สนุก! ดาวเดือน Season 3 ชิงทุนการศึกษากว่า 2 แสนบาท
  ค้นหาเรื่องท่องเที่ยว
Untitled Document
ภาพเด็ดวันนี้
เก็บตกมาฝาก
แพ็คเกจทัวร์
สนุก! คาราวาน
เรื่องของคนชอบเที่ยว
เที่ยวไปกินไป
ที่พักประทับใจ
ดูนก, ผีเสื้อ
ถามทาง
รีสอร์ท & สปา ทั่วไทย
อุปกรณ์ท่องเที่ยว
ผลัดกันไปชิม
ทริปเด็ดห้ามพลาด
ภาคเหนือ
ภาคกลาง
ภาคอีสาน
ภาคตะวันออก
ภาคใต้
ร้านอาหาร
ท่องราตรี
สองเท้าพาเดิน
เทศกาลงานเมือง
ช๊อปปิ้ง
เที่ยวผจญภัย
เที่ยวทะเล-ดำน้ำ
จักรยานเสือภูเขา
เที่ยวอนุรักษ์
ราคาทัวร์ทั่วไทย
วอลล์เปเปอร์
สายด่วนท่องเที่ยว
รวมเว็บท่องเที่ยว
เรื่องจากทางบ้าน
ข่าวท่องเที่ยว
บล็อค ท่องเที่ยว
เรื่องท่องเที่ยวต่างแดน
helper end
ท่องเที่ยว > เรื่องเที่ยวจากทางบ้าน > ภาคใต้
เรื่องเที่ยวจากทางบ้าน

บันทึกท้าลมหนาวกับชาวเกาะจำเป็น

บันทึกท้าลมหนาวกับชาวเกาะจำเป็น


บันทึกท้าลมหนาวกับชาวเกาะจำเป็น  โดย น้องปะการัง

     ลมหนาวที่มาเยือนในแวบแรกทำให้หลายๆ  คนนึกถึงน้ำค้างยอดหญ้าบนดอยสูงตระหง่าน ท่ามกลางบรรยากาศหนาวจับใจทางแถบเหนือของประเทศไทย อ๊ะ นั่นไม่ใช่ที่หมายของพวกเราหรอกนะ ด้วยความหวาดกลัวคลื่นมหาชน พวกเราตัดสินใจสวนกระแสด้วยการมุ่งหน้าลงใต้ไปสู่เกาะสมุย หนึ่งในแดนดินถิ่นมะพร้าวดกของไทย ทริปนี้ตามประสาคนมีเวลาน้อย ก็เตรียมตัวกันโดยหาข้อมูลจากทางอินเทอร์เน็ตเป็นส่วนใหญ่ทั้งที่พัก และโปรแกรมการท่องเที่ยว สะดวกง่ายดายจริงๆ เราเลือกเดินทางโดยรถไฟตู้นอนเพื่อความสบาย แม้ชาวทริปจะเคยมีประวัติตกรถไฟมาก่อนก็ไม่หวั่น ครั้งนี้เตรียมตัวกันมาดิบดีไม่มีพลาด เสบียงอาหารพร้อม กินอิ่มนอนหลับอุตุไปถึงสถานีสุราษฎร์เลย

     ถึงจะเตรียมตัวมาขนาดไหนการเดินทางก็ยังไม่ค่อยจะราบรื่นนัก ก่อนเดินทางมามีข่าวพายุแว่วๆ อยู่เหมือนกัน พวกเราก็โทรเช็คสภาพอากาศทางนี้เรียบร้อยก่อนตัดสินใจมา พอเอาเข้าจริงก็เจอพายุฝนกระหน่ำพอประมาณในช่วงที่ล่องเรือใกล้จะถึงเกาะ ยืนโซซัดโซบนเรือทั้งคนไทยทั้งฝรั่ง แถมด้วยอาการเมาเรืออีกต่างหาก ก้าวแรกสู่เกาะสมุยของพวกเราจึงไม่ค่อยสวยงามเท่าไร

     การมาเกาะสมุยนอกจากทำให้เราถูกแวดล้อมด้วยทะเลกว้าง และชาวต่างชาติผมบลอนด์ที่หอบลูกจูงหลานมาพักผ่อนกันเป็นครอบครัว รีสอร์ทที่พวกเราไปพักชื่อ Coco Palm อยู่บนหาดแม่น้ำลึกเข้าไปจากถนนใหญ่พอประมาณ ทั้งรีสอร์ทมีแต่ฝรั่งเดินขวักไขว่ มีแต่พวกเราชาวไทยนั่งกระมิดกระเมี้ยนกันในร้านอาหารของรีสอร์ท ว้า…อาหารอะไรๆ ก็แพงไปหมด แต่ที่จริงข้าวต้มกุ้งชามละ 50-60 บาทก็อร่อยไม่เลวนะ แถมเจ้าของรีสอร์ทเป็นชายไทยใจดี ที่ให้พวกเราพักห้องขนาดใหญ่โดยลดราคาให้ถึงเกือบ 40% เพราะห้องขนาดเล็กที่พวกเราจองไว้นั้นแขกที่พักไม่ยอมเช็คเอาท์ออก อย่างนี้จะว่าคนไทยเอาใจแต่ฝรั่งก็ไม่ใช่ซะแล้วนะ

     พวกเราลงความเห็นกันว่า เกาะนี้คงจะกลายเป็นเกาะของฝรั่งไปกว่าครึ่งแล้วล่ะ เพราะค่าครองชีพออกจะสูงเกินมาตรฐานคนไทยไปนิด เฉพาะค่ารถเหมาเที่ยวบนเกาะวันนึงพวกเราต้องจ่ายกัน 1,500-2,000 บาท อาหารก็ต้องกินข้าวกะเพราไก่ธรรมดาๆ เป็นการเที่ยวเกาะครั้งแรกที่ไม่ได้แตะซีฟู้ดเลยสักมื้อเดียว เฮ้อ… ว่ากันว่าคนทำมาหากินที่นี่บางคนล่ำซำขนาดส่งลูกไปเรียนเมืองนอกทีเดียวนะ โอ๊ะ…ขนาดนั้น

      เที่ยวนี้เราพลาด full moon ปาร์ตี้อันเลื่องชื่อที่เกาะพงันอย่างน่าเสียดาย เพราะวางโปรแกรมผิดไปนิดนึงว่าจะเดินทางไปในเช้าวันที่ 2 แต่ปรากฏว่างานปาร์ตี้นี้จัดในคืนแรกที่เราไปถึงสมุย เอาน่า โอกาสหน้ายังมี เช้าวันต่อมาเราจึงตรงดิ่งไปซื้อตั๋วเรือข้ามไปเกาะพงันกัน ระหว่างรอลงเรือก็เห็นฝรั่งเดินหน้าตาอิดโรยขึ้นจากเรือ สงสัยเพิ่งตื่นจากงาน full moon ปาร์ตี้ที่เกาะพงันแน่เลย เห็นแล้วก็ชักไม่แน่ใจว่าสนุกจริงรึเปล่า นั่งเรือจากเกาะสมุยข้ามไปพงันใช้เวลาแค่อึดใจ ก็ราว 1 ชม. ได้ เกาะพงันหลังคืน full moon ดูเงียบสงบมาก เต็มไปด้วยฝรั่งและข้าวของแพงๆ เหมือนเกาะสมุยเปี๊ยบ จะต่างกันก็ตรงถนนหนทางที่นี่ไม่สะดวกสบายเหมือนสมุย แม้เกาะจะมีขนาดไม่ใหญ่แต่การเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังอย่างอ่าวท้องนายปาน หรือน้ำตกธารเสด็จนั้นใช้เวลาชั่วโมงครึ่งถึงสองชั่วโมงทีเดียว พวกเรามีเวลาไม่มากนัก คนขับรถที่เราเช่าไปเที่ยวรอบเกาะจึงพาไปเที่ยวที่ใกล้ๆ อย่างเกาะม้าและน้ำตกแพงแทน มีการแวะนมัสการพระพุทธรูประหว่างทางเพื่อเอาฤกษ์เอาชัยเล็กน้อย

      ชายหาดที่ข้ามไปเกาะม้าได้มีอะไรให้ตื่นเต้นอยู่เหมือนกัน  ตอนแรกคนขับรถเล่าว่า เวลาน้ำลงเราสามารถเดินจากหาดนี้ข้ามไปเกาะได้เพราะระยะทางไม่กี่ร้อยเมตรและมีสันทรายเป็นแนวให้เดิน แหม ฟังดูน่าสนใจ แต่พอไปเห็นจริงๆ ก็ทำเอาขาสั่นไปเลย สันทรายที่ว่าเดินไปได้นั้นเกิดจากคลื่นในทะเล 2 ด้านซัดเข้ามากระแทกกันอย่างแรง ว้าว..เป็นภาพที่น่าดูมากทีเดียว พวกเราบางคนลองทำใจกล้าเดินต๊อกๆ ไปตามสันทรายเหมือนกันแต่ก็โดนคลื่นทั้ง 2 ด้านซัดโครมๆ ใส่อย่างกับเราเป็นหน้าผา สุดท้ายเลยถอยดีกว่า แล้วบึ่งรถต่อไปที่น้ำตกแพงกัน น้ำตกนี้ไม่ค่อยมีอะไรโดดเด่นสะดุดตาเท่าไหร่เป็นเหมือนลำธารมากกว่า ไม่มีน้ำตกมาจากหน้าผาให้เห็นเหมือนที่อื่น

     เช้าวันที่ 3 ของการเดินทางเป็นวันสำหรับท่องเกาะสมุยอย่างแท้จริง คนขับรถพาเราไปเริ่มต้นที่โปรแกรมขี่ช้างชมป่ากัน ซึ่งพวกเราถามราคาเสร็จแล้วก็ทำตาปริบๆ นั่งช้าง 30-45 นาทีในราคา 700 บาท ฮึ่ม..ไม่ได้เสียดายตังค์หรอกนะ แต่พวกเราสงสารช้างต่างหาก สรุปแล้วเลยได้แค่ถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก จากนั้นก็มุ่งหน้าต่อไปดูหินตาหินยายกัน ระหว่างทางยังได้แวะแอ็คท่าถ่ายรูปที่จุดชมวิวซึ่งเป็นหน้าผาสูงชันที่หันหน้าสู่ผืนทะเลสีฟ้าครามที่แสนกว้างใหญ่ พอชื่นชมกับธรรมชาติจนจุใจแล้วเราก็มุ่งตรงไปยังหินตาหินยาย หนึ่งในความแปลกประหลาดของธรรมชาติในแถบทะเลใต้ 2 ข้างทางเดินไปชมหินตาหินยายอุดมด้วยของที่ระลึกและขนม โดยเฉพาะกาละเมแสนอร่อยที่แม่ค้าหลายเจ้าหยิบยื่นให้เราชิมร้อนๆ จากหม้อ อืม..ของฟรีนี่อร่อยจริงๆ นะ คนที่ตั้งชื่อหินตาหินยายและนำมาโปรโมตเป็นสถานที่ท่องเที่ยวนี่นับว่ามีจินตนาการกว้างไกลไม่เลว แถมยังหัวธุรกิจอีกต่างหาก มีนักท่องเที่ยวมาเยือนที่นี่ปีละไม่น้อยแม้จะต้องเสียค่าเข้าชมก็ตาม

     จุดหมายต่อไปของพวกเรา คือ น้ำตกหน้าเมืองที่แน่นขนัดด้วยผู้คน เนื่องจากเป็นน้ำตกที่เดินทางเข้าไปสะดวกมาก จอดรถแล้วเดินไปสบายๆ ประมาณไม่ถึง 100 เมตร ไม่ต้องปีนป่ายอะไรให้เหนื่อยก็ได้เห็นสายน้ำไหลเชี่ยวตกจากหน้าผาสูงพอประมาณ เล่นน้ำตกพอชื่นใจแล้วเราก็ตรงดิ่งไปยังที่สุดท้ายที่วางแผนไว้ ซึ่งเรากะว่าคงเป็นไฮไลต์ของรายการวันนี้ทีเดียว นั่นคือ หาดเฉวง หาดทรายขาวสวยซึ่งเป็นที่โปรดปรานของบรรดานักท่องเที่ยว เส้นทางบนถนนที่ขนานกับชายหาดมีทั้งร้านค้า ร้านอาหาร และผับบาร์มากมาย บรรยากาศ

     ชวนให้นึกถึงหาดชื่อดังอย่างพัทยาจริงๆ หาดทรายขาวสะอาด และทะเลงามในยามอากาศเย็นนับว่ามีเสน่ห์ไม่แพ้ในหน้าร้อน เพราะมีทั้งแสงแดดเจิดจ้า ท้องฟ้าสดใส และสายลมเย็นสดชื่นที่ไม่ทำให้รู้สึกเหนียวตัวเลย นั่งกินลมชมทะเลเพลินๆ บนชายหาดสักพักเราก็เริ่มสังเกตว่าคลื่นบนหาดนี้ซัดแรงมาก ไม่ทันไรก็เห็นคนไทยช่วยกันลากฝรั่งหนุ่มคนนึงขึ้นจากทะเล สันนิษฐานว่าคงจะหมดแรงเพราะถูกคลื่นซัดแรงจนจมน้ำ น่ากลัวเหมือนกันแฮะ เห็นแล้วก็นึกเป็นห่วงบรรดาคนชอบเล่นน้ำทะเล ทางที่ดีคงต้องระมัดระวังกันให้มาก เพื่อความปลอดภัยอย่าไว้ใจทางอย่าวางใจทะเลจะดีกว่า ว่าแล้วพวกเราก็ลงไปเล่นน้ำกับเขาเหมือนกัน แหม..เจอทะเลสวยๆ แบบนี้ใครจะอดใจอยู่

     การเดินทางมาเยือนสมุยครั้งนี้นับว่าเป็นประสบการณ์ที่ไม่เลว เหมือนเปลี่ยนบรรยากาศไปเดินเล่นในต่างประเทศยังไงยังงั้น ต้องขอขอบคุณเจ้าหน้าที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยประจำสมุย ที่ให้ข้อมูลท่องเที่ยวเด็ดๆ และคำแนะนำดีๆ แก่พวกเรามากมาย แบบนี้เห็นทีต้องสนับสนุนกันด้วยการเที่ยวให้ทั่วไทยซะแล้ว

 

ทุกภาพสามารถคลิกให้เป็นภาพใหญ่ และส่งเป็นโปสการ์ดได้เลยครับ

ภาพซ้าย : ประวัติศาสตร์ไม่ซ้ำรอยเสียแล้ว พวกเรากุลีกุจอขึ้นไปจองที่นั่งก่อนใคร ไม่ตกรถไฟแล้วคราวนี้ ฮ่าฮ่า

ภาพขวา : รับลมชมวิวบนเรือ (สำราญ) ตอนนี้เพิ่งออกจากท่าเรือท่าทองบนฝั่งสุราษฎร์ใหม่ๆ ท้องฟ้ายังสดใส มีแสงแดดส่องให้อุ่นใจกำลังดี

ภาพซ้าย : เอาล่ะสิ เรือแล่นไปได้กลางทางเมฆฝนเริ่มตั้งเค้า คงอีกไม่ไกลล่ะน่า คิดแล้วเราก็ยังยิ้มสู้ต่อไป

ภาพขวา : เมฆฝนถ้าจะเอาจริง ยิ่งใกล้ถึงฝั่งสมุยก็ยิ่งมืด เราได้แต่นั่งภาวนาว่า "อย่าเพิ่งตกนะพี่ อั้นไว้ให้เราถึงเกาะก่อน"

ภาพซ้าย : อีกมุมหนึ่งของชายหาดริมรีสอร์ท Coco Palm เงียบสงบดีจริงๆ 

ภาพขวา : ว้าว! หันไปทางไหนก็เจอแต่มะพร้าว ขนาดริมหาดบนรีสอร์ทที่เราพักก็มีขึ้นเรียงเต็มหาดเลย

ภาพซ้าย : ภาพหาดูยาก รู้หรือไม่นี่เป็นกลุ่มคนไทยกลุ่มเดียวในรีสอร์ท Coco Palm เชียวนะ 

ภาพขวา : ชาวต่างชาติตัวน้อยวิ่งเตาะแตะเต็มรีสอร์ทเลย น้องคนนี้หลวมตัวยืนมองกล้องนานไปหน่อยเลยกลายเป็นเหยื่อพวกเรา

ภาพซ้าย : จากสมุยไปพงันนั่งเรือแค่แป๊บเดียว โต้คลื่นยังไม่ทันเหนื่อยเลยถึงแล้ว

ภาพขวา :  นี่แหล่ะวัดที่เราแวะไหว้พระเพื่อเป็นสิริมงคลก่อนตะลุยเกาะพงัน เป็นวัดเล็กๆ บนเขามีพระพุทธรูปอยู่ข้างในด้วย แต่หน้าตาข้างนอกดูเป็นวัดจีนจัง

ภาพซ้าย :  ฉากหลังเป็นภาพวิวทิวทัศน์ของเทือกเขาสลับซับซ้อนบนเกาะพงัน จุดนี้อยู่ตรงทางเดินขึ้นวัดที่ไปไหว้พระนั่นเอง

ภาพขวา :  จุดชมวิวบนเกาะสมุยระหว่างทางไปดูหินตาหินยาย มองไปเห็นทะเลไกลสุดสายตา 

ภาพซ้าย : เรากำลังยืนแอ็คท่าอยู่บนหินยาย ไม่รู้ว่าเขาคิดได้ยังไงว่าหน้าตาแบบนี้ต้องเป็นหินยาย

ภาพขวา : โฉมหน้าน้ำตกหน้าเมืองบนเกาะสมุย หน้านี้น้ำไม่ค่อยเยอะ คนต้องแย่งกันเล่นน้ำ  ดูสิบนน้ำตกยังมีต้นมะพร้าวเลย

ภาพซ้าย :  ฉลามน้ำจืดพันธุ์ใหม่หนีคนเล่นน้ำขึ้นมาเกยตื้นซะแล้ว

ภาพขวา : อีกมุมหนึ่งของน้ำตกหน้าเมือง มองจากพุ่มไม้ใต้น้ำตก 

ภาพซ้าย : ชายหาดเฉวงยามเย็นหลังคลื่นซัดสาดมาทั้งวัน คลื่นลมนี่ท่าจะเหนื่อยเป็นเหมือนกันนะ มีหยุดพักผ่อนตอนเย็นๆ ด้วย

ภาพขวา : พอคลื่นลมบนหาดเฉวงสงบได้ที่ คนก็เริ่มหนีหายไปเดินดูแสงสีริมถนนเลียบหาดกันหมด เหลือแต่พวกเรานั่งตบยุงกันนี่แหล่ะ

 
 
หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้ว  ครั้ง