|
หากเอ่ยถึงเขื่อนแก่งกระจาน
หรืออุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน หลายคนคงจะรู้จัก และ คุ้นเคย
เป็นอย่างดี หลายคนอาจจะติดใจในความหวานอันเลื่องชื่อของน้ำตาลสด
หรือขนมหวาน แม่ทั้งหลาย (สารพัดแม่) แต่สำหรับครั้งนี้
เราจะขอแนะนำ สถานที่ท่องเที่ยวที่เราเอง ได้ไปสัมผัส มาแล้ว
ซึ่งต้องขอย้ำว่าสำหรับใครที่เป็นคนไม่ค่อยมีเวลา แต่อยากดื่มด่ำกับความงดงามของขุนเขา
และ สายหมอกแล้วละก็ ที่นี่ให้มากกว่าที่คุณรู้จักแน่นอน
ระยะทางจากกรุงเทพ แก่งกระจาน ไม่ไกลเกินไปเพียงแค่ 200
กว่ากิโลเมตร ท่านก็จะพบกับความตื่นเต้น และท้าทาย กับการทดสอบ
สมรรถภาพของร่างกายว่าท่านยังมีไฟอยู่หรือเปล่า ซึ่งจะเห็นได้ว่าไม่ไกลจากกรุงเทพ
ฯ นัก
ยอดพะเนินทุ่ง คือเป้าหมายในการเดินทางของเราในครั้งนี้
ซึ่งข้อมูลที่มีอยู่บอกพวกเราว่า เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดของอุทยานแห่งชาติ
แก่งกระจาน โดยสูง 1,207 เมตรจากระดับน้ำทะเล ดังนั้นคืนก่อน
ที่เราจะออกเดินทาง เพื่อไปพิชิตยอดเขาพะเนินทุ่ง นั้นเราทั้งหมด
เอาเสบียงที่มีอยู่มากองรวมกัน แล้วเฉลี่ยใส่เป้ทุกคน เพื่อถ่ายน้ำหนักให้เท่าๆกัน
เจ้าหน้าที่ย้ำพวกเราว่าน้ำเป็นสิ่งสำคัญอันดับหนึ่ง
สำหรับการเดินทางในครั้งนี้ เพราะบนยอดพะเนินทุ่งไม่มีแหล่งน้ำ
คืนวันนั้น เราเข้านอนกัน แต่วันเพื่อเอาแรง ตอนเช้าก่อนออกเดินทางเจ้าหน้าที่อุทยาน
พี่สมชาย ขอจารึกชื่อพี่เค้าไว้นิดนึง ว่า อย่างน้อยเค้าก็ทำให้เรากลับมานั่งถ่ายทอดประสบการณ์
ที่น่าจดจำครั้งนี้ได้ คำถามแรก ที่พี่ สมชาย ถามพวกเราก็คือ
ว่างัยจะเปลี่ยนใจรึเปล่า? ถามแบบนี้ก็ดูถูกกันเกินไปแล้ว
ทุกคน ส่ายหน้า แทน คำตอบ และ เตรียมตัวออกเดินทาง จากจุดที่เรากางเตนท์
ต้องเดินเท้าไปตาม ถนนอีกประมาณ 1 กิโลเมตร (ซึ่งเป็นจุดชมวิว)จึงจะถึงทางเดินเข้าป่า
สำหรับทาง ในตอนแรก แค่เห็น ก็รู้แล้วว่า คงไม่หมู อย่างที่คิด
เพราะทางค่อนข้างแคบและรก เพราะฉะนั้น เราจึงจำเป็น ต้องเดินแถวตอนเรียงหนึ่ง
อย่างสวยงาม สองข้างทางเป็นหญ้า และบางครั้งก็เป็นต้นไม้ที่มีหนาม
การแต่งตัว สำหรับการมาพิชิต ยอดเขาพะเนินทุ่งนั้นต้องรัดกุม
ระหว่างทางอาจต้องใช้วิชาตัวเบาในบางช่วงเพราะมีต้นหนุมานประสานกาย
(เป็นต้นที่ใหญ่ที่สุด ตั้งแต่เคยเห็นมา) ขวางอยู่ระหว่างทาง
ตอนนี้เราเริ่มรู้สึกเห็นด้วยที่โยนเตนท์โดมทิ้งเอาไว้ที่แคมป์
เพราะเส้นทาง ไม่เหมาะอย่างยิ่ง ต่อการที่จะมีสัมภาระอยู่ในมือ
หากใครมีเปลสนามก็ขอแนะนำเลยว่ายิ่งดีใหญ่เพราะจะเบาและสะดวกในการพกพา
เดินมาได้ สักพักพอให้หัวใจเต้นโครมคราม (เหนื่อย) สวนกับกลุ่มที่พึ่งกลับลงมาจากยอดพะเนินทุ่ง
แวะ ทักทาย และสอบถามข้อมูลกันนิดหน่อยตามประสาผู้อาวุโส
เพราะมีประสบการณ์ก่อนหน้าเราไป 1 วัน แต่ คำตอบที่ได้แน่แน่และเหมือนกันทุกคนคือ
คุ้ม ข้างบนสวยมาก เราออกเดินทางกันต่อ อย่างไม่รอช้า หนทางยังอีกยาวไกลพี่สมชายบอก
จากที่พะเนินทุ่งแคมป์ มายอดเขาพะเนินทุ่ง วัดเบ็ดเสร็จแล้ว
เท่ากับแปดกิโลแม้ว(เมตร) ยิ่งเดินไปเดี๋ยวขึ้น เดี๋ยวลง
เดี๋ยวก็ขึ้นอีกแล้ว เรียก ว่าบางครั้งขึ้น จนขึ้น ไม่ไหว
ต้องไปหยุดอยู่ระหว่างทางอันแสนจะลาดชัน เพราะไม่ไหวแล้ว
ลาก เกียร์จนไหม้หมดแล้ว ก็ยังไม่หมดทางขึ้นซะที เดินไปก็ถามพี่เค้าว่าตอนนี้เห็นพะเนินทุ่งแล้วหรือยัง
คำตอบนั้น เหมือนกับที่ พี่สมชาย บอกเมื่อ 2 ชั่วโมงที่แล้ว
ก็คือโน่นยอดพะเนินทุ่งอยู่ฝั่งโน้น เรารู้สึกว่าเราเดินมาไกลแต่ก็ยังอยู่ที่เดิมอยู่ดี
เราหยุดพักกันถี่มากที่จริงเราตั้งใจจะไปกินข้าวกันตรงทางขึ้น
ยอดเขาแต่ไม่ไหวแล้วทุกคนล้า เหนื่อย และหิวมาก ที่สำคัญพี่ร่วมคณะกับเราเป็นตะคริวมาตลอดทางแต่ก็ยังกัดฟันเดินมา
แม้บาง ครั้ง จะนั่งแบบหมดอาลัยตายอยาก แล้วก็ตาม หนำซ้ำฝนยังตกกระหน่ำลงมาซะอีก
ไม่มีใครเตรียม เสื้อผ้าสำรองมาเลย มิน่า เค้าว่าอากาศในป่า
ไม่แน่ไม่นอน เรานั่งพักกินข้าวกลางวัน ข้างกองขี้ช้าง ก้อนมหึมา
ช่างเป็นบรรยากาศ ที่น่าเอร็ดอร่อยซะจริง แต่ทำงัยได้ระหว่างทาง
ไม่มีจุดที่โล่งพอ จะเป็นที่พักได้เลย กินข้าวเสร็จนั่งพักกัน
อีกเดี๋ยวก่อนเดินทางกันต่อ หลังจากได้พลังแล้ว ทุกคน ดูจะสดชื่นขึ้น
อย่างเห็นได้ชัด พี่สมชายบอกว่า อีกไม่ไกลหรอก เราฮึดกันอีกหลายเฮือกใหญ่
ก่อน จะมาถึงทางขึ้น เขาพะเนินทุ่ง เราก้มลงดูเวลา โอ้โฮเราเดินกันมา
ตั้ง 6 ชั่วโมง แน่ะ จากจุดที่จะขึ้นยอดเขา มีบ่อน้ำเล็กๆ
เรียกว่าบ่อ ก็ไม่ถูกหรอก มันเป็นเหมือนหินที่ถูกน้ำเซาะ
จนเป็นโพรงแล้วมีน้ำขัง อยู่ในนั้น นี่แหละคือ แหล่งน้ำแหล่งเดียว
ของที่นี่ แต่ทาก ชุมมากเลย
เรานั่งพักกันก่อน จะพิชิตยอดพะเนินทุ่ง เป็นเนินสุดท้าย
จุดนี้เองเราได้เห็นนกเงือกด้วย นี่เป็นครั้งแรก ที่เห็นในป่า
เพราะเคย เห็นแต่ในกรง กับในหนังสือเท่านั้น ทุกคนดูตื่นเต้นกันมาก
หลังจากนั้น เราทั้งหมดก็ฮึดกันอีกครั้ง พากันเดินลัดเลาะขึ้นไป
ยังยอด เขาพะเนินทุ่ง ที่เรารอคอย ทางไม่ยากอย่างที่เราคิด
มันเหมือนกับ เราลัดเลาะไปตามไหล่เขา มีขึ้นเขาบ้าง แต่ก็ยังไม่เท่ากับ
ที่เรา เดินมา ลมเย็นปะทะใบหน้า มองเห็นยอดเขาสีเขียว สลับซับซ้อน
อีกด้านนึง เห็นทะเลหมอก ลอยอ้อยอิ่ง ความเหน็ดเหนื่อย ดูเหมือน
จะมลายหมดสิ้น พี่สมชายชี้ให้เห็นยอดเขา ที่เรามาอยู่ฝั่งตรงข้ามกันพอดี
ไม่น่าเชื่อว่า มนุษย์ตัวเล็กๆ 6 คน เดินผ่านป่า แนวเขา
มาจนถึงที่นี่ได้ มันสวยที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา เราชักท่าถ่ายรูปกัน
เพื่อเอาไว้ยืนยันว่า เรามาถึงแล้วที่ซึ่งน้อยคนนัก ที่จะได้
มาเห็น (เพราะเราสอบถาม จากพี่สมชายว่า เราเป็นกลุ่มที่
4 ที่ได้มาเยือนที่นี่ สำหรับปีนี้) นี่ก็เป็นประสบการณ์เล็กๆ
ของเรา ซึ่งเรา ภูมิใจมาก และหวังว่าโปรแกรม การพิชิตยอดเขาพะเนินทุ่ง
คงจะเป็นโปรแกรมที่น่าสนใจ สำหรับใครที่รักธรรมชาติ และรัก
ความท้าทาย
ปุ๊ก
ปั๊น โจ้ ปิยะ แหม่ม และที่สำคัญ พี่สมชาย
19 21 กุมภาพันธ์ 2543
|
เลือกชุดสัญลักษณ์แสดงอารมณ์