ค้นหาเรื่องท่องเที่ยว
RSS RSS
ภาพเด็ดวันนี้
เก็บตกมาฝาก
แพ็คเกจทัวร์
สนุก! คาราวาน
เรื่องของคนชอบเที่ยว
เที่ยวไปกินไป
ที่พักประทับใจ
ดูนก, ผีเสื้อ
ถามทาง
รีสอร์ท & สปา ทั่วไทย
อุปกรณ์ท่องเที่ยว
ผลัดกันไปชิม
ทริปเด็ดห้ามพลาด
ภาคเหนือ
ภาคกลาง
ภาคอีสาน
ภาคตะวันออก
ภาคใต้
ร้านอาหาร
ท่องราตรี
สองเท้าพาเดิน
เทศกาลงานเมือง
ช๊อปปิ้ง
เที่ยวผจญภัย
เที่ยวทะเล-ดำน้ำ
จักรยานเสือภูเขา
เที่ยวอนุรักษ์
ราคาทัวร์ทั่วไทย
วอลล์เปเปอร์
สายด่วนท่องเที่ยว
รวมเว็บท่องเที่ยว
เรื่องจากทางบ้าน
ข่าวท่องเที่ยว
บล็อค ท่องเที่ยว
เรื่องท่องเที่ยวต่างแดน
helper end
ท่องเที่ยว > เรื่องเที่ยวจากทางบ้าน > ภาคเหนือ
เรื่องเที่ยวจากทางบ้าน

มุ่งหน้าสู่แม่ฮ่องสอน โดยมีเพื่อนร่วมทางกันทั้งหมด ๔ คน

หน้าแรก > พาเที่ยวถิ่นไทย >แม่ฮ่องสอน
แม่ฮ่องสอน

พฤหัสที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๔๓

       พอเลิกงานปุ๊บก็รีบกลับบ้านเลยวันนี้ ก็จะออกเดินทางไปเที่ยวกันคืนนี้แล้วไง ประมาณ ๔ ทุ่มเพื่อนๆ ก็มาถึงบ้านเรา แล้วก็ออกไปแวะรับเพื่อนอีกคน แล้วก็ค่อยออกเดินทางตอนเกือบเที่ยงคืนแล้วล่ะ แต่มีแวะบ้านเพื่อนอีกคนนึงก่อน เค้ามีจัดงานปีใหม่ แล้วก็ชวนไปด้วย แต่ก็แวะเข้าไปแป๊บเดียวแล้วก็ได้สปายมา ๒ แพ็ค (๘ ขวด) … เค้ามีเยอะอ่ะกินไม่หมด คราวนี้ได้ออกเดินทางจริงๆ ซะที (เกือบตี ๑ แล้ว) มุ่งหน้าสู่แม่ฮ่องสอน โดยมีเพื่อนร่วมทางกันทั้งหมด ๔ คนจ้ะ

ศุกร์ที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๔๓

      ออกจากกรุงเทพฯ เกือบตี ๑ โชเฟอร์กิตติมศักดิ์ก็ขับคนเดียวน่ะถึงตากเลย ไปแวะปั้ม Q8 ตามเคยตอนประมาณตี ๕ กว่าน่ะ (ที่เคยไปตากคราวก่อนก็แวะปั้มนี้)  คราวนี้คนเยอะแฮะ  มีรถมาแวะจอดกันเพียบเลย  คงเพราะเป็นปั้มแรกที่เห็นตอนเลี้ยว เข้าตัวเมืองตากด้วยน่ะ แล้วมันก็เป็นระยะทางไกลพอสมควรแล้วหลังจากออกจากกรุงเทพฯ มา คนก็เลยแวะกันเยอะ (ให้ทั้งรถและคนขับได้พักกันทั้งคู่น่ะ)

      พักแป๊บนึงก็ขับไปในตลาดหาอะไรกินกันเหมือนเคย แต่ยังเช้าอยู่นะ ตี ๕ กว่าๆ ตลาดยังไม่ค่อยจะเปิดเลย กะจะกินโจ๊กแก้หนาวซะหน่อย อดอีกแล้ว มาเช้าไปยังไม่เปิด คราวก่อนมาประมาณ ๘ โมงกว่าก็หมดไปแล้ว อดกินเหมือนกัน เห็นแม่ค้าแถวนั้นเค้าบอกว่าร้านนี้เปิด ๗ โมงน่ะ ก็เลยไปนั่งกินน้ำเต้าหู้กับปาท่องโก๋กันแทน แก้หนาว (อากาศยะเยือกใช้ได้เลยล่ะ) แล้วก็ออกเดินทางต่อ

      ตอนนี้เพื่อนอีกคนเปลี่ยนมาขับบ้างให้ได้ผลัดกันพักบ้างไง  ก็เดินทางขึ้นเชียงใหม่กัน ไปถึงลำปางประมาณ ๘ โมงเช้า ก็ไปแวะกินก๋วยจั๊บหน้าสถานีรถไฟเขลางค์นคร อร่อยดีนะ ใช้ได้เลยล่ะ ก็ถ่ายรูปกับสถานีเป็นที่ระลึกซักเล็กน้อย แล้วค่อยเดินทางต่อเข้าแม่ฮ่องสอน  ระหว่างทางผ่านตัวเมืองเชียงใหม่ (เฉียดๆ) ก็เลยแวะตลาดหาซื้ออาหารสดกันเล็กน้อย ก่อนเดินทางต่อ จริงๆ ไม่ต้องผ่านเชียงใหม่หรอก แต่ขับมาผิดทางมันเลยอ้อมมาเล็กน้อย แต่พอขากลับวันสุดท้ายก็ค่อยรู้สึกว่าดีแล้วล่ะที่อ้อมมา ไม่งั้นต้องเริ่มเมากันตั้งแต่วันแรกแน่ๆ เลยล่ะ

     พอขับมาถึงทางแยกไป อ.ปาย เราก็มาขับแทนบ้าง แถวนี้เริ่มมีโค้งบ้างแล้วประปรายนะ พอหอมปากหอมคอ ระหว่างทางมีป้ายทางเข้าน้ำตกหมอกฟ้า ก็เลยลองแวะเข้าไปดู ทางขึ้นก็ค่อนข้างชันและขรุขระใช้ได้เลยล่ะ ถ้ารถโหลดเข้ามาต้องกลับไปซ่อมช่วงล่างกันแน่ๆ เลย เข้าไปด้านหน้าก็มีด่านเก็บค่าธรรมเนียม (คนละ ๒๐ คันละ ๓๐) แล้วก็ประทับตราอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ดอยตุง ได้ที่นี่ด้วยนะ ที่เที่ยวในนี้มี ๓ ที่ คือน้ำตกหมอกฟ้า ถ้ำหมอกฟ้า และจุดดูนก แต่ละที่เดินใกล้มาก ทางค่อนข้างสบายเลยล่ะ เดินเข้าน้ำตกน่ะแค่ ๓๐๐ เมตรเอง ทางก็เป็นทางทำให้อย่างดีตลอด แต่น้ำตกก็สวยใช้ได้เลยนะ สูงใหญ่เลย ตอนที่เรามานี่ (ปีใหม่แล้ว) น้ำยังเยอะเลยนะ ยืนใกล้ๆ ก็มีน้ำกระเซ็นเต็มเลย มันเป็นชั้นเดียวตรงๆ ลงมาเลยน่ะ
     จากน้ำตกเดินย้อนออกมาประมาณ ๑๕๐ เมตร  ก็มีทางแยกไปถ้ำและจุดดูนก  พวกเราก็แยกเข้าไปถ้ำก่อน  ไปอีกไม่ไกลหรอก ยังไม่ทันเหนื่อยน่ะ ก็เจอทางเข้าถ้ำ มีศาลอยู่ด้านหน้า พวกเราก็นึกว่าถ้ำคงน่ากลัว แต่พอเดินมุดเข้าไปนิดเดียว … ก็ตันแล้วค่ะ ! มีโถงอยู่ข้างในนิดเดียวเอง ลองมองๆ หากันดูก็ไม่น่าจะมีทางต่อเข้าไปได้แล้วนะ จะเห็นก็มีด้านบนน่ะ มีหลืบเข้าไป แต่ถ้าจะขึ้นไปดู คงต้องมีอุปกรณ์มาห้อยโหนขึ้นไปแหละ ก็เลยกลับออกมา เดินต่อไปจุดดูนก ไปไม่ไกลก็เจอตอไม้ ๕-๖ ตอเป็นเหมือนเก้าอี้ล้อมเป็นวงกลมให้นั่งน่ะ ก็นั่งดูนกตรงนั้นแหละ สำหรับพวกเราก็คงไม่ค่อยมีอะไร เพราะดูนกไม่เป็นกันซักคน แต่นักดูนกคงจะมีอะไรให้ดูเยอะนะ เพราะแถวนั้นเงียบมากเลยล่ะ ห่างไกลผู้คนดี
     จากนั้นก็เลยเดินกลับออกมาที่จอดรถกันน่ะ ก็ไปยึดม้านั่งตัวนึง (เค้ากำลังก่อสร้างอยู่เลยนะ ตัวอุทยานฯ คงเพิ่งเปิดไม่นานน่ะ) แล้วก็ต้มมาม่ากินกันเป็นมื้อกลางวัน แล้วค่อยเดินทางต่อ ระหว่างทางไปห้วยน้ำดังก็มีโป่งเดือดให้แวะอีกที่นึง เป็นน้ำพุร้อนน่ะแหละ (ทริปนี้มีน้ำพุร้อนให้แวะเยอะมากเลย … ธรรมชาติก็สมดุลดีเนอะ ในเมืองที่หนาวๆ หน่อยก็จะมีน้ำพุร้อนเยอะมาก) ก็ไม่ค่อยมีอะไรมากหรอก แต่ที่นี่ก็มีให้ประทับตราพาสปอร์ตเหมือนกันนะ (ต้องจ่ายค่าเข้าไปดูด้วย)
     ตอนเย็นก็ไปถึงห้วยน้ำดังประมาณ ๕ โมงกว่าๆ ใช้บัตรผ่านที่จ่ายค่าธรรมเนียมจากโป่งเดือดมาเข้าที่นี่ได้เลยไม่ต้องจ่ายใหม่น่ะ ไปถึงตัวที่ทำการก็ไปจ่ายค่ากางเต็นท์คนละ ๓๐ บาท แล้วก็ประทับตราพาสปอร์ตได้อีกนะ ตรงข้างหน้าเค้ามีกระดานตั้งไว้เขียนอุณหภูมิให้ดูด้วยนะ ว่าเมื่อเช้าอุณหภูมิประมาณ ๙ องศา .. โอ้ .. หนาวดีแฮะ ขนาดตอนนี้ยังเย็นๆ เลย … แถวๆ ที่ทำการเค้าจัดสวนปลูกดอกไม้สวยมากเลยล่ะ สวนดอกไม้หลากสีเลยนะ แล้วตรงนี้ก็เป็นจุดชมวิวและที่ดูทะเลหมอกตอนเช้าด้วยล่ะ แล้วด้านบนที่ทำการขึ้นไปก็มีพระตำหนักเอื้องเงินด้วยนะ (แต่ห้ามคนนอกขึ้นจ้ะ) รู้สึกจะเป็นของสมเด็จพระพี่นางฯ นะ

     พอดูวิวกันจนพอใจแล้วพวกเราก็ไปหาทำเลกางเต็นท์กันก่อน มีทั้งหมด ๔ ลานนะ แต่พวกเราไปกางลานที่ ๒ มั้ง (ใกล้ห้องน้ำดีนะ) คนก็เยอะพอสมควรเลยล่ะ ตอนไปถึงก็มีแต่เต็นท์เต็มไปหมดแล้ว เราไปกางข้างๆ กลุ่มนึงซึ่งมากันหลายเต็นท์ แต่เค้ากางห่างๆ กัน เพราะเค้าบอกว่าเมื่อวานคนไม่เยอะ (เค้ามาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว) แต่ยังไงก็ยังไม่ถึงกับแออัดแบบผากล้วยไม้ที่เขาใหญ่หรอกนะ พอกางเต็นท์ได้ก็เตรียมทำกับข้าวกัน แต่คืนนี้น้ำไม่ไหลแฮะ (เห็นว่าท่อแตก) แต่พวกเราก็ไม่ค่อยเดือดร้อนหรอก เพราะไม่มีใครคิดจะอาบน้ำอยู่แล้ว หนาวจะตาย แค่ล้างหน้าแปรงฟันก็พอแล้ว (ก็เอาน้ำขวดที่ซื้อมาน่ะแหละ) แต่จริงๆ ห้องอาบน้ำเค้าก็มีเครื่องทำน้ำอุ่นให้ด้วยนะ (ใช่ย่อยแฮะ) จ่ายคนละ ๑๕ บาทจ้ะ

     พอกินข้าวเสร็จก็จัดการเช็ดจาน ชาม หม้อ กระทะ ให้สะอาดก่อน (พรุ่งนี้ค่อยล้างจ้า จะได้ล้างง่ายๆ ไม่ใช่ไม่ล้างซะหน่อย) แล้วก็เก็บของแล้วค่อยเข้านอนจ้ะ เหนื่อยมากตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว … คืนนี้ดาวเยอะมากเลยนะ เยอะจริงๆ เต็มท้องฟ้าเลย เป็นคืนเดือนมืดด้วยไง ฟ้าใสดาวสวยมาก แทบจะไม่มีที่ไหนบนฟ้าที่ไม่มีดาวเลยล่ะ … แล้วคืนนี้ก็นอนหลับฝันดีจ้ะ

เสาร์ที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๔๓

     เช้านี้ตื่นมาประมาณ ๗.๓๐ น. ก็ลุกขึ้นมาดูทะเลหมอกน่ะ … แหม เมื่อคืนก่อนนอนก็คุยกันซะดิบดีว่าจะตื่นมาดูพระอาทิตย์ขึ้น .. ฮ่าฮ่า.. ไม่ตื่นกันซักคน … แต่ตอนนี้ทะเลหมอกก็ยังไม่จางไปเลยนะ ยังเยอะมาก สวยมากเลยด้วย เป็นทะเลจริงๆ น่ะ พวกเราก็เดินจากจุดกางเต็นท์ลงไปตรงที่ทำการฯ น่ะ ประมาณ ๑ กิโลได้ ก็ไปจุดชมวิวทะเลหมอกตรงสวนดอกไม้นั่นแหละ คนเยอะมากเลย แต่ก็ยังสามารถถ่ายรูปได้โดยไม่ค่อยติดคนน่ะ

     อากาศเช้านี้ยังหนาวอยู่เลยนะ เดินไปดูหน้าที่ทำการฯ เค้าบอกว่าเช้านี้ ๙.๕ องศาจ้ะ .. เมื่อคืนพวกที่ลุกขึ้นมาเข้าห้องน้ำกลางดึก (ทุกคนล่ะมั้ง .. ยกเว้นเราที่ขี้เกียจลุก) บอกว่าหนาวมากๆ เลยล่ะ .. 

     พอถ่ายรูปดูวิวกันเรียบร้อยจนพอใจแล้ว พวกเราก็กินข้าวต้มกัน ไม่ได้ทำเองหรอก ซื้อของอุทยานฯ ที่เค้าขายน่ะ ข้าวต้มปลาชามละ ๒๕ บาท (ชามเล็กๆ) ก็ใช้ได้นะ อย่างน้อยก็แก้หนาวได้เยอะเลยล่ะ กินเสร็จก็เดินกลับเต็นท์ไปเก็บของเก็บเต็นท์กัน แล้วก็ไปล้างจานของเมื่อคืน (เช้านี้น้ำไหลแล้ว) แล้วค่อยออกเดินทางต่อจ้ะ

     ออกมาจากห้วยน้ำดังก็ไปแวะน้ำพุร้อนโป่งร้อนก่อน แต่บรรยากาศที่นี่แห้งแล้งมากเลยล่ะ ดูไม่น่าพักเลย เจ้าหน้าที่ก็มีแค่ ๒ คนอยู่ตรงป้อมน่ะ บนที่ทำการก็ล็อกปิดไว้ไม่มีใครอยู่ เค้าไม่เก็บตังค์ค่าเข้าด้วย (ไม่มีแสตมป์ด้วยเหมือนกัน) เห็นเค้าบอกว่าเมื่อก่อนมีห้องอาบน้ำแร่ด้วย แต่ตอนนี้พังแล้วยังไม่มีงบซ่อมเลย พวกเราก็เดินเข้าไปดูรอบนึง ดูว่าจะหาทำเลสระผมกันไง เพราะเมื่อวานไม่ได้อาบกันเลยทั้งวัน (ตั้งแต่ออกจากกรุงเทพฯ น่ะแหละ) วันนี้ไม่อาบอีกคงไม่ไหวแล้วล่ะ อย่างน้อยก็ขอสระผมแล้วก็เช็ดตัวซักหน่อยก็ยังดี มีบางบ่อที่เห็นคนลงไปนอนแช่เลยน่ะ คงจะไม่ร้อนมาก แต่เค้าก็แช่ไม่เลิกซะที ก็ต้องไปหาที่อื่นกัน (ก็ไม่ได้กว้างมากหรอก) พวกเราก็เลยไปนั่งตรงที่เป็นลำธารเหนือขึ้นมาหน่อย แล้วก็สระผมเช็ดตัวกัน แต่น้ำมันร้อนมากๆ เลยจริงๆ นะ .. โค-ตะ-ระ ร้อนเลยล่ะ ต้องตักขึ้นมาวางพักไว้แป๊บนึงก่อนแล้วค่อยๆ ราดผมน่ะ
แต่พอสระผมเช็ดตัวเรียบร้อยก็รู้สึกสบายตัวสบายหัวขึ้นเยอะเลยล่ะ ตอนนั้นก็บ่ายโมงกว่าแล้ว ก็เดินทางต่อไป อ.ปาย แวะกินข้างกลางวันกันที่นี่น่ะ (เลยโป่งร้อนไปไม่ไกล) ที่นี่เป็นเมืองเล็กๆ นะ แต่มี Guesthouse เพียบเลยล่ะ มีแต่ฝรั่งเต็มไปหมดเลยด้วย มี internet caf? ซะด้วยนะ จะว่าไปแล้วทริปนี้เจอแต่ฝรั่งเยอะแยะเลยล่ะ ระหว่างกินข้าวก็ลองโทรถามที่ล่องแก่งดู (จากหนังสือแหล่งท่องเที่ยวเรื่องแม่ฮ่องสอนไง) แต่เค้าบอกว่าช่วงนี้ต้องใช้เวลาอย่างน้อย ๒ วันน่ะ (ถ้าเป็นช่วงหน้าน้ำแค่วันเดียวก็พอ) ค่าใช้จ่ายคนละ ๑,๖๐๐ บาท รวมค่าอาหารและที่พักค้างคืน ๑ คืน (ระหว่างล่อง) ด้วย แต่คงไม่ทันหรอกคราวนี้ ไม่งั้นจะไม่ได้แวะที่อื่นเลย และก็จะกลับกรุงเทพฯ วันสุดท้ายคงขับกันเหนื่อยตายเลยด้วย ก็เลยไว้โอกาสหน้าละกัน

      พวกเราก็ไปแวะซื้ออาหารและน้ำเพิ่มในตลาดก่อนน่ะ คนขายบอกว่าน้ำแพ็คละซาวห้า .. เราก็ฟังไม่ถนัด .. อะไรนะคะ .. เค้าก็หัวเราะ บอกว่าซาวห้าก็คือ ๒๕ บาทเจ้า

      ออกจาก อ.ปาย ก็ขับต่อไปเรื่อยๆ ทาง อ.ปางมะผ้า ก็ไปแวะถ้ำน้ำลอดกันก่อนถึงปางมะผ้า ในนั้นมี ๓ ถ้ำนะ ตอนแรกนึกว่า ถ้ำลอดเป็นชื่อถ้ำเลยซะอีก จริงๆ เค้าเรียกถ้ำน้ำลอด แล้วในนั้นมี ๓ ถ้ำคือ ถ้ำเสาหิน ถ้ำตุ๊กตา และถ้ำผีแมน ส่วนที่เรียกว่าถ้ำน้ำลอด คงเป็นเพราะมีแม่น้ำไหลผ่านจากปากถ้ำไปออกด้านหลังได้เลยน่ะ

     พวกเราก็ต้องไปติดต่อด้านหน้าก่อน เรื่องตะเกียงและคนนำทางน่ะ จริงๆ บางกลุ่มก็ไม่เอาตะเกียงกับคนนำทางนะ แต่เราว่าเอาไปด้วยก็ไม่เสียหายนะ เพราะถ้าไม่มีคนนำทางก็จะไม่รู้ว่าตรงไหนมีอะไรบ้าง เค้าอธิบายได้ดีเลยนะ แล้วก็ไม่แพงเลยด้วย คนนำทางกับตะเกียง = ๑๐๐ บาท ระหว่างเดินก็คุยกับพี่เค้า เค้าก็บอกว่าต้องแบ่งรายได้เข้ากองทุนของหมู่บ้าน ๑๐ บาท เค้าได้ ๙๐ บาท แล้วตะเกียงเนี่ย ต่างคนต่างซื้อมากันเองนะ ไม่ใช่ของส่วนกลาง (ประมาณ ๑,๕๐๐ บาท) แล้วคนนำทางก็มีทั้งหมด ๘๐ กว่าคน วันนึงเค้าได้เดินนำทางอย่างมากก็เที่ยวเดียวน่ะ ก็เลยถือซะว่าช่วยกันอุดหนุนเค้าหน่อยก็ไม่เสียหายแฮะ  เป็นการกระจายรายได้ไง

     เข้าไปถ้ำแรกเดินขึ้นไปได้เลย เป็นถ้ำเสาหินก่อน  แล้วค่อยเดินลงมาแล้วข้ามสะพานไม้ไปอีกฝั่งก็จะมีทางขึ้นไปถ้ำตุ๊กตา เป็นบันไดสูงและชันมากๆ ไม่กล้าหันหลังมามองเลยล่ะ บนนี้มีภาพวาดโบราณบนผนังถ้ำด้วยนะ เป็นรูปกวางน่ะ (ตอนแรกดูนึกว่าเป็นรูปสุนัขกันทั้งนั้นเลย) แต่รูปมันจางมากแล้วล่ะ พอดูเสร็จลงมาแล้วจะเข้าไปดูถ้ำที่ ๓ (ถ้ำผีแมน) ต้องนั่งแพเข้าไปแล้วล่ะ ค่าแพก็เข้า ๑๐๐ บาท ออกมาอีก ๑๐๐ บาท งานนี้เจ้าของแพได้ไปเต็มๆ นะ ไม่ต้องแบ่ง แต่จะว่าไปแล้วเค้าก็งานหนักเหมือนกันแหละ เพราะบางช่วงถ่อแพไม่ได้ก็ต้องลงน้ำไปลากแพน่ะ น้ำก็เย็นจะตาย แพก็ไม่ใช่เบาๆ (รวมน้ำหนักนักท่องเที่ยวประมาณ ๔ - ๕ คนต่อ ๑ แพด้วยนะ) แต่จริงๆ เราก็เห็นบางกลุ่ม (ฝรั่ง) เดินเข้าไปเหมือนกันนะ ไม่นั่งแพเข้าไป แต่ไม่ไหวล่ะ น้ำเย็นจะตาย บางช่วงแค่ตาตุ่ม แต่บางช่วงก็ถึงเอวเลยนะ

     ไปถึงปลายถ้ำอีกด้านก็จะเป็นทางขึ้นถ้ำผีแมน ที่เรียกอย่างนี้ก็เพราะบนนั้นมีโลงศพคนโบราณอยู่ ๔ โลงนะ เห็นว่าอายุประมาณ ๒,๐๐๐ ปีได้แล้วล่ะ แล้วโลงแต่ละโลงเราว่าลักษณะเหมือนเรือขุดสมัยโบราณเลยนะ คือเป็นต้นไม้ทั้งต้นมาขุดตรงกลางน่ะ แต่พี่คนนำทางเค้าบอกว่า ตอนแรกที่มาสำรวจถ้ำกัน ถ้าไม่เห็นโครงกระดูกในโลงแต่ละโลงเค้าก็นึกว่าเป็นเรือขุดเหมือนกันนะ แต่ตอนนี้เค้าย้ายโครงกระดูกไปหมดแล้วล่ะ เหลือแต่โลง บางโลงก็ยาวมากๆ เลย บางโลงก็เหมือนกับเป็นหลายๆ โลงวางซ้อนๆ กันน่ะ ไม่รู้เค้าทำไมถึงขนขึ้นมาไว้บนนี้กันเนอะ มันสูงมากเลยนะ แล้วสมัยก่อนน่ะก็ต้องมืดน่ากลัวกว่านี้ตั้งเยอะ (พวกเราต้องเดินขึ้นบันไดไม้ไปสูงและชันมากเหมือนกันนะ)

      ข้างๆ โลงนึงน่ะ เหมือนมีคราบของงูที่ลอกทิ้งไว้ด้วยล่ะ ยาวน่าดูเลย พี่คนนำทางเค้าบอกว่าบางทีเข้ามาถ้ำนี้ก็เห็นงูพันอยู่รอบๆ หินงอกบางต้นน่ะ … หวาย…..ขนลุก …. เค้าบอกว่าเป็นงูสามเหลี่ยมอีกต่างหากนะ

      พอลงมาแล้วก็นั่งแพกลับออกมา  ตอนแรกเค้าก็ให้เลือกนะว่าจะนั่งแพหรือจะเดินกลับ  ถ้าเดินก็ต้องอ้อมออกป่าด้านหลังถ้ำไป เดินประมาณ ๑ กิโลน่ะ แล้วค่อยวกมาด้านหน้าถ้ำ แต่ไม่เอาดีกว่ามันเย็นมากแล้วด้วย พวกเราเลยเลือกนั่งแพกลับดีกว่า ขากลับก็มีให้เลือกอีกนะว่าจะนั่งแพกลับมาถึงตรงไหน ถ้าถึงแค่ตรงที่พวกเราลงแพตอนแรกก็ ๑๐๐ บาท แต่ถ้านั่งต่อมาจนถึงปากถ้ำเลยก็เสียอีกน่ะ (รู้สึกจะอีก ๑๐๐ บาทนะ) แต่มันไม่ไกลมากแล้ว แล้วก็เดินสบายด้วย ก็เลยเดินดีกว่า เราให้ทิปพี่คนนำทางไปด้วยนะ เพราะเค้าก็อธิบายดีนะ น่ารักมาก แล้วแถมนั่งแพบางช่วงเค้าต้องลงไปช่วยเข็นด้วยล่ะ (ไม่รู้คนถ่อแพแบ่งค่าจ้างให้เค้าบ้างหรือเปล่านะเนี่ย)

      ออกจากถ้ำมาแล้วก็เดินทางต่อ จะไปพักที่อุทยานแห่งชาติผาเสื่อน่ะ ระหว่างทางผ่านตัวเมืองปางมะผ้า (เล็กๆ เงียบๆ) เจอร้านขายโรตีข้างทางก็แวะเติมพลังกันเล็กน้อย  คนขายเป็นฝรั่งด้วยนะ  คนซื้อเต็มเลย กินแล้วก็อุ่นดีนะ แก้หนาวดี จากปางมะผ้ามาประมาณ ๗๐ กิโลก็จะเจอทางเข้าอุทยานแห่งชาติถ้ำปลา-น้ำตกผาเสื่อ (เป็นอุทยานฯ เดียวกัน) ต้องเลี้ยวไปทางขวาตรงสามแยกที่ทางซ้ายจะไปตัวเมืองแม่ฮ่องสอนน่ะ

      พวกเราจะแวะไปกางเต็นท์นอนไง  แต่ทางเข้าทรหดชะมัดเลย  ทางแย่มากๆ มาถึงตัวที่ทำการฯ  ไม่เห็นนักท่องเที่ยวเลยซักคน มีแต่พวกเรานี่แหละคันเดียว บรรยากาศไม่น่ากางเต็นท์เลยแฮะ (อุทยานฯ ก็ท่าทางเพิ่งเปิดนะ เพราะต้นไม้ยังเหมือนเพิ่งปลูกเลย) ก็ขับเลยเข้าไปถึงด้านในเป็นบ้านพักเจ้าหน้าที่  ก็มีเจ้าหน้าที่โผล่ออกมาดูคนนึง พอบอกไปว่าจะมากางเต็นท์พี่เค้าก็บอกว่า ต้องย้อนลงไปนิดนึงตรงแถวๆ หน้าห้องน้ำก็ได้ เดี๋ยวเค้าจะไปเปิดไฟให้ ก็ย้อนลงไปน่ะ พี่เค้าก็ขี่มอเตอร์ไซค์นำมา ไม่ไกลหรอก นิดเดียว แล้วท่าทางเค้าตอนวิ่งไปเปิดไฟให้นะ ดูรู้เลยว่าท่าทางจะหนาวแฮะ (วิ่งตลกดีนะ) แต่พอถามไปถามมาเค้าบอกว่าจริงๆ บ้านพักก็ว่างนะ ปกติต้องทำจดหมายขออนุญาตมาก่อน แต่ถ้าพวกเราอยากพักก็ไม่น่ามีปัญหานะ เพราะคืนนี้ก็ไม่มีคนมาพักอยู่แล้ว เดี๋ยวเค้าจะไปเปิดให้ แล้วเค้าก็ไปเปิดบ้านให้ หลังใหญ่มาก มี ๓ ห้องนอน ๒ ห้องน้ำ ดีมากๆ เลยล่ะ แล้วพี่เค้าไม่คิดค่าบ้านด้วยนะ  บอกว่า แล้วแต่พวกเราน่ะว่าจะช่วยอุทยานฯ เท่าไหร่ก็ได้ พอขนของเข้าไปแล้วก็เอาสปาย ที่ได้มาไปแบ่งให้พี่เค้า ๑ แพ็ค (ไม่มีใครกินอยู่แล้วน่ะ .. แหะ แหะ .. ) แล้วพวกเราก็ทำกับข้าวกินกันแล้วค่อยอาบน้ำนอนน่ะ เฮ่อ….. สบายจริงๆ

อาทิตย์ที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๓

      ตอนเช้าเพื่อนที่น่ารักก็ตื่นมาต้มข้าวต้มทรงเครื่องให้แต่เช้าเลย  เราก็ตื่นมาช่วยหั่นนู่นหั่นนี่นิดหน่อยแล้วก็กินกัน เสร็จแล้วก็อาบน้ำเก็บของ แล้วก็ออกเดินทาง  ก่อนออกมาก็ไปหาเจ้าหน้าที่ ให้ค่าบ้านเค้าไป ๕๐๐ น่ะ (เยอะนะเนี่ย…แต่ถ้าเค้าไม่คิด เราก็เต็มใจให้น่ะ …. คนเรานี่ก็แปลกแฮะ ถ้าที่ไหนคิดแพงจะไม่เอา แต่ถ้าเค้าไม่คิดเราก็เต็มใจจ่ายให้ แพงก็ไม่ว่าแฮะ)

     พวกเราจะไปแวะถ้ำปลากันก่อน แต่ไปผิดทาง คือออกจากอุทยานฯ แล้วก็เลี้ยวขวาต่อเข้าไปอีกน่ะ มันก็ไปเกือบสุดชายแดนเลย น่ะสิ   แถมเจอรถติดอีกต่างหาก … ติดฝูงวัวค่ะ .. ฮ่าฮ่าฮ่า …. เจอชาวบ้านต้อนวัวออกมาหากินตั้งเกือบ ๑๐ ฝูงตลอดทางเลย ยิ่งขับไปไกลก็ยิ่งฝุ่นตลบฟุ้งเลย พอถามทางชาวบ้านหลายๆ คนแล้ว  ก็สรุปว่ามาผิดค่ะ ต้องย้อนออกมาทางสามแยกที่เมื่อคืนเลี้ยวขวา ไปอุทยานฯ น่ะ  แล้วขับไปตามทางที่จะเข้าตัวเมืองแม่ฮ่องสอน ถ้ำปลาจะอยู่แถวๆ บ้านห้วยผาน่ะ

      พอขับเลยสามแยกนั้นมาไม่ไกลก็จะเห็นป้าย "อีก ๓ ก.ม. ถึงถ้ำปลา" แต่ก่อนจะถึง จะเจอวัดห้วยผาทางด้านขวาก่อน   เป็นวัดที่ตกแต่งเหมือนพม่าเลยนะ  มีอักษรพม่าเขียนไว้ด้วย ก็สวยแปลกดีล่ะ ก็เลยแวะเข้าไปดู ถ้าจะเอารถเข้าต้องเลยวัดมาหน่อยนึง  จะมีทางเลี้ยวขวาเข้าหมู่บ้าน ก็ต้องไปตามทางนั้นน่ะ เพราะตัววัดถึงจะอยู่ริมถนนก็จริง แต่ไม่มีทางเข้าค่ะ ก็ลงไปเดินถ่ายรูปกันเล่นก่อนค่อยเดินทางต่อ

      ออกจากวัดมาไม่ไกลก็เจอถ้ำปลา พวกเราก็แวะไปประทับตราพาสปอร์ตกันก่อน (ตรายางน่ารักดีนะ เป็นรูปปลาด้วย) เจ้าหน้าที่ที่นี่น่ารักมาก เค้ามาอธิบายแผนที่การเดินทางไปน้ำตกผาเสื่อ หมู่บ้านกะเหรี่ยง หมู่บ้านรักไทย …. แล้วก็ที่ท่องเที่ยวบริเวณนั้น อย่างละเอียดเลยล่ะ ที่ถ้ำปลาเนี่ยไม่ต้องเดินเข้าถ้ำเลยนะ  เพราะปลามันจะโผล่มาออกันหน้าถ้ำน่ะ ไม่มีทางให้คนเข้าไปหรอก ยืนมองแถวๆ หน้าถ้ำนั่นแหละ ปลาที่นี่เยอะมากเลยนะ เยอะจนน่ากลัวเลยล่ะ แออัดน่าดู แล้วบางตัวนะยาวเกิน ๒ ฟุตอีกล่ะ เห็นว่าเป็นพวกปลาพลวงนะ ก็จะมีชาวบ้านมาขายอาหารเลี้ยงปลาเต็มเลย พวกผลไม้อะไรก็มี แต่เยอะสุดคือไข่ต้ม คนขายบอกว่าปลาพลวงชอบกินไข่ต้ม (รู้ได้ไงนะ) แต่ก็จริงๆ นะ เห็นคนโยนลงไปปลาก็แย่งกันงับใหญ่เลย

      พอเดินออกมาที่จอดรถก็แวะกินมะพร้าว มันปิ้ง ข้าวเหนียวปิ้งกันก่อน (มีของขายเยอะมาก) มันก็เลยเที่ยงมาแล้วไง แต่กินกันนิดหน่อยเพราะกะจะไปกินก๋วยเตี๋ยวยูนานกันไง พวกเราก็ขับออกจากถ้ำปลามา ไปทางตัวเมืองต่อน่ะแหละ จนพักนึงก็จะเจอสามแยก แล้วมีป้ายว่าอีก ๘ ก.ม. ถึงแม่ฮ่องสอน แล้วก็มีป้ายชี้ว่าเลี้ยวขวาเข้าไปหมู่บ้านรักไทย เชิญชิมชาและก๋วยเตี๋ยวยูนานน่ะ บอกว่าไปอีก ๓๕ ก.ม. ทางลาดยางตลอด (เค้าเขียนงี้เลยนะ สงสัยจะกลัวคนจะไม่เข้าไปเพราะไม่แน่ใจว่าทางดีหรือเปล่ามั้ง)

      พอเลี้ยวไปตามทางไม่ถึง ๑ ก.ม. ก็จะมีทางแยกซ้ายไปบ้านในสอย แต่เอาไว้เดี๋ยวค่อยออกมาดีกว่า (เป็นทางไปดูหมู่บ้านกะเหรี่ยงคอยาวไง) พวกเราก็ตรงเข้าไปเรื่อยๆ ทางหมู่บ้านรักไทยก่อน ระหว่างทางมีน้ำตกผาเสื่ออยู่ด้านขวานะ ไม่ต้องเดินไกลเลย จอดรถเสร็จก็เห็นน้ำตกเลยน่ะ ก็ลงไปถ่ายรูปแป๊บนึงค่อยไปต่อ

      ระหว่างทางก็เจอทางเลี้ยวเข้าพระตำหนักปางตอง พวกเราก็แวะอีก เสียค่าเข้าคนละ ๕๐ บาทนะ ก็เข้าไปเดินเล่นน่ะ ดูพวกสัตว์ต่างๆ ที่นี่เป็นเหมือนที่ทดลองปลูกพืชพันธุ์ใหม่ๆ พืชเมืองหนาว แล้วก็เป็นศูนย์เพาะพันธุ์สัตว์ที่เหลือน้อยด้วยล่ะ แล้วก็เดินขึ้นไปดูตัวตำหนัก ตอนนี้กำลังซ่อมแซมอยู่ (หรือยังสร้างไม่เสร็จก็ไม่รู้แฮะ) ถ่ายรูปนิดหน่อยก็ออกมาเดินทางต่อ

     ขับไปจนสุดทางเลยนะ ระหว่างทางก็โค้งและชันใช้ได้เลย สุดทางก็จะเจอป้ายทางเข้าหมู่บ้านรักไทย มีภาษาจีนกลางด้วยนะ (ส่วนใหญ่ที่นี่เป็นคนจีนอพยพมาน่ะ) ไปจนถึงตัวหมู่บ้านจะไปกินก๋วยเตี๋ยวและชา ก็ผ่านอ่างเก็บน้ำของหมู่บ้านด้วย กว้างใหญ่มากเลย บรรยากาศก็ดีด้วยนะ สวยด้วย

     พวกเราขับอ้อมอ่างเก็บน้ำเข้าไปแล้วก็จอดรถข้างในนั้น แล้วก็เดินดุ่ยๆ เข้าไป เจอป้ายร้าน "เหวิ่นหลิง" พอดีเลย ร้านก๋วยเตี๋ยวยูนานที่ลงในหนังสือไง เป็นร้านเล็กๆ เลยนะ แต่ก็อร่อยดีล่ะ ก๋วยเตี๋ยวมีแบบบะหมี่กับเส้นเล็ก แล้วก็มีเต๊อะเฝื่องด้วย เส้นทำมาจากถั่วเหลืองน่ะ อร่อยดี กินกันคนละ ๒ ชามเลย ก็อุตส่าห์มาตั้งไกลสุดชายแดนเลยนะเนี่ย กินเสร็จก็ไปกินชากันต่อ (อยู่ใกล้ๆ กันเลย) ที่ร้าน "เฉินฟง" คนขายก็น่ารักด้วยนะ มีชาให้ชิมก่อนน่ะ แล้วก็มีขายด้วย แต่ชาอูหลงที่เค้าชงให้ชิมมันขมปี๋เลยล่ะ (ปกติน่าจะอร่อยนะ ก็ออกจะดังนี่นา) แต่อีกแบบนึง (ถ้าจำชื่อไม่ผิดเค้าเรียกว่า "ชิงชิง" น่ะ) อร่อยกว่า ก็เลยซื้อแบบนั้นกันน่ะ แล้วก็ถ่ายรูปกับร้านและรูปหมู่บ้านเป็นที่ระลึก แล้วค่อยกลับออกมา

     พวกเราก็ย้อนออกมาทางเก่าจนเกือบถึงปากทาง แล้วก็แยกไปบ้านในสอยน่ะ จะไปหมู่บ้านกะเหรี่ยงคอยาวไง ระหว่างทางเข้าไปเราหลับแหละ (แหะ แหะ…) แต่เพื่อนๆ (ที่ไม่หลับ) บอกทางมาน่ะว่า ขับเข้าไปตามทางประมาณ ๑๐ ก.ม. กว่าๆ แล้วพอเลยวัดในสอยไปไม่ไกลก็จะมีลานให้จอดรถทางด้านซ้าย เพื่อเปลี่ยนเป็นกระบะหรือรถ 4WD ของชาวบ้านแถวนั้น คือถ้ารถใครเตี้ย หรือแรงไม่ดี หรือคนขับไม่สู้ ก็จอดที่ลานน่ะ แล้วเหมากระบะหรือ 4WD เข้าไปต่อ (คันละ ๒๐๐ บาท) แต่พวกเราเห็นว่ารถเราไปไหวแน่ (CR-V) แล้วคนขับก็ใจสู้อยู่แล้ว ทหารที่เฝ้าปากทางเข้าเค้าก็บอกว่ารถเราเข้าไปได้ ประมาณ ๓ ก.ม. เอง ก็เลยขับเข้าไป

     พอเข้าไปแล้วก็เห็นด้วยว่าไม่ควรที่รถเตี้ยๆ หรือเก๋งธรรมดาจะเข้าไปจริงๆ แหละ เพราะเป็นทางลูกรัง เป็นหลุมเป็นบ่อตลอดเลย แถมขึ้นชันบางช่วงด้วย ที่สำคัญ มีช่วงนึงต้องขับตัดแม่น้ำไปด้วย (ไม่กว้างไม่ลึกหรอก แต่ก็ต้องลุยน้ำแหละ) พอเข้าไปถึงก็จะเจอลานจอดรถ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะมีแต่รถกระบะ รถ 4WD รถตู้ .. ทั้งนั้นเลย ก็เลยจอดมั่ง แล้วก็เดินเข้าไปในหมู่บ้าน เป็นหมู่บ้านของพวกผู้อพยพด้วยนะ (มีทหารคอยเฝ้าด้านหน้าด้วย ไม่รู้ว่ากันเค้าหนีออกมากันหรือเปล่า)

     แต่พวกชาวกะเหรี่ยงเค้าก็ไม่ได้ใส่ห่วงที่คอกันทุกคนหรอกนะ มีแค่บางคนเอง (ส่วนใหญ่ก็เป็นนางแบบในโปสการ์ดน่ะแหละ) ก็มายืนขายของที่ระลึกกันน่ะ พวกเราก็ไปถ่ายรูปกับแม่ค้าสาวน้อย ๒ พี่น้องร้านนึง ก็เลยซื้อของจากร้านเค้าไปเลยน่ะ (เคยได้ยินมาว่าที่นี่เค้าเก็บตังค์ค่าถ่ายรูปด้วยไง ก็เลยซื้อของร้านเค้าไปเลยหมดเรื่อง) ห่วงที่พวกเค้าใส่กันน่ะ ลองยกๆ ดูแล้วหนักเอาเรื่องเลยนะ ไม่ใช่เล่นๆ เลย ….. เพื่อนเราคนนึงก็แซวน้องๆ ชาวกะเหรี่ยงเค้าว่า เนี่ย พี่ไม่เห็นต้องใส่ห่วงเลย คอก็ยาวเหมือนกัน (เพิ่งสังเกตว่าเพื่อนเราก็คอยาวจริงๆ แฮะ) พวกนั้นเค้าก็มองๆ แล้วก็หัวเราะกันใหญ่ บอกว่ายาวจริงๆ ด้วยแฮะ … ฮ่าฮ่าฮ่า….กะเหรี่ยงยังเรียกพี่เลย

     ออกจากหมู่บ้านกะเหรี่ยงตอน ๕ โมงครึ่งกว่าแล้ว ก็ขับเข้าตัวเมืองแม่ฮ่องสอนกัน ต้องไปแวะเอาประกาศนียบัตรที่หอการค้าจังหวัดแม่ฮ่องสอนด้วยนะ ว่าขับผ่านมาแล้ว ๑,๘๖๔ โค้ง ถ้าขับมาจากด้านที่พวกเราไป (จากด้านบน มาจากปาย - ปางมะผ้า น่ะ) พอเข้าถึงตัวเมืองก็จะมี ๒ แยก ทางขวาจะไปพระธาตุดอยกองมู แต่ตอนพวกเราไปถึงมันดึกแล้วล่ะ เลยไม่ได้แวะไป ก็ต้องแยกไปทางซ้ายเข้าตัวเมือง ขับตรงไปเรื่อยๆ พอผ่านไฟแดงแรกไปก็จะเห็นหอการค้าอยู่ทางซ้ายมือ เยื้องๆ กับธนาคารกสิกรไทย (จะมีป้ายประกาศไว้ด้วยว่าให้มารับประกาศนียบัตรเป็นผู้พิชิต ๑,๘๖๔ โค้งน่ะ) อยู่ในตลาดโต้รุ่งเลยนะ 

     เค้าจะมีแบบฟอร์มให้กรอกนะ ใส่พวกชื่อ นามสกุล ที่อยู่ หมายเลขใบขับขี่ .. ประมาณนี้แหละ แล้วก็วางไว้ให้เค้าพิมพ์ใส่ประกาศนียบัตรให้เลย เค้ามีใบประกาศฯ ๒ แบบนะ สำหรับคนขับ กับสำหรับคนนั่ง แต่ของคนขับสวยกว่า พวกเราเลยขอของคนขับกันหมดเลย ๔ ใบ (ขอมีเอี่ยวด้วยคน) ใบประกาศฯ นี่เค้าออกให้ฟรีนะ ไม่คิดตังค์ แต่ก็ให้ช่วยบริจาคแล้วแต่ศรัทธา เค้าก็บอกว่าคนละ ๒๐ บาทก็ได้ ก็เลยบริจาคไปใบละ ๒๐ บาท แล้วก็มีสติ๊กเกอร์แปะหน้ารถขายด้วย ว่าเป็นผู้พิชิต ๑,๘๖๔ โค้ง มีแบบวงกลมกับเป็นสี่เหลี่ยม เราก็ซื้อแบบวงกลมมาเพราะแบบสี่เหลี่ยมเราว่ามันใหญ่ไปน่ะ (เอ..จำไม่ได้แล้วแฮะว่าสติ๊กเกอร์ใบละ ๒๐ หรือ ๒๕ บาทน่ะ)

      พวกเราก็เลยแวะกินข้าวเย็นกันในตลาดโต้รุ่งนั่นเลยน่ะ เพราะเดี๋ยวคืนนี้จะไปนอนน้ำตกแม่สุริน ต้องขับไปอีกซักพัก เรากลัวว่าไปถึงมืดเกินไปแล้วต้องมานั่งทำกับข้าวกันอีกน่ะ (ขี้เกียจด้วยแหละ .. แหะ แหะ) พอกินเสร็จก็ขับรถกันต่อ ไปแวะเติมน้ำมันกันก่อน … อ้อ….ทริปนี้ต้องเตือนกันก่อนเลยนะว่าเติมน้ำมันให้เต็มถังไว้ก่อนดีกว่า กันเหนียว เพราะตลอดทางน่ะ จะหาปั้มไม่ใช่ง่ายๆ เลยนะ ไปแวะเติมปั้มเชลล์ในตัวเมืองช่วงที่เลยตลาดโต้รุ่งออกมาหน่อยน่ะ ที่นี่เค้าไม่รับ Fleet Card นะ แต่เจ้าของเค้าบอกว่าปั้มเชลล์ที่อยู่ก่อนถึงตัวเมืองน่ะรับ (เจ้าของเดียวกัน)

     เรียบร้อยแล้วก็เดินทางต่อเข้าไปที่น้ำตกแม่สุริน ความจริงตัวอุทยานแห่งชาติน้ำตกแม่สุริน กับตัวน้ำตกแม่สุรินเองเนี่ยมันอยู่กันคนละที่นะ ถ้ามาจากทางปาย (เหมือนเรา) ตัวอุทยานฯ จะอยู่ก่อนถึงตัวเมืองแม่ฮ่องสอนซะอีก แต่น้ำตกเนี่ยอยู่เลยตัวเมืองออกมา พวกเราจะไปนอนที่น้ำตกไง ก็ต้องขับเลยไปทางขุนยวม ก่อนถึง อ.ขุนยวมนิดเดียวก็จะมีทางแยกซ้ายไป อ.แม่แจ่ม ก็ขับมาตามทางนั้น ไกลพอสมควรนะ (ประมาณ ๒๐ ก.ม. กว่าๆ มั้ง) แล้วก็จะเจอแยกทางซ้ายบอกว่าไปทุ่งบัวตองและน้ำตกแม่สุริน ต้องขับผ่านทุ่งบัวตองไปก่อน (เข้าไปประมาณ ๓๐ ก.ม. กว่าๆ) แล้วก็เลยเข้าไปอีกประมาณ ๑๐ ก.ม. ถึงจะถึงน้ำตกแม่สุริน

     ทางเข้าน้ำตกแม่สุรินเนี่ย ช่วงก่อนที่จะถึงทุ่งบัวตองก็จะเป็นทางลูกรังที่ปรับเรียบร้อยแล้ว แต่พอเลยทุ่งบัวตองไปบางช่วงทางก็จะไม่ดีบ้างเล็กน้อย แต่ก็ไม่มีปัญหาอะไร ขับไปได้สบายๆ พวกเราที่เคยมาก็บอกว่าเมื่อก่อนที่มา (๓-๔ ปีแล้ว) ทางมันก็ทำอยู่อย่างนี้ไม่เห็นจะเสร็จซะทีน่ะ เข้าไปถึงลานกางเต็นท์ข้างในแล้วพวกเราก็เดินไปหาทำเลกางเต็นท์ แล้วก็เปลี่ยนเสื้อผ้า แปรงฟัน ล้างหน้า แล้วก็นอนเลยน่ะ ง่วงมากเลย เข้าไปถึงก็ ๔ ทุ่มกว่าได้แล้วน่ะ คืนนี้ดาวก็สวยเต็มฟ้าอีกเช่นเคยจ้ะ

จันทร์ที่ ๑ มกราคม ๒๕๔๔

      ตื่นมาตอนเช้าก็ทำกับข้าวกินกันเหมือนเคย (ข้าวต้มจ้ะ) แล้วก็เก็บของล้างจานชามเรียบร้อย เปลี่ยนชุดกันเสร็จก็เตรียมจะไปดูน้ำตก ตอนแรกเค้าบอกว่ามีทางเดินไปถึงด้านล่างน้ำตกด้วยเลย แต่ต้องใช้เวลาประมาณ ๓ ชั่วโมงไป-กลับ และทางชันมากด้วย ก็เลยคิดกันใหม่ เพราะมันจะไม่มีเวลามากพอด้วยน่ะสิ แล้วจริงๆ ถ่ายรูปน้ำตกน่ะ ถ่ายจากด้านบนจะสวยกว่า ไม่ต้องไปถึงข้างล่างหรอก เพราะน้ำตกมันสูงด้วย ก็เดินไปดูกันที่จุดชมวิวน้ำตกก่อน ก็จะเห็นน้ำตกเป็นสายลงมาตรงๆ เลย สูงมาก แต่ก็เห็นได้หมดเลยนะ เลยถ่ายรูปกันพักนึง แล้วค่อยเดินออกมา

     ก่อนออกก็แวะแสตมป์ตราอุทยานฯ ก่อน เจ้าหน้าที่มีคนเดียวเองอยู่ที่ป้อมน่ะ พอคุยกับเค้าแล้วค่อยถึงบางอ้อ ว่าทางน่ะยังทำไม่เสร็จซะที เพราะเค้าให้งบฯ สร้างถนนได้แค่ปีละ ๕ ก.ม. เอง เฮ่อ…. เมื่อไหร่จะสร้างได้เสร็จเนี่ย

     ตอนออกมาก็ประมาณเที่ยงครึ่งแล้ว พวกเราก็จะเดินทางไปทางแม่แจ่มต่อ แล้วแยกลงไปออบหลวง อ.ฮอด น่ะ แต่ทางไปแม่แจ่มมีอยู่ช่วงนึงประมาณยาว ๓-๔ ก.ม. เป็นทางแย่มากๆ ลูกรังขรุขระตลอดทางเลย (ฝุ่นตลบไปหมด) เป็นช่วงก่อนที่จะถึงบ้านแม่นาจรน่ะ ตอนแรกคิดว่ามาผิดทางกันซะอีก แต่พอเลยมาอีกหน่อยทางก็แย่เหมือนเดิมอีกแล้ว เป็นโลกพระจันทร์เลย  มันเป็นช่วงๆ น่ะ เดี๋ยวดีเดี๋ยวแย่ตลอดทางเลย  เฮ่อ…..ตอนแรกไม่อยากย้อนไปทางแม่สะเรียง เพราะทางมันอ้อมมากไง ก็เลยนึกว่าไปทางแม่แจ่มแล้วลงไปออบหลวงนี่แหละใกล้กว่ากันเยอะเลย ที่ไหนได้ ใช้เวลาขับนานกว่าอีกมั้ง  เพราะทางมันเป็นโลกพระจันทร์ไปตลอดเลยน่ะสิ

      พอไปถึงแม่แจ่มก็แวะกินข้าวกันก่อน แล้วก็ซื้อของในตลาดไว้ทำกับข้าวคืนนี้กับพรุ่งนี้เช้ากันอีก ๒ มื้อสุดท้ายด้วย กินเสร็จก็บ่าย ๓-๔ แล้ว คราวนี้เรามาช่วยขับบ้าง ก็ลงไปออบหลวงน่ะแหละ ทางตอนนี้ดีตลอดแล้วล่ะ ระหว่างทางผ่านน้ำพุร้อนอีกแล้ว ก็แวะลงไปดูกันแป๊บนึงเพราะอยู่ริมถนนเลย น้ำจะพุ่งขึ้นมาเป็นจังหวะเลยนะ แล้วก็ลดระดับลงไป แล้วก็พุ่งขึ้นมาสูงอีกน่ะ สลับกันไปเรื่อยๆ รอบๆ บริเวณที่น้ำพุ่งออกมาเค้าก็จะล้อมคอกเอาไว้ด้วยไม่ให้เข้าไปใกล้ไง (น้ำพุร้อนน่ะ น้ำเดือดเลยนะ ไม่ใช่แค่อุ่นๆ ) ดูแป๊บนึงแล้วก็เดินทางกันต่อน่ะ 

     ไปถึงออบหลวงเย็นๆ ซัก ๕ โมงกว่าได้มั้ง ก็แวะลงไปดูกันไง ต้องเสียค่าเข้าด้วยนะ ก็จะแสตมป์พาสปอร์ตเหมือนเคย แต่เจ้าหน้าที่บอกว่าเค้าไม่มีตรายาง เค้ากลับกันหมดแล้ว !!! ได้ไงเนี่ย….. มันควรจะอยู่ในที่ที่สามารถหยิบได้ตลอดเวลาสิ ไม่ใช่ใส่ลิ้นชักล็อกไว้เนอะ …. แล้วพอดีมีอีกคันเข้ามาถามเหมือนกัน พอรู้ว่าไม่มีปุ๊บก็บ่นเล็กน้อยแล้วก็กลับไปเลย แต่พวกเรายังรอๆ อยู่ ก็ขอร้องพี่เค้าว่าช่วยหาหน่อยเถอะ นี่เรามาจากกรุงเทพฯ นะ ไม่ใช่คนแถวนี้ มันไม่ใช่จะมากันได้ง่ายๆ บ่อยๆ เค้าก็ … งั้นเดี๋ยวรอก่อนละกัน เดี๋ยวจะลองให้เด็กไปหาให้ … เย้ ……. พี่เค้าก็น่ารักนะ (ตอนแรกหน้าบึ้งเหมือนกัน) เพราะพวกเราก็อ้อนน่ะแหละ บอกว่าพี่ช่วยหาหน่อยเถอะ เนี่ยเดี๋ยวต้องรีบไปกันต่อด้วย คืนนี้จะไปค้างที่อุทยานฯ แม่ปิงแน่ะ อีกตั้งไกล พอได้ยินปุ๊บพี่เค้ารีบวิ่งออกไปดูเลยว่าเด็กเค้าไปเอาหรือยัง เค้าจะได้ให้เอาพาสปอร์ตติดไปด้วยเลยน่ะ แต่น้องเค้าวิ่งไปแล้วพี่เค้าก็เลยให้ฝากพาสปอร์ตไว้ที่เค้าก่อน แล้วบอกให้พวกเราเข้าไปดูออบหลวงก่อนก็ได้ แล้วเดี๋ยวค่อยออกมาเอา .. น่ารักมั้ยล่ะ …. 

     พวกเราก็เลยเข้าไปเดินเล่นดูก่อน ออบหลวงก็มีอยู่จุดเดียวที่ทุกคนถ่ายรูปน่ะแหละ ความจริงมันมีทางให้เดินขึ้นไปข้ามสะพานเชือกด้านบนด้วย แล้วก็มีที่ให้ไปเดินศึกษาธรรมชาติน่ะ แต่บาสบอกว่าไม่ค่อยมีอะไร แล้วถ้าเดินก็ไกลเลยด้วย เวลาไม่มีค่ะ เลยกลับออกมา แต่กะว่าคราวหน้ามีเวลาค่อยมาล่องแก่งที่นี่ก็น่าจะดีนะ พอเดินกลับออกมาพี่เค้าก็แสตมป์พาสปอร์ตไว้ให้เรียบร้อยแล้วล่ะ ก็เลยขอบคุณเค้าแล้วก็เดินทางต่อน่ะ คราวนี้เพื่อนอีกคนก็มาเปลี่ยนมือขับให้บ้าง

     ไปถึงที่อุทยานฯ กันดึกเหมือนกันนะ ประมาณ ๒-๓ ทุ่มได้มั้ง แต่ที่นี่ดีผิดคาดแฮะ ตอนแรกไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นไงบ้าง ในแผนที่ไม่มีชื่ออุทยานฯ นี้ (แผนที่เก่าแล้วล่ะ ปี ๒๕๔๑ แน่ะ) แต่ในหนังสือรวมอุทยานฯ น่ะ มีเขียนถึงอุทยานฯ นี้ด้วย พอดูประกอบกับแผนที่แล้วก็เลยตัดสินใจมาที่นี่กันแหละ เจ้าหน้าที่ที่นี่ก็น่ารักมากเลยนะ ตอนเราไปถึงมีประมาณ ๒-๓ กลุ่มเอง แล้วพอไปหาเจ้าหน้าที่เค้าก็แนะนำดีมากเลย ว่าตรงไหนมีที่เที่ยวอะไรบ้าง คงต้องใช้เวลาซัก ๒-๓ วันเลยล่ะถึงจะเที่ยวได้ทั่ว .. ก็เก็บไว้อีกทริปนึงตามเคยค่ะ แล้วพี่เจ้าหน้าที่เค้าก็บอกด้วยว่าเดี๋ยวเค้าจะฉายสไลด์ให้ดูด้วย อย่าลืมมาดูล่ะ พวกเราก็เลยรีบไปจัดการกางเต็นท์แล้วก็เตรียมทำกับข้าวก่อน (หุงข้าวแล้วก็หมักหมูน่ะ) แล้วก็เข้ามาดูสไลด์ ไม่นานหรอก ซัก ๑๐ นาทีได้ แล้วก็กลับออกไปทำกับข้าวกันต่อ ระหว่างทำกับข้าวก็ผลัดกันไปอาบน้ำน่ะ พอกินเสร็จก็เก็บล้างให้เรียบร้อยแล้วก็เข้านอนจ้ะ คืนนี้ฟ้าก็เต็มไปด้วยดาวอีกเหมือนเคย …. พรุ่งนี้ก็ต้องกลับแล้ว

อังคารที่ ๒ มกราคม ๒๕๔๔

     ตอนเช้าตื่นมาก็จัดการกินอาหารเช้ากันก่อน กองทัพต้องเดินด้วยท้อง แล้วก็เก็บของเก็บเต็นท์ อาบน้ำกันเรียบร้อย (เค้าให้อาบในบ้านพักได้น่ะ มีเครื่องทำน้ำอุ่นอีกแล้ว แต่ก็ใช้ไม่ได้ตามเคย … หลอกให้ดีใจนี่หว่า) พอทุกคนเรียบร้อยกันหมดแล้วก็ขับรถเข้าไปดูแก่งก้อที่เจ้าหน้าที่เค้าบอกเมื่อคืน ทางเข้าก็เป็นฝุ่นเป็นดินแดงบ้างประปราย แต่ทางดีน่ะ ไม่ถึงกับเป็นโลกพระจันทร์ ไปถึงแก่งก้อก็เป็นเหมือนทะเลสาบใหญ่ๆ เลยนะ แล้วก็มีเรือแพ เรือประมงเพียบเลย เห็นว่ามีแพให้พักด้วย ทั้งของเอกชนทั้งของอุทยานฯ น่ะ ไว้คราวหน้าค่อยมาพักละกัน

     แล้วคราวนี้ก็ขับรถยาวเลย ก็วันนี้ต้องกลับถึงกรุงเทพฯ แล้วนี่นา วันนี้ก็ขับยาวเลย มาแวะตากกันแป๊บนึงแล้วค่อยลงมาต่อ มีทางอยู่ช่วงนึงจาก อ.ลี้ ไป อ.เถิน น่ะ ทางคดเคี้ยวมาก น่าเวียนหัวกว่าในแม่ฮ่องสอนเยอะเลย ถึงระยะทางจะสั้นกว่านะ แต่ความโค้งนี่กินขาดเลย ถึงบอกไงว่าถ้ามาทางนี้ตั้งแต่วันแรกคงเมากันหมดเลยล่ะ

     พอช่วงเย็นๆ ก่อนถึงนครสวรรค์เราก็เปลี่ยนมาช่วยขับบ้าง แต่พอมาถึงตัวเมืองนครสวรรค์ รถเยอะมาก เห็นแล้วไม่อยากขับแล้วน่ะ เพราะมีแต่รถแซงไหล่ทาง จาก ๒ เลน ไม่รู้งอกมาเป็น ๔-๕ เลนได้ไง แล้วเจอแบบนี้เราจะหงุดหงิดมากไง พอดีแวะซื้อของฝากกันก็เลยเปลี่ยนคนขับกันอีกรอบ แต่ก่อนจะออกเดินทางต่อก็เข้าไปซื้อของฝากก่อนน่ะ ไม่น่าเชื่อเลย ร้านของฝากน่ะ โมจิหมดร้านเลย เกลี้ยงเลยแหละ คนเยอะมากๆๆ เลยต้องเลยเข้าไปแวะซื้อร้านอื่นในตลาดแทน … ไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆ พอซื้อเสร็จก็กลับกรุงเทพฯ กันต่อ ถึงประมาณ ๔-๕ ทุ่มได้มั้ง …. เฮ่อ ….. กลับมาสู่เมืองแห่งแสงสีแล้ว แล้วคืนนี้เราก็นอนหลับสนิทเลยจ้ะ 


ดูท่องเที่ยวสดๆได้ที่ webcamสัญจร
ดูภาพย้อนหลังแบบเต็มทุกรูป ที่ webcam ย้อนหลัง
คุยกับ webcamman ได้ที่หน้า พาเที่ยวคุยไปเที่ยวไปฟังไป ครับ

ขอเชิญร่วม


 
 
หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้ว  ครั้ง
 

ร่วมแสดงความคิดเห็น

[เพิ่มเติม]

รหัสความปลอดภัย

ต้องการรหัสอื่น

เงื่อนไข การร่วมแสดงความคิดเห็น ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็บบอร์ดไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหาย ต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ feedback@sanook.com เพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบและทำการลบข้อความนั้น ออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้