วงก์
และเส้นทางที่เราจะเดินผ่านรวมถึงการปฏิบัติตัวขณะที่อยู่ในป่า
และท้ายที่สุด
อวยพรให้พวกเราทั้ง 15
ชีวิตโชคดีและสนุกกับการเดินทาง
นับว่าเป็นการต้อนรับที่อบอุ่นอยู่ไม่น้อย |
 |
คณะเดินทางของเราแบ่งออกเป็น
2 ชุด ชุดแรก (ที่เรียกว่าชุดแรกเพราะเดินนำ)
คือเพื่อนๆ จาก มสธ. 6
คนกับ
เจ้าหน้าที่ชาวเขาชื่อว่าลุงอภิวัฒน์
ส่วนชุดหลังคือชุดของพวกเรา
9 คนกับพี่โอ๋ (คุณอรรถพล
ชุ่มชื่น)
เจ้าหน้าที่อีกท่านหนึ่งที่มีอัธยาศัยดีมากและช่วยเหลือเราตลอดการเดินทาง
ลุงอภิวัฒน์และพี่โอ๋นำพวกเราออกเดินจากที่ทำการอุทยานตอน
9
โมงเช้าผ่านเส้นทางรถแทรกเตอร์ที่เริ่มบุกเบิกสร้างทางรถให้แก่นักเดินป่าเพื่อช่วยย่นระยะในการเดินเท้าให้น้อยลงซัก
10 กม. แรกๆ
เราเดินกันอย่างสบายๆไม่รีบ
เพราะรู้ดีว่าหนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล |
 |
การฟิตซ้อมร่างกายเพื่อให้เคยชินกับการเดินไกลเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง
พอเครื่องเริ่มร้อนเราก็เดินเร็วขึ้น
เป้บนหลังถ่วงน้ำหนักและสร้างความลำบากมาก
เพราะเราเตรียมเสบียงกรังมาเต็มอัตราศึกเพื่อดำรงชีวิตให้รอดในป่า
พูดถึงตรงนี้
การกะจำนวนของกินของใช้ที่แบกมาก็สำคัญมากเช่นกัน
เพราะครึ่งกิโลที่เพิ่มขึ้นมาโดยเปล่าประโยชน์อาจทำให้บ่าเราล้าได้โดยไม่จำเป็น
เราเดิน เดิน
เดินและเดินไปตามทางขึ้นและลง
ชมทัศนียภาพ 2 ข้างทาง
แวะถ่ายรูปวิวและบรรดาต้นไม้และต้นเห็ดหน้าตาแปลกๆ
เมื่อเริ่มล้าเราก็พักจิบน้ำเป็นระยะ |
 |
 |
เราไม่ได้เตรียมน้ำกันมามากกว่าคนละ
1 ขวดเล็ก
เพราะเจ้าหน้าที่บอกว่าน้ำที่นี่สมบูรณ์
มีให้ดื่มให้ดำผุดดำว่ายตลอดเส้นทาง
และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ
เมื่อน้ำที่เตรียมมาเริ่มหมด
ก็พอดีกับที่เราเดินลงเขาและพบธารน้ำขวางอยู่เบื้องหน้า
แรกๆเราลงทุนถอดรองเท้าถุงเท้าเดินข้ามน้ำ
เพราะยังติดนิสัยสะอาดจากเมืองกรุง
ไม่อยากให้เท้าเปียกโดยไม่จำเป็น
จนมาหลังๆเราก็เริ่มใส่รองเท้าลุยน้ำโดยไม่คิดมาก
แรกๆเรานับจำนวนธารน้ำที่เราข้ามผ่าน
แต่พอได้ซักธารที่ 7
เราก็เริ่มลืม
เพราะธารน้ำมีมากเหลือเกิน
ความเหนื่อยล้าทำให้เราละเลยกับสถิติ
และรายละเอียดต่างๆที่ตั้งใจจะบันทึกไว้แต่แรก |
 |
 |
หลายคนบอกว่า
การเดินทางในวันแรกนี้ต้องอาศัยความอดทนอย่างเดียว
เพราะหนึ่งเป็นการเดินทางวันแรกที่กล้ามเนื้อขา
และบ่าต้องสร้างความเคยชิน
และสอง
ระยะทางวันแรกนี้จะยาวเป็นพิเศษ
เพราะเราต้องข้ามเขาถึง
5 ลูก
พวกเราแวะพักกลางทางเพื่อทานมื้อกลางวันกันอย่างไม่เร่งรีบ
กล้องถ่ายรูป
และวีดีโอถูกนำขึ้นมาเก็บภาพความเฮฮาของชาวคณะระหว่างมื้อเที่ยง
บรรยากาศรอบข้างเต็มไปด้วยความชุ่มชื้น
แสงแดดที่น่าจะแผดเผาอยู่กลางศีรษะของเวลาเที่ยงวัน
กลับไม่สามารถชอนไชผ่านกิ่งใบของต้นไม้หนาทึบ
พวกเราต่างพอใจกับช่วงเวลาแรกของการเดินทาง |
|
หลังมื้อเที่ยง เราทั้ง 9
เดินฝ่าป่าดงไปตามเส้นทางที่พี่โอ๋นำเราไปอยู่ห่างๆ
พระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำบอกให้รู้ว่า
เป็นเวลาบ่าย
และเราต้องรีบเดินให้เร็วขึ้น
เป้าหมายของวันนี้คือแค้มป์พักแรมที่คลองแม่กระสา
และก่อนที่เรี่ยวแรงของวันนั้นจะหมดไป
เราก็เดินลงหุบเขามาพบกับสะพานไม้ไผ่ที่ทอดข้ามลำน้ำใหญ่
ที่นี่เราได้ยินมาว่า
นักเดินทางทริปแรกที่มาถึงเมื่ออาทิตย์ก่อนจะต้องทูลสัมภาระไว้บนหัว
และลอยคอผ่านลำน้ำไปเพื่อตั้งแค้มป์
แต่สำหรับทริปของเรานั้นโชคดีกว่ามาก
เพราะเจ้าหน้าที่ได้ทำสะพานไม้ไผ่อย่างง่ายๆไว้ให้เดินข้ามสบายๆ
จากที่ทำการถึงคลองแม่กระสานี้
รวมระยะทางเดินวัดทางอากาศได้
15 กม. (ระยะเดินจริงๆต้องยาวกว่ามาก
เพราะต้องขึ้นเขาลงเขาอยู่หลายลูก)
เรามาถึงริมคลองตอน 4
โมงเย็น
ตามเวลาที่คาดไว้พอดิบพอดี |
 |
|
เมื่อเราข้ามไปถึงฝั่งตรงข้ามก็พบกับเพื่อนร่วมทางชุดแรกซึ่งจัดที่ทางสำหรับค้างแรมไว้ค่อนข้างเรียบร้อยแล้ว
คณะเรา 9
คนจึงอาศัยลานที่ว่างถัดไปเพื่อกางเต็นท์
1
หลังสำหรับสาวๆอย่างเรา
ส่วนเพื่อนผู้ชายอีก 5
คนต่างหาต้นไม้คู่ใหญ่เพื่อเล็งทำเลผูกเปลนอน
และในขณะที่พวกหนุ่มๆกำลังวุ่นวายอยู่กับการปูเต็นท์ขึงเปล
บรรดาสาวๆนักนิยมไพรก็เตรียมตัวลงอาบน้ำในคลองแม่กระสานั่นเอง
น้ำในคลองที่เย็นฉ่ำทำให้เรารู้สึกหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง
เมื่อเราจัดการชำระล้างร่างกายเสร็จก็ขึ้นมาช่วยเพื่อนๆเตรียมอาหาร
บ้างหาไม้แห้งมาทำฟืน
บ้างก็หุงข้าวต้มแกงด้วยหม้อสนาม
(และมีบ้างเหมือนกันที่ร้องหายาถูยานวดเพื่อคลายกล้ามเนื้อที่เจ็บระบม) |
 |
 |
ในขณะที่พวกเรากำลังสนุกสนานอยู่กับการดำรงชีวิตแบบมือสมัครเล่นในป่า
พี่โอ๋คนนำทางอารมณ์ดีของเรา
ก็กลับมาพร้อมเห็ดโคนดอกใหญ่ถุงเบ้อเร่อเพื่อเอามาทำต้มยำ
สร้างความตื่นเต้นให้กับคนเมืองอย่างเราไม่น้อยทีเดียว
เพราะไม่นึกว่ามาไกลขนาดนี้จะมีโอกาสได้กินของหายากที่ราคาแสนแพงในตลาดบ้านเรา
และเห็ดโคนมื้อนั้นไม่ใช่อาหารหรูมื้อเดียวของชาวคณะเราเสียด้วย |
ระหว่างทานข้าวเย็น
พี่โอ๋บอกโปรแกรมสำหรับวันรุ่งขึ้น
คือเราจะต้องออกเดินทางไปยังแค้มป์น้ำตกแม่รีวาและพักที่นั่นเป็นคืนที่สอง
ระยะทางเดินโดยประมาณคือ 1
ชั่วโมง
พวกเราจึงค่อนข้างเบาใจที่การผจญภัยในวันรุ่งขึ้นเป็นเพียงการซ้อมย่อยก่อนไปเจอของจริงระหว่างขึ้นยอดดอยโมโกจู
เราจัดการกับเสบียงและเห็ดโคนตรงหน้า
และแยกย้ายเข้านอน
อากาศคืนแรกเย็นสบายกำลังดี
|
เช้าวันอาทิตย์ที่ 10 พ.ย.
2545
พวกเรามุ่งหน้าไปยังแค้มป์น้ำตกแม่รีวาที่ต้องเดินเท้าลึกเข้าไปอีกประมาณ
1 ชั่วโมง
ทางเดินในวันนี้ค่อนข้างสั้นและไม่มีภูเขาสูงๆให้ต้องปีนป่าย
ตลอดเส้นทางเป็นป่าไผ่ที่ร่มรื่น
พวกเราพบดงเห็ดโคนมากมาย
และแต่ละต้นก็อวบหนาจนอดไม่ได้ที่จะคาดหวังถึงอาหารมื้อเย็นของเราในวันนั้น
เรามาถึงแค้มป์แม่รีวาตอน
10 โมงกว่าๆ (ระยะทางสั้นและเดินสบายจริงๆ)
เราจัดหาที่กางเต็นท์นอนกันอีกแต่ครั้งนี้ไม่ต้องเร่งให้ทันพระอาทิตย์ตกเพราะเวลามีเหลือเฟือ
หลังจากทานมื้อกลางวัน
พี่โอ๋ก็นำเราออกเดินไปชมน้ำตกแม่รีวาตามแผนที่วางไว้ |
 |
 |
ทางไปน้ำตกออกจะยาวกว่าทางที่เราเดินมาจากคลองแม่กระสา
และยังมีเนินหินลื่นๆที่เราต้องบากบั่นข้ามกันตลอด
โชคยังดีที่เราไม่ต้องแบกสัมภาระเพราะเราตั้งใจมาชมน้ำตก
และก็กลับไปนอนที่แค้มป์เหมือนเดิม
น้ำตกแม่รีวาเป็นน้ำตกขนาดใหญ่เป็นลำดับสาม
ในแม่วงก์แต่มีชื่อเสียงมากพอๆ
กันกับน้ำตกแม่กี
ซึ่งอยู่นอกเส้นทางขึ้นยอดโมโกจู
กระแสน้ำแรงเอ่อทะลักมาจากซอกหินขนาดใหญ่ชั้นบน
และผ่านร่องน้ำมาตกยังแอ่งกว้างชั้นล่างสุด |
 |
นอกจากนั้นความแรง
และปริมาณที่มหาศาลของน้ำยังเซาะแก่งหินด้านล่าง
จนเอ่อล้นรวมตัวไหลทอดเป็นทางยาวลงสู่พื้นที่ต่ำตามแรงโน้มถ่วง
เกิดเป็นลำน้ำขนาดย่อมที่หล่อเลี้ยงพื้นที่ป่าโดยรอบ
เพื่อนๆ
ในคณะทนเสียงดังเสนาะของสายน้ำที่ร้องเรียกให้ลงไปแหวกว่ายกันไม่ได้อีกต่อไป
ต่างถอดรองเท้าพับขากางเกงกระโจนลงสู่แอ่งน้ำใหญ่เย็นชื่นใจกันอย่างไม่มีใครรีรอ |
 |
บางส่วนของชาวเราอยู่บนบก
เพื่อเก็บภาพความอลังการของน้ำตกที่ยิ่งใหญ่ไว้อวดคนที่มาไม่ถึง
เล็งขึ้นไปบนจุดสูงสุดของน้ำตกตามที่สายตาของเรามองเห็น
พบกับเพื่อนๆ มสธ.ที่เดินลัดเลาะเลยขึ้นไปบนแอ่งหินต้นน้ำด้านบนกำลังโบกไม้โบกมือลงมา
ขณะที่เรายืนอยู่ด้านล่าง
เราเห็นเพื่อนๆ ตัวโต 6
คนบนนั้นเป็นเพียงมนุษย์ตัวเล็กๆ
จึงทำให้เราคิดได้ว่า
แท้จริงแล้วธรรมชาตินี้เองที่อยู่เหนือเรา
ถ้าเทียบกับความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ
มนุษย์เราที่แม้สามารถบันดาลอะไรได้สารพัดก็เป็นเพียงองค์ประกอบเล็กๆ
ของแวดล้อมบนโลกใบนี้เท่านั้น
 |
เมื่อเราดื่มด่ำกับสายน้ำของน้ำตกแม่รีวาจนฉ่ำใจแล้ว
พี่โอ๋ก็นำเราเดินกลับมาตามเส้นทางเดิมสู่แค้มป์พักแรม
ตอนกลางคืนอากาศเริ่มเย็นขึ้นกว่าคืนก่อน
และมียุงชุม
แต่ในตอนนี้
ยุงไม่ใช่คู่ปรับของคณะเดินทางอีกต่อไป
ตัวคุ่นเป็นแมลงอีกชนิดหนึ่งที่เราเตรียมพร้อมมาเจอ
ในสภาพป่าทึบเช่นนี้มีตัวคุ่นอยู่มาก
พวกมันกัดเจ็บและมักทิ้งรอยแผลเป็นรูเลือดเล็กๆ
แสบๆ คันๆ
ให้พวกเรารำคาญใจได้ตลอดการเดินทาง
บางรายถ้าแพ้มากจะเป็นแผลบวม
และทิ้งรอยดำไว้ให้ดูต่างหน้าไปอีกนาน |
|
วันที่สามของการเดินทาง
พวกเราตื่นเช้าเป็นพิเศษ
เพราะต้องเตรียมอาหารสำหรับมื้อกลางวันระหว่างทาง
วันนี้พวกเราทั้ง 15 คน
จะเดินยาวจากแค้มป์แม่รีวาจนถึงตีนเขาหรือดอยที่ใกล้ทางขึ้นยอดโมโกจูมากที่สุด
สภาพเส้นทางตั้งแต่ออกเดินเป็นทางลาดชัน
ร้อยละ 80 ถึง 90
เป็นทางขึ้นเขาสลับกับพื้นที่ราบเพียงน้อยนิด
ครึ่งวันเช้าคณะเดินทางจะต้องบากบั่นต่อสู้กับความลาดเอียงประมาณ
60 องศา ของทางเดินแคบๆ
ที่ไม่มีกิ่งไม้แผ่ปกคลุม
บางส่วนเป็นแนวไหล่เขาที่ต้องอาศัยความระมัดระวังในการเดินอย่างมาก |
 |
 |
เป้สัมภาระบนหลังพร้อมกับน้ำดื่มที่ตระเตรียมกันมาพอสมควร
(เพราะระหว่างทางไม่มีแหล่งน้ำ)
ถ่วงบ่าและเอวทำให้เกิดความยากลำบากเวลาเหยียบแง่งหินแต่ละแง่งเพื่อโหนตัวขึ้นไป
ความร้อนของแดดตอนสายเกือบใกล้เที่ยงทำให้เราผลาญน้ำดื่มกันอย่างไม่ทันระวังตัว
ผงเกลือแร่ก็ถูกงัดกันออกมาผสมน้ำดื่มกินกันอย่างหิวกระหาย
เพื่อนเราบางคนถึงกับออกอาการหน้ามืดเป็นลมเพราะอากาศร้อน
และสภาพการเดินป่าที่โหดร้าย
เรากังวลกันเหลือเกินว่าวันนี้จะไปไม่ถึงที่หมาย
มีเพื่อนคนหนึ่งในชุดแรกบาดเจ็บที่หัวเข่าจนต้องหยุดพักเพื่อตัดสินใจว่าจะไปต่อดีหรือไม่ |
และในที่สุดเมื่อมองจากระยะทางที่ยังอีกไกลโข
และในวันพรุ่งนี้ที่ยังมียอดโมโกจูที่สูงและชันยิ่งกว่าต้องพิชิต
เพื่อนร่วมทางผู้โชคร้ายคนนั้นก็ต้องจำใจล้มเลิกการเดินทางโดยมีเพื่อนอีกคนเดินประคองกลับแค้มป์ที่พักที่จากมา
พี่โอ๋เจ้าหน้าที่นำทางผู้เอื้ออารีก็จำต้องนำนักเดินทางกลับที่พัก
และปล่อยให้ลุงอภิวัฒน์นำพวกเราขึ้นสู่ยอดดอยเพียงลำพัง
เมื่อเราทราบเช่นนั้น
ความเหนื่อยล้าจนเกือบท้อใจกลับกลายเป็นแรงฮึดสู้
รู้แต่ว่าเรามีโอกาสดีกว่าเพื่อนคนนั้นเพราะเราไม่บาดเจ็บ
เราและเพื่อนๆอีก 8
คนแข็งใจแบกสัมภาระพร้อมอุปกรณ์ถ่ายภาพที่หนักอึ้ง
ฉุดกระชากลากกันจากเนินดินหนึ่งสู่อีกเนินหนึ่ง
มิตรภาพบนทางชันก่อกำเนิดขึ้นโดยไม่มีใครรู้ตัว
ไม่เคยมีซักครั้งที่เราจะหยุดพักเหนื่อยกันเกินนาที
เราเร่งทำเวลากันสุดใจเพราะไม่อยากให้ตะวันตกดินก่อนถึงที่หมาย
เพราะนั่นหมายถึงความลำบาก
และอันตรายที่ต้องมีมากขึ้น
|
ตกบ่ายสองโมงกว่าๆ
เราเดินตัดหุบเขามาจนเห็นยอดเขาสุดท้ายอันเป็นที่หมายของเราอยู่ไกลๆ
ตามที่เราศึกษารายละเอียดมา
ก่อนเวลาบ่ายสามโมงของวันที่สามนี้เราจะต้องมองเห็นยอดโมโกจูแล้ว
ไม่เช่นนั้นเราจะไปถึงตีนดอยค่ำเกินไป
ในตอนนั้นเราไม่รู้ว่าเพื่อนๆร่วมทางของเรารู้สึกอย่างไรที่เห็นยอดเขาสูงคอยอยู่เบื้องหน้า
แต่สำหรับเราช่วงเวลานั้นคือจุดเริ่มต้นแห่งความสำเร็จ
จึงพาลทำให้เราจินตนาการเห็นยอดของโมโกจูหรือก้อนหินรูปเรือใบตั้งตระหง่านอยู่บนเขาสูงลูกนั้น
แต่เพียงวูบเดียวไม่ทันที่ช่างภาพจะวางขาตั้งกล้อง
ยอดดอยสูงก็ถูกบดบังด้วยกลุ่มเมฆหมอกหนาที่ม้วนตลบมาบดบังทิศทาง
เราต่างทยอยออกเดินหน้ากันต่อไป |
 |
 |
เกือบหกโมงเย็นที่เรามาถึงแค้มป์ที่พักตีนดอย
ลุงอภิวัฒน์ก่อกองไฟคอยท่าเราอยู่ก่อนแล้ว
แกนำเรามาห่างๆเพราะเส้นทางเดินนั้นมีร่องรอยมนุษย์เหยียบย่ำพงหญ้าและดงหนามค่อนข้างชัดเจน
โดยรอบบริเวณก่อนที่จะลงเขามาเจอแค้มป์นี้ก็เป็นป่ารกและมีความชื้นสูง
แน่นอนว่าเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงฝูงทากเกลอเก่าจอมสูบเลือดได้
แต่ไม่มีใครในคณะเราที่กังวลใจกับแผลดูดเลือดของทากและคุ่นเลย
ความอ่อนเพลียและความหนาวเย็นของป่าดิบทำให้เราแค่อยากหาที่ผิงไฟและซุกตัวนอน
การหุงหาอาหารเย็นของเราในคืนนั้น
เป็นไปด้วยความยากลำบากอย่างยิ่งเพราะกิ่งไม้ใบไม้ที่จะนำมาทำฟืนนั้นเปียกละอองหมอก |
โชคยังดีที่เราอดทนแบกแก๊สหุงต้มเล็กๆ
ขึ้นไปด้วย
แต่พอไม่มีกองไฟใหญ่
คืนนั้นจึงกลายเป็นคืนแห่งการหลับนอนที่แสนจะยาวนาน
และทรมานที่สุด
พวกเราที่อยู่ในเต็นท์ออกจะเห็นใจเพื่อนๆ
ที่นอนเปลสู้กับความหนาวเหน็บกันอยู่ด้านนอก
|
เช้าตรู่ของวันที่ 12 พ.ย.
เพื่อนคนหนึ่งในคณะของเราก็มาปลุก
ฟ้ายังคงมืดสนิทเพราะเป็นเวลาแค่ตีสี่กว่าๆ
วันนี้เราจะพิชิตยอดโมโกจู
ซึ่งเพื่อนๆ 4 คนจาก มสธ.
ได้บากบั่นขึ้นไปชมพระอาทิตย์ตกดินมาเมื่อเย็นวาน
(เนื่องจากทีมนี้เคยมาแล้วและตั้งใจมาครั้งนี้เพื่อชมพระอาทิตย์ตอนเย็นบนยอดเขา)
กว่าเราทั้ง 9
คนจะพร้อมก็ปาเข้าไปตีห้า
ลุงอภิวัฒน์เดินนำหน้าเราไปไกลโขแล้ว
แต่แกส่องไฟบอกทิศทางเราเป็นระยะ
เส้นทางขึ้นดอยนี้ถือเป็นสุดยอดแห่งการเดินทางก็ว่าได้
อากาศช่างหนาวเย็นและหนทางก็มืดมิดจนแทบมองเท้าตัวเองไม่เห็น
เราทั้ง 9
คนเดินเกาะกลุ่มกันไปติดๆโดยมีไฟฉายส่องทางเพียง
3 อัน |
 |
ด้วยความเป็นห่วงเพื่อนทำให้เราแต่ละคนคอยส่งเสียงบอกคนข้างหลังว่า
จะต้องระวังซ้ายระวังขวา
พื้นที่ลาดชัน
และลื่นไถลทำให้พวกเราต้องใช้มือสองข้างตะกุยดินกันขึ้นไป
บ้างก็เหนี่ยวคว้าต้นหญ้าสูงๆที่ขึ้นรอบบริเวณไว้เพื่อใช้เป็นหลักยึด
กว่าเราจะมองเห็นหลังคนข้างหน้าได้ก็ตอนหกโมงเช้า
ซึ่งเป็นเวลาที่เราขึ้นมาพ้นแนวป่าทึบ
อากาศที่หนาวเย็นขึ้น
และน้ำค้างที่ตกลงมามากจนเหมือนจะเป็นฝนบอกให้รู้ว่าเราใกล้จะถึงยอดเต็มที
และเมื่อเราโผล่พ้นเนินดินสุดท้ายออกสู่ที่โล่งบนพื้นที่เหนือระดับน้ำทะเลกว่า
1,900 เมตร
เราก็สูดอากาศยามเช้าที่ใกล้ยอดโมโกจูเข้าเต็มปอด
 |
ณ
ที่โล่งแห่งนั้นยังไม่ใช่จุดสูงสุดแห่งเส้นทาง
เนินเขาที่เรากำลังยืนอยู่นี้เหมือนเนินน้อง
เพราะก้อนหินทรงประหลาดนั้นกลับตั้งเด่นอยู่บนยอดของเนินพี่ที่เชื่อมต่อกันโดยพื้นที่เขาแคบๆ
สองข้างเขาคือเหว (เพื่อนบอกว่าลักษณะพื้นที่แบบนี้เรียกว่า
"กิ่ว" )
เราต้องเดินผ่านความน่าหวาดเสียวสุดยอดของกิ่วนี้ไปอีกประมาณ
200
เมตรเพื่อขึ้นสู่จุดสูงสุดของผืนป่าตะวันตก |
|
และแล้ว
ประมาณเจ็ดโมงเช้าของวันที่
12 พ.ย. พวกเราทั้ง 9
ก็ได้ชมความน่าพิศวงของก้อนหินรูปเรือใบ
จุดสูงสุดแห่งการผจญภัยในหลายวันที่ผ่านมา
บรรดาช่างภาพต่างไม่รอช้าชักภาพเราแต่ละคนกับก้อนหินสง่า
เรามีเบื้องหลังเป็นความนุ่มละมุนงดงามของทะเลหมอกและแสงสว่างแรกแห่งวันนั้น
ความตื่นเต้นดีใจทำให้เราหายเหนื่อยและลืมความยากลำบากที่ผ่านมาได้อีกหน
และเราเชื่อว่า
ในนาทีนี้
พวกเราทุกคนต้องแอบรู้สึกภูมิใจที่ครั้งหนึ่งในชีวิตมีโอกาสได้ประจักษ์แก่สายตาตัวเอง
ถึงความยิ่งใหญ่อลังการของผืนป่าธรรมชาติแห่งเมืองไทยที่เราได้มองลงไปจากพื้นที่สูงลิบลิ่ว
ณ ที่ที่เรายืนอยู่...ณ
ยอดโมโกจู
ที่ซึ่งในชีวิตนี้มีน้อยคนนักจะสามารถปีนป่ายขึ้นมาถึง |
 |
 |
ลุงอภิวัฒน์บอกว่าเรามีเวลาอยู่ยลโฉมธรรมชาติเบื้องบนอยู่แค่ชั่วโมงเดียว
เพราะเราต้องรีบลงมาเก็บข้าวของเพื่อเดินทางกลับ
บนยอดสูงนั้นถ้าทุกคนยังจำได้เราไม่ได้มีคำพูดอะไรมากมาย
แต่เราแอบมองหน้าเพื่อนๆ
ที่ร่วมเผชิญความยากลำบากมาด้วยกัน
และเข้าใจว่าถ้ามีโอกาสแต่ละคนต้องอยากมานั่งมองพระอาทิตย์บนยอดโมโกจูนี้ด้วยกันอีก
เราอดมีคำถามในใจไม่ได้ว่าพระอาทิตย์ยามเย็นบนโมโกจูนี้จะวิเศษเพียงใด
วันหนึ่งวันใดในช่วงปลายปีหน้าที่แม่วงก์เปิดรับนักท่องเที่ยวอีกครั้ง
เราจะกลับมาค้นหา
แต่ปีนี้เราอยากปล่อยให้โอกาสเป็นของเพื่อนๆ
ที่รักการเดินทางเที่ยวธรรมชาติคนอื่นๆได้ขึ้นมาร่วมรับรู้ความประทับใจแบบพวกเราทั้ง
9 คนบ้าง |
|
ความคิดเห็นเกี่ยวกับ: โมโกจู
แสดงความคิดเห็น
ซ่อนความคิดเห็น
รำคาญข้อความโฆษณา หรือพบข้อความไม่เหมาะสม กรุณาช่วยกันคลิก "
" เพื่อช่วยให้ทีมงานดำเนินการลบข้อความดังกล่าวได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ขอบคุณมากค่ะ
จำนวนข้อความทั้งหมด 82
Re: โมโกจู
Re: โมโกจู
Re: โมโกจู
เลือกชุดสัญลักษณ์แสดงอารมณ์