ค้นหาเรื่องท่องเที่ยว
ภาพเด็ดวันนี้
เก็บตกมาฝาก
แพ็คเกจทัวร์
สนุก! คาราวาน
เรื่องของคนชอบเที่ยว
เที่ยวไปกินไป
ที่พักประทับใจ
ดูนก, ผีเสื้อ
ถามทาง
รีสอร์ท & สปา ทั่วไทย
อุปกรณ์ท่องเที่ยว
ผลัดกันไปชิม
ทริปเด็ดห้ามพลาด
ภาคเหนือ
ภาคกลาง
ภาคอีสาน
ภาคตะวันออก
ภาคใต้
ร้านอาหาร
ท่องราตรี
สองเท้าพาเดิน
เทศกาลงานเมือง
ช๊อปปิ้ง
เที่ยวผจญภัย
เที่ยวทะเล-ดำน้ำ
จักรยานเสือภูเขา
เที่ยวอนุรักษ์
ราคาทัวร์ทั่วไทย
วอลล์เปเปอร์
สายด่วนท่องเที่ยว
รวมเว็บท่องเที่ยว
เรื่องจากทางบ้าน
ข่าวท่องเที่ยว
บล็อค ท่องเที่ยว
เรื่องท่องเที่ยวต่างแดน
helper end
ท่องเที่ยว > เรื่องเที่ยวจากทางบ้าน > ภาคเหนือ
เรื่องเที่ยวจากทางบ้าน

หนีมรสุม...มุ่งสู่ทีลอซู

เอ็มเว็บ:ท่องเที่ยว! เที่ยวไทยไปกับนายสบาย













หนีมรสุม...มุ่งสู่ทีลอซู
26 พฤศจิกายน 2546
เรื่องโดย...ศศิกานต์

การเดินทางของคณะเราในครั้งนี้มีเป้าหมายอยู่ที่ "หมู่เกาะอ่างทอง" พวกเรา8 ชีวิต เตรียมตัวกันมาเป็นอย่างดี เรียกว่าอุปกรณ์ในการลุยทะเลเพียบ แต่แล้วเหมือนสวรรค์แกล้ง ก่อนขึ้นรถเพียงแค่1ชั่วโมง ทางหมู่เกาะอ่างทองก็โทรมาแจ้งข่าวร้ายว่าจะมาก็ได้แต่เรือไม่ออกเพราะติดพายุ มีเฮเลยค่ะ ทำไงดี เมื่อใจมันจะเที่ยวให้กลับลำก็ลำบากแล้ว เจิ้นในฐานะประธานในการจัดทริปนี้ จึงคิดแผนสดประกาศกร้าวว่า…"ป่ะพวกเราไปทีลอซูกัน"  อ้าวววว!!!!! มาถึงขั้นนี้แล้วไปไหนก็ไปกันครับเพ่ การเดินทางของพวกเราจึงบ่ายหน้าจากสายใต้ไปหมอชิต... โดยมี ทีลอซู ป็นที่หมาย เย้!

23 ตุลาคม 2546
เมื่อประกาศกร้าวออกมาแล้ว เช้ามืดวันนี้พวกเราจึงมายืนอยู่ใจกลางจังหวัดตาก ที่อำเภอแม่สอด อากาศยามเช้ามีหมอกลง เย็นสบาย จะควานหาเสื้อที่หนาที่สุดก็เจอแต่สายเดี่ยวกับขาสั้น พวกเราต่อรถจากท่า บขส. ด้วยรถสองแถวเพื่อขึ้นสู่อำเภออุ้มผาง ทางขึ้นเขาเป็นทางหักศอกไปตลอดทางใช้เวลาในการเดินทาง3ชั่วโมง ทำเอาวิงเวียนไปตามๆกัน เมื่อถึงที่วางสัมภาระ แต่ยังไม่ทันหายใจครบ10ที พวกเราก็พาร่างกายอันแช่มชื่นมาลงบนเรือยาง นั่งล่องแม่น้ำแม่กลอง ผ่านน้ำตกทีลอจ่อ เหมือนม่านน้ำที่ธรรมชาติสร้างให้นักเดินทางได้หายเหนื่อย เฟิร์นสีเขียวยิ่งขับให้สายน้ำที่ไหลลงมาดูมีเสน่ห์ อดใจไม่ไหวทำให้ต้องงัดกล้องออกมาถ่ายรูป

และแล้วเมื่อเรือยางไม่สามารถทานกระแสน้ำที่ไหลอย่างเชี่ยวกราดไปได้ พี่คนนำทางบอกให้พวกเราหมอบๆๆๆ ฉันได้ยินเสียง
ตูม! พร้อมๆกับ ปัง! เรือถากไปกับโขดหิน จุ๊บรักกล้องยิ่งชีพ เอาแขนรับหินไปเต็มๆได้แผลมาเต็มแขน แต่ยังโชคดีที่ไม่เป็นอะไรมาก พอหายตกใจก็นับเพื่อน เอ่ย! หายไป1คน เสียงตูมตะกี้ …แต่ยังไม่ทันหายสงสัย เจิ้นก็โผล่หัวขึ้นมาจากน้ำ "ตะกี้ใครถีบตู" ตกน้ำให้เย็นพอหายเหนื่อยก็ล่องเรือต่อมาจนถึง “ผาแดง” เป็นผาหินที่มีสีแดง ธรรมชาติทำให้ทึ่งได้อีกครั้ง ใช้เวลาในการเดินทางทั้งสิ้น 2 ชั่วโมง













มาถึงจุดที่ต้องลงเดินชื่อท่าทราย เอา4โมงเย็น พี่ที่นำทางพาเดินไปทางลัดเพื่อขึ้นสู่ที่พักให้ได้ก่อนจะมืด ทางเดินเป็นทางชันไปตลอด ตันไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านให้ได้อาศัยหลบแดด เดินไปพักไปช่วยกันถ่วง เอ่ย.... ทำเวลาสุดๆ เหนื่อยจนได้ที่พี่ที่นำทางก็เดินมายื่นมะนาวให้1ลูก บอกว่าให้ดมเวลาไม่ไหว แปลกแต่จริง หอมชื่นใจ ดมไปดมมาเลยปอกกินกันซะเลย เร่งทำเวลากันตลอดทาง เมื่อฟ้าเริ่มมืด พี่คนนำทางก็เริ่มฉายไฟให้พวกเราเดิน ป่าในเวลาค่ำคืนมืดจนทำให้รู้สึกว่าเย็นยะเยือก ถ้าไม่มีพี่นำทางนะ อึ๋ย....

เดินตามกระบอกไฟฉายเหมือนแมงเม่าบินตามแสงไฟ ขาเริ่มหนัก เดินๆๆๆ ในที่สุด!!! ถึงที่พักเวลาประมาณ 2 ทุ่ม แถบจะทอดขาวางพักเลย เหนื่อยมากๆ แต่พี่ๆที่นำทางยังต้องไปหาข้าวให้พวกเรากินอีก เกรงใจพี่จังเลย... ก่อนนอนคืนนี้นั่งรับลมเย็นสบาย พร้อมกับการพูดคุยถึงความเหนื่อยที่สนุกในวันนี้ของพวกเรา แขนจุ๊บเริ่มบวมแต่จุ๊บใจแข็งมากเลย นั่งกรึ๊บเหล้าไปเป๊ก 2เป๊ก ได้เวลาคลานเข้าเต็นท์ นอนเอาแรงก่อน พรุ่งนี้เช้าเราจะไปเล่นน้ำตกกัน














24 ตุลาคม 2546

ตื่นครับๆๆๆ ...หกโมงเช้า โผ่ลออกมาจากเตนท์มองไปรอบๆตัวเห็นหมอกเป็นริ้วๆพาดสลับไปกับแนวของต้นไม้ในป่า พื้นหญ้าที่ชื่นแฉะ ฉันสูดหายใจลึกๆให้อากาศเย็นฉ่ำเข้าไปในปอดเพราะอากาศแบบนี้หาไม่ได้ในชีวิตประจำวัน

เราเริ่มต้นเช้านี้ด้วยข้าวต้มร้อนๆที่พี่ทำให้กินกัน พร้อมกับเสียงที่บอกว่า กินเยอะๆนะครับวันนี้เดินอีกไกล โอ๊ว.... มันส์แน่   ฉันชอบพี่ที่นำทางของพวกเรามากตรงที่ไม่ว่าจะยังไง พูดอะไรพี่ก็พูด "ครับ" คือสุภาพมาก ทุกครั้งเลย จนบางทีอดไม่ได้ต้องหันไปส่งค้อนให้เพื่อนทะโมนอยู่บ่อยๆ

ทางเข้าน้ำตกจะมีเจ้าหน้าประจำที่หน้าป้อม พร้อมป้ายที่ติดไว้ว่า "ห้ามนำ ถุงพลาสติก , ลูกอม , ยาสระผม เข้าไป"  อืมมม ดีมากเลย   เดินไปตามทางตลอดทางจะมีป้ายปักบอกเป็นจุดๆไว้ ว่าตรงนี้มีระบบนิเวศอะไรบ้าง นอกจากจะเพลิดเพลินกับธรรมชาติแล้ว ยังได้ความรู้ไปตลอดทางด้วย ระยะทาง1ก.ม.เท่านั้น จากที่พักไปน้ำตก

เมื่อมาถึงน้ำตกไอน้ำเย็นปะทะหน้า ทำให้ฉันต้องมองตรงมาข้างหน้า สิ่งที่ฉันเห็นคือม่านน้ำตกขนาดใหญ่ที่ไหลต่อกันลงมาอย่างไม่ขาดสาย เสียงน้ำที่ไหลตกลงมาก็บรรยายถึงความยิ่งใหญ่ได้เป็นอย่างดี ความสูงของน้ำที่ตกลงมาแบ่งเป็นชั้นๆ ชั้นต่ำสุดสูงประมาณตึก2ชั้น สายน้ำเย็นฉ่ำที่ไหลผ่านหน้าฉันไปทำให้อดใจไม่ไหวที่จะต้องเอาตัวลงไปจุ่ม ใจนึกถึง สนอกเกิ้ล ในเป้ ! ดำดูน้ำตก แทนทะเล เอานะ...แม้ว่าจะมีเสียงเล่าลือกันมาว่าหินบางส่วนได้ถล่มลงมาแล้ว ทำให้ม่านน้ำลดขนาดความยิ่งใหญ่ลงมา แต่ภาพตรงหน้าที่ได้เห็น เสียงน้ำที่ได้ยิน ทำให้ต้องนึกจินตนาการถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ

"ไปโดดน้ำตกกัน" เหมือนหูฝาด หันไปดูพี่ที่เดินนำทางชวนหนุ่มๆที่ไปด้วย ไปวัดใจ งานนี้ไม่ไปก็กระไรอยู่ หนุ่มๆ 5คน ขึ้นไปยืนเรียงแถว พร้อมเสียงเชียร์จากคนเบื้องล่าง ค่อยๆโดดลงมาจมหายไปกับฟองน้ำขาวฟู แล้วโผล่ขึ้นมายิ้มกันทุกคน หน้ามันฟ้องว่ามันส์มาก ก่อนกลับหันไปหันมาเจอเปลือกลูกอม ก้มลงเก็บใจก็นึกถึงป้ายหน้าทางเข้า เอานะช่วยกันเก็บ ช่วยกันรักษา ให้ธรรมชาติอยู่กับเราไปนานๆ ใจก็นึกด่าคนทิ้งไปแล้วเรียบร้อย

เก็บสัมภาระเดินลงมาขึ้นเรือยางกลับที่พักที่รีสอร์ท ว่าขาไปหินแล้ว ขากลับ เจ๊อยากตาย คือทางที่ว่าเดินลาดลงเรื่อยๆเมื่อวานบัดนี้มันโค-ตะ-ระ ชันเลยเฟ้ย เอาไม่ไผ่มาค้ำเดิน ดมมะนาว ทางเป็น85องศา ขาปีนกลับนี่รีดน้ำหนักไปได้หลายโล ใจนึก ไม่หวายยยแล้ว แต่ก็เห็นคุณตาเดินถือขวดน้ำมา 1ขวด ไม่มีไม้ไผ่ช่วยเดินด้วย เดินหน้านิ่งๆ มากับคุณยาย อืมมมม เดินต่อไป หันไปมอง

คนข้างตัวที่สละถุงเท้ามาให้ใส่เดิน งานนี้ได้ใจไปเต็มๆ กว่าจะลากสังขารลงมาได้ก็ประมาณบ่าย3โมงแล้ว พอเดินเอาเท้าแช่น้ำเหมือนได้ขึ้นสวรรค์ มีความสุขมาก มากที่สุด

เรานั่งเรือยางดูน้ำ ดูต้นไม้ หลบกิ่งไม้กันไป พร้อมเสียงคุยกันถึงวีรกรรมของแต่ละคน แต่คนที่เพื่อนๆรักและอารมณ์ดีทุกเวลาต้องยกให้เจิ้นเลย นายแน่มาก นัทขอเป็นนายท้ายพายเรือ เพื่อนๆช่วยกันส่งใจช่วยให้ถึงที่พักอย่างปลอดภัย ถึงจุดลงเรือมีรถจากรีสอร์ทมารอรับเรา รถสองแถวสุดซิ่งคันเดิม และลุงคนขับคนเดิม แกช่างใจดีถามว่า กินน้ำกินอะไรกันมั้ย ลุงให้ยืมตังค์

นั่งรถกลับผ่าน
"เนินพิศวง"  เอ๊ะ เป็นไง น้องเหมียวบอกว่า เนินนี้ถ้าจอดรถเฉยๆรถจะไหลย้อนขึ้นเนิน แน๊ะ แปลกแต่จริง กลับถึงที่พักกินข้าวเย็นกัน ก่อนนอนเสียงน้ำยังก้องอยู่ในหู














25 ตุลาคม 2546

ตี5 เช้านี้เราจะไปดูม่านหมองที่ "ดอยหัวหมด" กัน น่าเสียดายที่วันนี้ไม่ค่อยได้เห็นหมอกอย่างที่ใจหวัง ถามพี่ที่พาไปเค้าบอกว่าจะเห็นหมอกหนาตาตอนหลังฝนตก ถ้าเมื่อวานฝนตก วันถัดมาหมอกจะเยอะ แต่อากาศก็ยังเย็นเจี๊ยบเหมือนเดิม

พวกเราโอ้เอ้ๆจน11โมงจึงอำลาจากมาเดินทางกลับเข้าสู่อำเภอแม่สอด ผ่าน1,250 โค้งอีกครั้ง แต่คราวนี้รู้แกวเลยเตรียมมะนาวฝานจิ้มเกลือมาดักไว้ ขนาดเตรียมมายังเวียนหัวซะ ลงมาเกือบเข้าเมืองลุงพาไปแวะ
"น้ำตกพาเจริญ" น้ำตกเล็กๆ เป็นชั้นๆ ทำไว้เจริญแล้ว แต่ดูแลดีมาก ปลูกต้นไม้ดอกไม้สวยงาม บ่ายสามแล้วลุงพาไปกินส้มตำจ้าวเด็ดของลุง อร่อยอย่างที่แกคุยไว้จริงๆ

ท้องอิ่มก็ไปเดินตลาดแม่สอด ติดชายแดนไทยพม่า แล้วไปวัดพม่าที่มีพระนอนองค์ใหญ่ที่สุด ใหญ่จริงๆ พระพม่าองค์นี้ดูใจดี หน้ายิ้มไม่เหมือนที่ได้เคยเห็นๆมา ก่อนลาจากจังหวัดตากพวกเราได้รับการต้อนรับอย่างดีจากน้องฟิก พาไปกินข้าวซอยที่อร่อยที่สุดในภาคเหนือ ชามยักษ์ขอบอก อิ่มมาก อร่อย อิ่มน้ำใจน้องฟิกด้วย ขอบคุณมากครับ

นั่งรถเข้ากรุงเทพฯ เจอด่านตรวจเยอะมาก แล้วก็นะไม่ได้เอาบัตรประชาชนพกติดตัว เกือบไปแล้วต้องร้องเพลงชาติ ใครจะเดินทางไปไหนไม่ว่าไกลหรือใกล้บัตรประชาชนสำคัญกว่าบัตรเครดิตนะคะ... ห้ามลืม


ฉันหลับไปบนรถพร้อมเสียงน้ำที่ยังก้องอยู่ในหู ความสุข ความสนุกแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นเลยถ้าไม่ได้มากับเพื่อนๆทุกคนในทริปนี้ แต่ใจก็ยังแอบหวังว่าอีกไม่นานเราจะได้ไปหมู่เกาะอ่างทองใช่มั้ยเจิ้น?

 
 
หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้ว  ครั้ง
 

ร่วมแสดงความคิดเห็น

[เพิ่มเติม]

รหัสความปลอดภัย

ต้องการรหัสอื่น

เงื่อนไข การร่วมแสดงความคิดเห็น ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็บบอร์ดไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหาย ต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ feedback@sanook.com เพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบและทำการลบข้อความนั้น ออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้