แนะนำสถานที่ ท่องเที่ยว ที่พัก โรงแรม  การเดินทาง ร้านอาหาร   ทัวร์ ทะเล ภูเขา น้ำตก ล่องแก่ง เดินป่า ดอกไม้
  ค้นหาเรื่องท่องเที่ยว
 
ภาพเด็ดวันนี้
เก็บตกมาฝาก
แพ็คเกจทัวร์
สนุก! คาราวาน
เรื่องของคนชอบเที่ยว
เที่ยวไปกินไป
ที่พักประทับใจ
ดูนก, ผีเสื้อ
ถามทาง
รีสอร์ท & สปา ทั่วไทย
อุปกรณ์ท่องเที่ยว
ผลัดกันไปชิม
ทริปเด็ดห้ามพลาด
ภาคเหนือ
ภาคกลาง
ภาคอีสาน
ภาคตะวันออก
ภาคใต้
ร้านอาหาร
ท่องราตรี
สองเท้าพาเดิน
เทศกาลงานเมือง
ช๊อปปิ้ง
เที่ยวผจญภัย
เที่ยวทะเล-ดำน้ำ
จักรยานเสือภูเขา
เที่ยวอนุรักษ์
ราคาทัวร์ทั่วไทย
วอลล์เปเปอร์
สายด่วนท่องเที่ยว
รวมเว็บท่องเที่ยว
เรื่องจากทางบ้าน
ข่าวท่องเที่ยว
บล็อค ท่องเที่ยว
เรื่องท่องเที่ยวต่างแดน
helper end
 
ท่องเที่ยว > เที่ยวกับ นุ บางบ่อ > เที่ยวต่างแดน
เที่ยวต่างแดน

ล่องโขงตามฝูงโลมาที่คาเช

ท่องเที่ยว ททท. การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ที่พัก ร้านอาหาร การเดินทาง

ล่องโขงตามฝูงโลมา…ที่คาเช

เฉยเฉย...เรื่อง / ภาพ
ออนไลน์วันที่ 13 กันยายน 2550

     โลมาอิรวดี เจ้าของรอยยิ้มอันอบอุ่น มีชื่อเรียกตามแม่น้ำอิรวดีในประเทศพม่า หากคนไทยคุ้นเคยกันในชื่อ “โลมาหัวบาตร” หรือ “โลมาหัวบาตรหลังครีบ” ในขณะที่ชาวประมงบางแห่งเรียก “โลซิก” โลมาอิรวดี เป็นสัตว์กลุ่มวาฬและโลมาซึ่งมีสถานะเสี่ยงต่อการใกล้สูญพันธุ์ เนื่องจากโลมาอิรวดีมีวิถีความเป็นอยู่สัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับความอุดมสมบูรณ์ของถิ่นที่อยู่อาศัย และอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงทางสภาพแวดล้อมแหล่งอาหาร

อย่างไรก็ตาม แม่น้ำโขง อันอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่หลากหลาย ยังคงเป็นหนึ่งในบ้านอันอบอุ่นของเจ้าโลมาอิรวดี ซึ่งว่ายเวียนหว่านรอยยิ้มอันแสนหวานคอยประดับริ้วน้ำโขงขุ่นเข้มนั้นอยู่เสมอมา....

  ฉันเดินทางจากพนมเปญเพื่อเยี่ยมเยือนบ้านหลังนั้นของโลมาอิรวดีที่คาเช เมืองเล็กๆ ซึ่งสายน้ำโขงโค้งพาดผ่าน การเดินทางสามารถเลือกที่จะล่องเรือไปตามลำน้ำโขงหรือโดยสารรถยนต์ไปก็สะดวกสบายไม่แพ้กัน จะต่างกันก็เพียงแค่บรรยากาศและวิวทิวทัศน์สองข้างทางให้แต่ละคนเลือกซึมซับ หากผู้คนที่นี่ส่วนใหญ่แล้วมักใช้รถตู้เป็นพาหนะในการเดินทางข้ามจังหวัด แต่ถ้าต้องเดินทางระยะใกล้ก็นิยมใช้ม้าหรือวัวเทียมเกวียนเป็นพาหนะแทน

ด้วยเงื่อนไขทางด้านเวลา ฉันเลือกเดินทางโดยรถยนต์จากกรุงพนมเปญมุ่งหน้าสู่จังหวัดคาเช แต่นั่นก็ต้องใช้เวลากว่า 6 ชั่วโมงเลยทีเดียว ภาพของผู้คนและชุมชนซึ่งมองผ่านหน้าต่างรถตลอดริมสองข้างทางนั้นมีลักษณะคล้ายคลึงกับต่างจังหวัดของบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นหน้าตา การแต่งกาย อาหารการกิน การปลูกสร้างบ้านเรือน และการประกอบอาชีพ ที่ต่างกันจนเห็นได้ชัดก็คงหนีไม่พ้นเรื่องสภาพแวดล้อมธรรมชาติซึ่งยังคงความอุดมสมบูรณ์ จนหลายๆ พื้นที่ในประเทศกัมพูชาได้รับการยกย่องให้เป็นบริเวณที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงในอันดับต้นๆ ของโลก

นอกจากนั้นตลอดการเดินทาง ฉันยังได้ผ่านพบกับภูมิประเทศของพื้นที่ชุ่มน้ำ หนอง บึง อันแปลกตาไม่คุ้นเคย ซึ่งเกิดจากการไหลบ่าและแรงหนุนจากแม่น้ำโขง ก่อเกิดเป็นแหล่งอาหารทั้งพืชและสัตว์นานาชนิดให้ผู้คนท้องถิ่นได้เก็บเกี่ยวความอุดมสมบูรณ์นั้นอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย  ความเป็นไปอันไม่คุ้นเคยเหล่านั้นทำให้ 6 ชั่วโมงของการเดินทางคล้ายเป็นเพียงชั่ววูบ จนกระทั่ง คาเช ปรากฏผ่านเข้ามาในที่สุด....

  คาเชเป็นเมืองเล็กๆ เลียบแนวฝั่งโขงอันเงียบสงบ ที่นี่จะมีไฟฟ้าใช้เพียงพื้นที่ในเขตเมือง แต่สำหรับหมู่บ้านรอบนอกแล้ว แต่ละบ้านจะใช้หม้อแบตเตอรี่ ตะเกียงเจ้าพายุ หรือพลังงานชีวภาพที่ได้จากมูลหมูทดแทนไฟฟ้าและเทียนไขอันมีราคาแพงและสิ้นเปลืองมากกว่า ซึ่งทำให้ฉันอดคิดไม่ได้ว่า ความเป็นไปเช่นนั้นช่างสวนทางกับอีกหลายๆ ประเทศที่กำลังเร่งสร้างเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าอย่างไม่ลืมหูลืมตาดูว่า ผลกระทบที่จะตามมานั้นจะหนักหนาสักเพียงไร ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อมและความสัมพันธ์ของผู้คนที่ถูกวัดกันด้วย “มูลค่า” แทน “คุณค่า” ที่เคยมีมาต่อกัน 

ยามเช้าของคาเชเหมาะแก่การเดินตลาดสดยิ่งนัก มีทั้งผักและปลาสดนานาชนิดที่เราอาจจะคุ้นตาและคุ้นเคยกับรสชาติ ตลาดปลาที่คาเชมีปลาให้เลือกหลากหลาย เพราะลุ่มน้ำโขงและพื้นที่ชุ่มน้ำรายรอบก่อให้เกิดการทำอาชีพประมงเป็นส่วนใหญ่ อีกทั้งปลาและผักที่นี่ปลอดสารพิษและยังไม่ถูกคุกคามจากการใช้สารเคมีอีกด้วย

หลังจากออกแรงยามเช้าด้วยการเดินชมตลาดสดแล้ว ฉันเดินทางต่อเข้าไปในหมู่บ้านเพื่อลงเรือล่องชมโลมา ซึ่งต้องใช้เวลาอีกประมาณ 30 นาทีโดยรถยนต์ บรรยากาศยามเช้าค่อนข้างเหมาะในการเดินทางเนื่องจากสภาพอากาศไม่ร้อนจนเกินไปนัก ฉันนั่งรถแล่นเลียบลำน้ำโขงอย่างไม่เร่งร้อน ตลอดเส้นทางผ่านทั้งผู้คนและชุมชนละแวกใกล้เคียงเป็นบรรยากาศให้ซึมซับอย่างไม่รู้จักเบื่อ ไม่นานนักฉันก็มาถึงท่าเรือหางยาว ซึ่งคอยให้บริการนักท่องเที่ยวที่แวะมาเยี่ยมเยือนบ้านอันอบอุ่นของเจ้าโลมาอิรวดีแห่งนี้ ซึ่งมีจำนวนมากถึงหลายหมื่นคนต่อปี

ก่อนลงเรือ ฉันก็ได้ฟังข้อควรปฎิบัติในการล่องโขงดูโลมา ไม่ว่าจะเป็นการห้ามส่งเสียงดังรบกวนเวลาที่เห็นโลมา ห้ามให้อาหารและห้ามแล่นเรือเข้าไปใกล้จนเกินไป อีกทั้งตำนานความเชื่อของชุมชนเกี่ยวกับโลมาอิรวดีจากคนขับและลูกเรือซึ่งเป็นชาวบ้านในพื้นที่ ฉันนั่งฟังอย่างตั้งอกตั้งใจพร้อมๆ กับพยายามนึกภาพตามเรื่องเล่านั้นไปด้วย

“ในอดีตมีเทพารักษ์องค์หนึ่งเกิดหลงรักหญิงสาวชาวบ้านคนหนึ่งที่มากราบไหว้ต้นไม้ซึ่งตนสิงสถิตย์อยู่ เทพารักษ์จึงไปขออนุญาตหัวหน้าเทพารักษ์เพื่อแต่งงานกับหญิงคนนั้น แต่หัวหน้าเทพารักษ์ไม่อนุญาต เทพารักษ์จึงได้แปลงกายเป็นงูมาอยู่กินและแต่งงานกับหญิงสาวชาวบ้าน โดยที่พ่อแม่และหญิงสาวผู้นี้รู้ถึงสถานะอันแท้จริงว่าเป็นเทพารักษ์ จากนั้นเรื่อยมาเทพารักษ์ได้มอบทรัพย์สินให้กับครอบครัวนี้ใช้สอยและร่ำรวยขึ้น จนเป็นที่สงสัยของเพื่อนบ้าน”

“แล้วในตอนดึกของคืนหนึ่ง ก็มีพ่อแม่ของหญิงสาวอีกครอบครัวหนึ่งในหมู่บ้านเดียวกัน แอบเข้ามาในห้องนอนของสามีภรรยาคู่นั้น จึงได้เห็นเทพารักษ์ที่กำลังหลับคืนร่างกลายเป็นงู ทั้งสองจึงกลับมาจ้างให้หมองูไปจับงูมาอยู่กินกับลูกสาวของตนบ้าง เผื่อว่าครอบครัวของตนจะรวย เมื่อได้งูมาแล้วจึงเอาไปไว้ที่ห้องนอนของลูกสาว ผ่านไปสักพักลูกสาวก็ส่งเสียงร้องให้พ่อแม่ช่วย ฝ่ายพ่อแม่ก็คิดว่าคงไม่มีอะไร คืนแรกของการแต่งงานก็เป็นแบบนี้แหละ จากนั้นเมื่อเสียงลูกสาวเงียบไปจนผิดสังเกต พ่อแม่จึงได้เปิดห้องเข้าไปดู ปรากฎว่างูกำลังกินลูกสาวของตนเอง

 ผู้เป็นพ่อจึงใช้มีดกรีดท้องงู นำลูกสาวออกมาได้และยังมีชีวิตอยู่ แต่เนื้อตัวของลูกสาวนั้นเต็มไปด้วยเมือกของงู ใช้ขันตักน้ำล้างเท่าไหร่ก็ไม่ออก หญิงสาวอับอายมากจึงวิ่งออกไป จนถึงริมฝั่งโขงก็เอาขันครอบหัวและกระโดดลงน้ำเพื่อฆ่าตัวตาย ชาวบ้านจึงมีความเชื่อว่าหญิงสาวผู้นั้นกลับมาเกิดเป็นโลมาอิรวดีด้วยเนื้อตัวปราศจากขนและมีลักษณะของลำตัวเหมือนเมือกอย่างที่เราคุ้นตากันนั่นเอง”

จากความตำนานความเชื่อสู่เรื่องจริงที่เกิดขึ้นในช่วงปี 1993 โลมาอิรวดีถูกล่าเพื่อเอาน้ำมันมาใช้เป็นเชื้อเพลิง ยิ่งกว่านั้นยังมีการล่าเพื่อส่งออกให้กับสวนสัตว์น้ำในประเทศไทยและญี่ปุ่นด้วยราคาเพียงตัวละ 30,000 บาท ในปี 1997 จำนวนโลมาอิรวดีในแม่น้ำอิรวดี ประเทศพม่า แม่น้ำมหาคาม ประเทศอินโดนีเซีย แม่น้ำโขงที่ไหลผ่านประเทศลาว กัมพูชาและเวียดนาม ลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว จนรัฐบาลกัมพูชาต้องประกาศให้โลมาอิรวดีเป็นสมบัติของชาติ ห้ามจับและทำร้ายโดยเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นจะต้องได้รับโทษตามที่กฎหมาย

แนวทางการอนุรักษ์ได้เริ่มต้นขึ้นจากการเล็งเห็นความสำคัญของโลมาในฐานะสมบัติของชาติ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการกระตุ้นให้ภาคส่วนซึ่งเกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคธุรกิจ ชาวบ้านในพื้นที่ และองค์กรพัฒนาเอกชน ร่วมกันคิดหาทางออกในการอนุรักษ์และการแบ่งปันผลประโยชน์ที่เกิดจากการท่องเที่ยว

สำหรับรายได้ที่ได้รับจากการลงเรือดูโลมากลางลำน้ำโขงแต่ละครั้งนั้นคิดราคา 5 ดอลล่าห์ต่อชั่วโมงต่อคน รายได้เหล่านั้นจะนำมาจัดสรรให้กับรัฐบาล 50% และอีก 50% เข้ากองทุนของชุมชนเพื่อนำมาพัฒนาชุมชนผ่านโครงการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างอาชีพ พลังงานชีวภาพ สาธารณูปโภคและการกู้ยืมเพื่อลงทุน เป็นต้น

   3 ชั่วโมงของการลอยลำอยู่กลางน้ำ ฉันได้สัมผัสถึงความกว้างใหญ่ของลำน้ำโขงที่ทำให้ต้องใช้เวลาเกือบครึ่งชั่งโมงเพื่อแล่นเรือไปยังอีกฝั่งของลำน้ำซึ่งมองเห็นหมู่บ้านไกลลิบๆ อยู่สุดสายตา คนขับเรือดับเครื่องยนต์และเปลี่ยนมาใช้ไม้พายแทนเมื่อเข้าใกล้สู่อาณาบริเวณบ้านของโลมาอิรวดี เพื่อลดการรบกวนชีวิตใต้น้ำอันสงบสุขของฝูงโลมาซึ่งเชื่อกันว่าหลงเหลืออยู่เพียง 80-100 ตัวเท่านั้น 

โลมาอิรวดีมีนิสัยขี้อาย ลำตัวมีสีเทาเข้ม ใต้ท้องมีสีอ่อน มีหัวมน บางคนบอกว่ารูปร่างคล้ายตอร์ปิโด ครีบหลังจะมีขนาดเล็กและค่อนอยู่เกือบถึงบริเวณหาง ตัวเต็มวัยความยาวของลำตัวมีขนาดถึง 2.75 เมตร น้ำหนักประมาณ 150 กิโลกรัม โดยปกติจะอยู่รวมกันเป็นฝูง ประมาณ 6-10 ตัว และจะโผล่หัวขึ้นมาหายใจโดยใช้เวลาอันสั้นเพียงไม่กี่วินาที ซึ่งช่วงเวลาสั้นๆ นั้นก็ทำให้ฉันได้มีโอกาสเก็บบันทึกภาพของรอยยิ้มอันลี้ลับสงบงามซึ่งตัดกับสีขุ่นเข้มของลำน้ำโขงนั้นในความทรงจำ 

...ว่ากันว่าการเดินทางมาดูโลมาอิรวดีที่คาเชนั้น 95 % มีโอกาสพบเห็นโลมาอย่างแน่นอน หากภาพอันสงบงามเหล่านั้นกลับมีอีกด้านหนึ่งซึ่งนักท่องเที่ยวที่ผ่านทางมานั้นไม่มีโอกาสรับรู้  ปัจจุบันการตายของลูกโลมาพบเห็นได้บ่อยขึ้น โดยทางทีมงาน โครงการอนุรักษ์โลมาอิรวดีในลุ่มน้ำโขงของ WWF 

ประเทศกัมพูชา และกรมประมงได้ร่วมกันค้นหาคำตอบภายใต้ข้อสันนิษฐานที่ว่า อัตราการตายของลูกโลมาซึ่งเพิ่มขึ้นอาจเกิดจากมลพิษหรือสารเคมีอันปนเปื้อนในน้ำ ตาข่ายหรือการทำประมงที่ผิดแบบ การสัญจรของเรือ การท่องเที่ยวที่ขาดจิตสำนึก รวมไปถึงการแยกตัวจากแม่โลมาที่เร็วเกินไป ซึ่งตามปกติแล้วลูกโลมาจะใช้ชีวิตอยู่กับแม่และฝูงตัวเมียประมาณ 3-8 ปีก่อนจะแยกตัวตามลำพัง

....เรือกลับเข้าฝั่งแล้ว หากรอยยิ้มแห่งลำน้ำโขงยังติดตรึงอยู่ในห้วงคำนึง ฉันเชื่อว่า ต่อจากนี้ไป ไม่ว่าที่ใดหรือแผ่นดินไหนซึ่งฉันได้มีโอกาสพบกับสายน้ำขุ่นโค้งแห่งนี้อีกครั้ง รอยยิ้มอันสงบงามของเจ้าโลมาอิรวดีจะกลับมาปรากฏให้เห็นอยู่เสมอๆ นอกจากนี้ ฉันยังแอบหวังไว้ลึกๆ อีกว่า รอยยิ้มนั้นจะช่วยกระตุ้นเตือนให้เกิดความร่วมมือจากทุกคนที่เกี่ยวข้องในพื้นที่คาเช ให้ช่วยสานต่อโครงการอนุรักษ์โลมาในลุ่มน้ำโขง เพื่อให้บ้านของโลมาแห่งนี้ยังคงอบอุ่นและมีรอยยิ้มอยู่เสมอไป

โครงการอนุรักษ์โลมาอิรวดี ของWWF กัมพูชา ซึ่งเริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่มกราคม 2001 -2010 โดยจะเน้นกิจกรรมด้านการอนุรักษ์ การให้ความรู้และสร้างความตระหนัก การวิจัย รวมถึงการผลักดันให้เกิดความร่วมมือระดับภูมิภาค

ขอขอบคุณข้อมูลจาก


www.wwfthai.org

 
 
 
หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้ว  ครั้ง
 
   

ความคิดเห็นเกี่ยวกับ: ล่องโขงตามฝูงโลมาที่คาเช

แสดงความคิดเห็น

ซ่อนความคิดเห็น

รำคาญข้อความโฆษณา หรือพบข้อความไม่เหมาะสม กรุณาช่วยกันคลิก " แจ้งลบ " เพื่อช่วยให้ทีมงานดำเนินการลบข้อความดังกล่าวได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ขอบคุณมากค่ะ

จำนวนข้อความทั้งหมด 2

  1. Re: ล่องโขงตามฝูงโลมาที่คาเช

  2. Re: ล่องโขงตามฝูงโลมาที่คาเช

ร่วมแสดงความคิดเห็น

[เพิ่มเติม]

รหัสความปลอดภัย

ต้องการรหัสอื่น

เงื่อนไข การร่วมแสดงความคิดเห็น ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็บบอร์ดไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหาย ต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ feedback@sanook.com เพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบและทำการลบข้อความนั้น ออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้