ค้นหาเรื่องท่องเที่ยว
ภาพเด็ดวันนี้
เก็บตกมาฝาก
แพ็คเกจทัวร์
สนุก! คาราวาน
เรื่องของคนชอบเที่ยว
เที่ยวไปกินไป
ที่พักประทับใจ
ดูนก, ผีเสื้อ
ถามทาง
รีสอร์ท & สปา ทั่วไทย
อุปกรณ์ท่องเที่ยว
ผลัดกันไปชิม
ทริปเด็ดห้ามพลาด
ภาคเหนือ
ภาคกลาง
ภาคอีสาน
ภาคตะวันออก
ภาคใต้
ร้านอาหาร
ท่องราตรี
สองเท้าพาเดิน
เทศกาลงานเมือง
ช๊อปปิ้ง
เที่ยวผจญภัย
เที่ยวทะเล-ดำน้ำ
จักรยานเสือภูเขา
เที่ยวอนุรักษ์
ราคาทัวร์ทั่วไทย
วอลล์เปเปอร์
สายด่วนท่องเที่ยว
รวมเว็บท่องเที่ยว
เรื่องจากทางบ้าน
ข่าวท่องเที่ยว
บล็อค ท่องเที่ยว
เรื่องท่องเที่ยวต่างแดน
helper end
ท่องเที่ยว > เรื่องเที่ยวจากทางบ้าน > ภาคอีสาน
เรื่องเที่ยวจากทางบ้าน

ภูหลวง-แหล่งท่องเที่ยวในฝัน (ตอนที่1)

เอ็มเว็บ:ท่องเที่ยว! เที่ยวไทยไปกับนายสบาย>เลย>ภูหลวง

ดอกเอื้องสีตาลพบมากบริเวณเส้นทางศึกษาธรรมชาติลานสุริยัน
ดอกเอื้องสีตาลพบมากบริเวณเส้นทางศึกษาธรรมชาติลานสุริยัน
กล้วยไม้เอื้องแซะภู
กล้วยไม้เอื้องแซะภู
กุหลาบแดงกลางสายหมอกยามเช้าที่หน่วยพิทักษ์ป่าโคกนกกระบา
กุหลาบแดงกลางสายหมอกยามเช้าที่หน่วยพิทักษ์ป่าโคกนกกระบา
ใบเฟิร์นที่กำลังเปลี่ยนเป็นสีชมพูหวาน
ใบเฟิร์นที่กำลังเปลี่ยนเป็นสีชมพูหวาน
เอื้องสำเภางาม
เอื้องสำเภางาม

ภูหลวง-แหล่งท่องเที่ยวในฝัน (ตอนที่1)
3 กุมภาพันธ์ 2547
พิศ-พังงา


ตื่นตากับต้นดอกกุหลาบแดง (กุหลาบป่า) บานสะพรั่งรอบที่ทำการหน่วยโคกนกกระบา สัมผัสอากาศหนาวเย็น ถึง 5.8 องศา จนได้รู้จักนิยามคำว่า “หนาวสั่น” ครั้งแรกในชีวิต เพลิดเพลินกับการเดินป่ากลางสายหมอกสัมผัสบรรยากาศป่าดิบชื้นที่ชุ่มฉ่ำด้วยน้ำค้างเหมือนกับผืนดินหลังฝนตก เดินเลาะหน้าผาไปยังจุดชมวิวดอกกุหลาบแดงบานที่ “ผาเตลิ่น”

การเดินทางเพื่อสัมผัสบรรยากาศธรรมชาติป่า-ภูเขาเริ่มขึ้นอีกแล้ว ทริปแรกแห่งปี 47 ทริปนี้ตั้งใจที่จะไปถ่ายรูปดอกกล้วยไม้รองเท้านารีตามธรรมชาติ และดอกกุหลาบแดง

ดอกเอื้องขยุกขยุย พบแห่งเดียวในโลกที่ภูหลวง
ดอกเอื้องขยุกขยุย พบแห่งเดียวในโลกที่ภูหลวง

เอื้องตาเหิน
เอื้องตาเหิน

ยามเย็นที่ผาเยือง
ยามเย็นที่ผาเยือง

ข้อมูลทั่วไป

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า “ภูหลวง” ถูกกำหนดให้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2517 มีเนื้อที่ประมาณ 848 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 530,000 ไร่ ตั้งอยู่ในท้องที่ 4 อำเภอของจังหวัดเลย คืออำเภอด่านซ้าย ภูเรือ วังสะพุง และภูหลวง ได้มีการกำหนดพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวงเพิ่มเติมและเพิกถอนพื้นที่บางส่วนเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2534 มีเนื้อที่ประมาณ 897 ตารางกิโลเมตรหรือประมาณ 560,593 ไร่

เส้นทางศึกษาธรรมชาติอยู่ใกล้บริเวณหน่วยพิทักษ์ป่าโคกนกกระบา มีความยาวตลอดเส้นทางประมาณ 1,870 เมตร เป็นเส้นทางเดินตามพื้นที่ราบบนยอดเขาที่มีความสูงเฉลี่ย 1,400 เมตรจากระดับน้ำทะเล เส้นทางบางส่วนจะมีแนวหินโผล่ ลักษณะดินเป็นดินทรายสีขาวละเอียดและหน้าดินตื้น ซึ่งง่ายต่อการชะล้างพังทลาย

ตลอดเส้นทางจะปรากฎสังคมพืชที่เป็นป่าดิบเขา บางส่วนเป็นกลุ่มต้นไม้แคระแกรน และสภาพภูมิอากาศหนาวเย็นจึงทำให้ตามกิ่งก้านและลำต้นของต้นไม้มี มอส เฟิร์น ไลเคน กล้วยไม้ ขึ้นอยู่เป็นจำนวนมาก และบริเวณนี้ยังพบพันธุ์ไม้เขตหนาวที่กระจายพันธุ์ในประเทศจีนขึ้นอยู่บนภูหลวง เช่น ไม้สนแผงหรือแปกลม เมเปิลหรือก่วมแดงและบ๊วยจีน ไม้พื้นล่างของป่าเป็นพวก หญ้า เฟิร์น กล้วยไม้ดิน

เนื่องจากเส้นทางศึกษาธรรมชาติอยู่ใกล้หน่วยพิทักษ์ป่า ฯ โอกาสที่จะพบสัตว์ป่าขนาดใหญ่จึงมีน้อย ส่วนมากจะพบเพียงรอยเท้า เช่น รอยเท้าช้าง หมาใน เก้ง และสัตว์ป่าขนาดเล็กเช่น นก กระรอก ฯ พันธุ์ไม้ที่โดดเด่นคือ กุหลาบแดง กุหลาบขาวและกล้วยไม้ตระกูลรองเท้านารี นอกจากนี้ยังมีพันธุ์ไม้ที่พบเฉพาะที่ภูหลวงเดียงแห่งเดียวในโลก เช่น เทียนภูหลวง หิรัญภูหลวง และกล้วยไม้รองเท้านารีปีกแมลงปอ

แม้แดดจ้าแต่พวกเราก็เดินเล่นอาบแดดแบบสบาย ๆ เพราะอากาศหนาว
(ระหว่างรอรถมารับกลับริมถนนจากเดินป่าไปผาเตลิ่น
แม้แดดจ้าแต่พวกเราก็เดินเล่นอาบแดดแบบสบาย ๆ เพราะอากาศหนาว (ระหว่างรอรถมารับกลับริมถนนจากเดินป่าไปผาเตลิ่น


วันแรกของการเดินทาง

22.00 น. ออกเดินทางจากจุดนัดพบแถวพหลโยธินกับเพื่อนร่วมทางอีก 9 ชีวิต พร้อมผู้นำทริปอีก 1 คนที่ชื่นชอบดอกกล้วยไม้และถ่ายรูปอย่างมาก โปรแกรมเดินทาง 3 วัน 3 คืน กับรถตู้ 1 คัน ระหว่างการเดินทางมีรถวิ่งสวนมาบางตามาก ยังนึกว่าถ้าขับรถเก๋งมาคันเดียวคงต้องเสี่ยงภัยไม่น้อย เพราะสองข้างทางมีแต่ป่า+ภูเขา

ดอกเอื้องสำเภางาม
ดอกเอื้องสำเภางาม
กล้วยไม้รองเท้านารีอินทนนท์ลาว
กล้วยไม้รองเท้านารีอินทนนท์ลาว


ใบไม้ที่ชุ่มด้วยละอองน้ำค้าง+สายหมอก
ใบไม้ที่ชุ่มด้วยละอองน้ำค้าง+สายหมอก


วันที่สอง


04.30 น. ถึงด่านตรวจเข้าอุทยานแห่งชาติภูเรือ จอดรถรอเจ้าหน้าที่เปิดให้ขึ้นเวลา 05.00 น. หลังซื้อตั๋วผ่านด่านตรวจแวะศูนย์บริการนักท่องเที่ยวล้างหน้าแปรงฟันและที่พลาดไม่ได้คือประทับตราอุทยาน ฯ ลงในหนังสือพาสปอร์ตเที่ยวอุทยานและแผ่นโปสการ์ดเปล่าอีก 1 ปึกสำหรับแปะหลังภาพถ่ายส่งให้เพื่อน

หลังเสร็จภาระกิจนั่งรถขึ้นยอดภูเรือ จอดรถที่ลานก่อนถึงยอดและเดินต่อขึ้นไปจุดชมวิวยอดภูเรือ ณ วันนั้นนักท่องเที่ยวบางตาไม่หนาแน่นเหมือนช่วงปีใหม่ที่เคยไป แต่สิ่งที่คล้ายกันคือความงามของทิวเขาและดวงตะวันเบื้องหน้า

หลังดวงอาทิตย์ขึ้นจากขอบฟ้าเดินลงมาที่ลานจอดรถแล้วแวะทานอาหารเช้าที่ร้านอาหารใกล้ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว จากนั้นก็มุ่งหน้าตรงไปยังภูหลวง จุดหมายสำคัญของทริปนี้……….

เส้นทางสู่ภูหลวงถนนยังไม่ดีนัก บางช่วงจะเป็นดินแดง+ลูกรัง มีเฉพาะก่อนถึงที่ทำการหน่วยพิทักษ์ป่าโคกนกกระบาจะเป็นถนนซีเมนต์ คาดว่าถ้าเป็นหน้าฝนคงต้องใช้รถ 4x4 เท่านั้นถึงจะขึ้นไปได้ เพราะถนนช่วงที่เป็นดินแดง+ลูกรังจะค่อนข้างคดเคี้ยวและสูงชัน

ใบเมเปิลที่ร่วงหล่นก่อนหน้านี้จนกลายเป็นสีน้ำตาล
ใบเมเปิลที่ร่วงหล่นก่อนหน้านี้จนกลายเป็นสีน้ำตาล

ดอกไม้สีส้มสดตระกูลเดียวกับขิง-ข่า
ดอกไม้สีส้มสดตระกูลเดียวกับขิง-ข่า

ถึงบริเวณที่ทำการหน่วยพิทักษ์ป่าโคกนกกระบาก็ตื่นตากับดอกกุหลาบแดงที่บานสะพรั่งทั่วบริเวณ รวมถึงดอกกล้วยไม้เอื้องสำเภางามข้างที่ทำการช่อใหญ่ บ้านพักที่นี่เป็นเรือนไม้ใต้ถุนสูงปลูกกระจายอยู่ประมาณ 10 หลัง พวกเราจองที่พักได้ 1 หลังมี 2 ห้อง นอนห้องละ 5 คน อากาศช่วงสายๆของวันนั้นค่อนข้างหนาวเย็นกว่าบนยอดภูเรือ แต่ไม่ได้เฉลียวใจว่าเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าช่วงเย็น+กลางคืนจะหนาวเย็นมากๆ


นำสัมภาระเก็บที่พัก โปรแกรมถัดไปคือเดินศึกษาธรรมชาติและถ่ายรูปดอกกล้วยไม้ป่าที่ลานสุริยัน โดยการเดินเป็นวงกลม การเดินตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติโดยปกติต้องมีเจ้าหน้าที่หน่วย ฯ นำทาง แต่เหตุเพราะช่วงนั้นมีนักท่องเที่ยวขึ้นไปปริมาณมากกว่าเจ้าหน้าที่ซึ่งมีน้อยคน พวกเราก็เลยเดินกันเองโดยมีผู้นำทริปที่เชี่ยวชาญพื้นที่ภูหลวงนำทางและคอยชี้แนะให้ถ่ายรูปดอกกล้วยไม้ อาทิ เอื้องตาเหิน เอื้องสำเภางาม เอื้องตะขาบขาว เอื้องรวงข้าว ไลเค่นที่ออกดอกเล็กๆ สีแดงสด ข้าวตอกฤๅษีที่เริ่มเหี่ยวเฉา ผ่านหินนกกระบาที่เป็นสัญลักษณ์ของพื้นที่แห่งนี้ ผ่านลำธารเล็ก ๆ ที่มีใบเมเปิลร่วงเต็มพื้น เสียดายที่มาช้าไปใบเมเปิลร่วงเป็นสีน้ำตาลไปหมดแล้ว ซึ่งถ้าเป็นช่วงเดือนธันวาคมจะพบเห็นใบเมเปิลสีแดงเต็มพื้น สุดเส้นทางเป็นวงกลมที่ “ผาเยือง” ซึ่งเป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ตกยามเย็น เดินทางกลับที่พักเพื่อทางอาหารกลางวัน ผ่าน “เรือนประทับแรมโคกนกกระบา“ รอบบริเวณมีดอกกล้วยไม้หลายพันธุ์


หลังทานอาหารกลางวันต่างแยกย้ายพักผ่อน ตัวเราเองเดินถ่ายภาพดอกไม้บริเวณรอบ ๆ ที่ทำการหน่วย ฯ อาบน้ำก่อนที่จะค่ำมืดเพราะอากาศเริ่มหนาวเย็น โชคดีที่ห้องพักมีเครื่องทำน้ำอุ่นให้ด้วยแม้ว่าจะใช้การได้ไม่เต็ม 100 เพราะเป็นเครื่องทำน้ำอุ่นที่ใช้แก๊สแทนกระแสไฟฟ้า แต่ก็ดีกว่าอาบน้ำเย็นเฉียบ และเวลานัดหมายรวมกลุ่มอีกครั้ง

กล้วยไม้พันธุ์สิงโตสยาม
กล้วยไม้พันธุ์สิงโตสยาม

กุหลาบแดงบานสะพรั่ง
กุหลาบแดงบานสะพรั่ง

ทางเดินไปเรือนรับรองพิเศษ
ทางเดินไปเรือนรับรองพิเศษ
หินรูปร่างคล้ายนกกระบาสัญลักษณ์ของหน่วยพิทักษ์ป่าโคกนกกระบา
หินรูปร่างคล้ายนกกระบาสัญลักษณ์ของหน่วยพิทักษ์ป่าโคกนกกระบา

ดอกกุหลาบแบบถ่ายใกล้ ๆ
ดอกกุหลาบแบบถ่ายใกล้ ๆ


17.00 น. ออกเดินไปอีกเส้นทางชมความงามของธรรมชาติบริเวณเรือนรับรองพิเศษที่ดอกกุหลาบแดงบานสะพรั่ง จากนั้นเดินไปชมพระอาทิตย์ตกที่ผาเยืองบนเส้นทางเดิม ทิวทัศน์ที่ผาเยืองถ้าวันที่อากาศแจ่มใสจะมองเห็นทิวเขาสลับซับซ้อนสวยงามมาก หลังดวงตะวันลับฟ้าอากาศเปลี่ยนแบบกระทันหันจากหนาวไม่มากนักกลายเป็นเย็นยะเยือก + สายลมหนาว

หลังอาหารเย็นรีบชวนกันเข้าไปพักผ่อนดูทีวีที่อาคารที่ทำการ ฯ เพื่อหลบอากาศหนาวพร้อมพยายามดื่มน้ำขิงร้อน ๆ ตามสูตรที่เคยรู้มาว่าจะช่วยผ่อนคลายความหนาวได้บ้าง แต่ก็ได้ไม่มากนัก เดินกลับห้องพักประมาณ 2 ทุ่มกว่าเนื่องจากทราบมาว่าไฟฟ้าที่นี่จะดับตอน 3 ทุ่ม เพราะใช้เครื่องปั่นไฟฟ้าเอง

ช่วงกลางคืนหนาวมากแม้ว่ามีถุงนอนและผ้าห่มคลุมอีก 1 ผืน นอนหลับ ๆ ตื่น ๆ จนรุ่งเช้ารู้แต่ว่าในใจภาวนาว่าเมื่อไหร่จะเช้าซะที!!!! เพราะทรมานกับอาการหายใจลำบากเนื่องจากอากาศหนาว ตอนเช้าเต็มไปด้วยสายหมอกและลมแรง ดูปรอทหน้าบ้านพักอุณหภูมิ 9 องศา ซึ่งคาดว่ากลางคืนต้องต่ำกว่านั้นแน่ ๆ โปรแกรมเช้านี้ต้องตื่นตี 5 ครึ่งเพื่อเดินไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ “ผาช้างผ่าน” แต่เหตุเพราะอากาศหนาวเย็นและมีหมอกหนาพวกเราเลยพร้อมใจกันสละสิทธิ์โปรแกรมนี้

ติดตาม "ภูหลวง-แหล่งท่องเที่ยวในฝัน" ตอนจบ ได้ที่นี่ค่ะ

การเดินป่าอย่างถูกวิธี
  • เดินอย่างออมกำลัง
  • ฝึกสายตาให้คุ้นเคยกับสภาพป่า
  • ไม่ส่งเสียงดังระหว่างเดิน
  • เดินตามทางเท้า
  • ปกปิดร่างกายให้มิดชิด
  • เดินแถวเรียงเดี่ยว
  • อาหารกระป๋อง กล่องโฟม ขวดน้ำพลาสติกกินเสร็จแล้วนำออกมาทิ้งนอกพื้นที่เดินป่า
  • ควรพักทุก 1 ชั่วโมง ประมาณ 5-10 นาที
  • ไม่ควรเดินคนเดียว และปฏิบัติตามกฎ กติกา มารยาท ที่ปิดประกาศไว้ตามจุดต่าง ๆ
  • ไม่ควรเด็ด เก็บ ทำลาย หรือนำสิ่งต่าง ๆ ออกจากป่า
  • ไม่ควรนำอาวุธประเภท ปืน ติดตัวเข้าไปในเขตป่า
  • กองไฟหรือก้นบุหรี่ควรดับให้สนิท
  • เดินด้วยความเร็วสม่ำเสมอ ทำให้ไม่เหน็ดเหนื่อยมาก
จุดชมวิวผาสมเด็จกลางสายหมอก
จุดชมวิวผาสมเด็จกลางสายหมอก


ทิวทัศน์ผาเตลิ่นจากจุดชมวิวริมทางเดินมองเห็นภูเขาเป็นชั้น ๆ
ทิวทัศน์ผาเตลิ่นจากจุดชมวิวริมทางเดินมองเห็นภูเขาเป็นชั้น ๆ

สิ่งที่ต้องเตรียมสำหรับการพักค้างแรมบนภูหลวง
  • ไฟฉาย
  • รองเท้าสวมสบาย
  • เตรียมสุขภาพให้แข็งแรง
รอยเท้าไดโนเสาที่เห็นเด่นชัดเพราะพวกเราใช้น้ำราดตามรอยแล้วถ่ายภาพ
รอยเท้าไดโนเสาที่เห็นเด่นชัดเพราะพวกเราใช้น้ำราดตามรอยแล้วถ่ายภาพ
ดอกกุหลาบขาวที่พบแค่ 2 ดอก
แต่จะบานสะพรั่งทั่วภูหลวงในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน
ดอกกุหลาบขาวที่พบแค่ 2 ดอก แต่จะบานสะพรั่งทั่วภูหลวงในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน
 
 
หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้ว  ครั้ง
 

ความคิดเห็นเกี่ยวกับ: ภูหลวง-แหล่งท่องเที่ยวในฝัน (ตอนที่1)

แสดงความคิดเห็น

ซ่อนความคิดเห็น

รำคาญข้อความโฆษณา หรือพบข้อความไม่เหมาะสม กรุณาช่วยกันคลิก " แจ้งลบ " เพื่อช่วยให้ทีมงานดำเนินการลบข้อความดังกล่าวได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ขอบคุณมากค่ะ

จำนวนข้อความทั้งหมด 65

  1. Re: ภูหลวง-แหล่งท่องเที่ยวในฝัน (ตอนที่1)

  2. Re: ภูหลวง-แหล่งท่องเที่ยวในฝัน (ตอนที่1)

  3. Re: ภูหลวง-แหล่งท่องเที่ยวในฝัน (ตอนที่1)

  4. Re: ภูหลวง-แหล่งท่องเที่ยวในฝัน (ตอนที่1)

  5. Re: ภูหลวง-แหล่งท่องเที่ยวในฝัน (ตอนที่1)

  6. Re: ภูหลวง-แหล่งท่องเที่ยวในฝัน (ตอนที่1)

ร่วมแสดงความคิดเห็น

[เพิ่มเติม]

รหัสความปลอดภัย

ต้องการรหัสอื่น

เงื่อนไข การร่วมแสดงความคิดเห็น ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็บบอร์ดไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหาย ต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ feedback@sanook.com เพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบและทำการลบข้อความนั้น ออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้