ท่องเที่ยว ททท. การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ที่พัก ร้านอาหาร การเดินทาง
ตามรอย พระพุทธเจ้าหลวงไปรากุนด้า
ตำนานพระกษัตริย์จากแดนไกล ที่ยังประทับใจชาวสวีเดน
เม้าท์โดย...ป้าอ้น
ออนไลน์วันที่ 5 กันยายน 2550
ถ้าบอกใครๆว่าไป สต๊อกโฮล์ม เชื่อว่าคนส่วนใหญ่จะรู้ทันทีว่าไปประเทศสวีเดน
แต่หากบอกว่าไป รากุนด้ามา
ก็มั่นใจเหมือนกันว่าเกือบร้อยทั้งร้อยต้องส่ายหัวว่าไม่รู้จัก
และไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนในโลกแน่ ซึ่งก็ไม่แปลก เพราะรากุนด้า(Ragunda)
มิใช่เมืองท่องเที่ยวที่โด่งดัง แต่เป็นเขตๆ หนึ่งในมลฑลแยมแลนด์ (Jamtland)
ของประเทศสวีเดน
ซึ่งประเทศนี้เขาจะแบ่งการปกครองออกเป็น 21 มณฑล โดยแต่ละมณฑลก็แบ่งเป็นเขตต่างๆ
คล้ายที่บ้านเราที่แบ่งเป็นจังหวัด แล้วแต่ละจังหวัดก็แบ่งเป็นเขตหรืออำเภอนั่นแหละ
การที่ป้าอ้นได้ไปรากุนด้าที่สวีเดน
จะว่าไปแล้วก็เหมือนบุญหล่นทับ
เพราะหลังจากที่ต้องโยกย้ายงานไปทำหน้าที่ใหม่ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
ชีวิตที่อิสระอยากไปไหนมาไหนก็ไปได้ ก็ดูจะหมดไป
เนื่องจากลักษณะงานผูกให้เราต้องอยู่ติดที่
อย่าว่าแต่ไปต่างประเทศที่ต้องใช้เวลาหลายวันเล้ย แม้แต่จะไปต่างจังหวัดสองสามวัน
หากมิใช่วันหยุดแล้ว ก็ยากที่จะปลีกตัวไปได้ ทำให้รู้สึกว่าชีวิตเรา
ท่าจะค่อยๆเหี่ยวเฉาเป็นแน่แท้ แต่แล้วจู่ๆ นายก็ให้ไป งานเฉลิมฉลองครบรอบ 110 ปี
แห่งการเสด็จประพาสเมืองรากุนด้า ในสวีเดนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ 5 ที่กระทรวงวัฒนธรรมกับหน่วยงานภาครัฐ/เอกชนไทย
รวมถึงหอการค้าไทย-สวีเดน และเทศบาลเขตรากุนด้าได้ร่วมกันจัดขึ้นในระหว่างวันที่
17-21 กรกฎาคม 2550
โอ้โฮ!
นอกจากชีวิตจะสดใสขึ้นทันควันแล้ว ยังรู้สึกว่าบุญมาวาสนาส่ง
(ไม่เสียแรงที่ก้มหน้าก้มตาทำงานด้วยความตั้งใจมาตั้งหลายเดือน) เพราะสวีเดน
เป็นหนึ่งในประเทศแถบสแกนดิเนเวียทางยุโรปเหนืออันเป็นทวีปเดียวที่ยังไม่เคยได้ไปเลย
แม้จะห่วงๆ งาน (ห่วงจริงๆ นะจ้ะ มิใช่เสแสร้งแกล้งดี) แต่คิดสาระตะแล้ว หากไม่ไป
ก็คงอีกนาน หรืออาจจะไม่ได้ไปเลยก็ได้ ก็เลยตัดใจไปดีกว่า
เพราะเดิมก็เคยคิดกับเพื่อนซี้ว่าจะไปเยือนแถบนี้เหมือนกัน
โดยจะพ่วงรัสเซียด้วยเพื่อมิให้เสียเที่ยว แต่ได้มาก่อนก็ถือว่าโชคดี
โดยเฉพาะได้ตามรอยพระบาทรัชกาลที่ 5
หรือพระพุทธเจ้าหลวงของเราที่ได้เสด็จมาถึงดินแดนแห่งนี้ เมื่อ 110 ปีล่วงมาแล้ว
ดังจะได้เล่าต่อไป
 |
เมื่อปี พ.ศ. 2440
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศสวีเดนอย่างเป็นทางการ
ในฐานะพระราชอาคันตุกะของพระเจ้าออสการ์ที่ 2
ซึ่งตอนนั้นประเทศสวีเดนเป็นเจ้าภาพจัดงานเอ็กซ์โป และได้เชิญประเทศต่างๆ
เข้าร่วม รัชกาลที่ 5 ของเราก็ได้ตอบรับไปร่วมงาน ซึ่งหลายคนอาจจะสงสัยว่า
จะเสด็จฯ ไปทำไม ตั้งไกล๊ ไกล ขนาดเดี๋ยวนี้บินไปยังต้องใช้เวลา 10-11 ชม.
เลย แล้วสมัยก่อนมิต้องลำบากกว่าหรือ?
|
 |
แน่นอนลำบากแน่ เพราะพระองค์เสด็จฯโดย เรือพระที่นั่งมหาจักรี
และต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะถึงที่หมาย
เรียกว่าต้องทรงตรากตรำไม่น้อยเลยทีเดียว
การที่พระองค์ต้องเสด็จไปต่างบ้านต่างเมืองและต้องทนลำบากขนาดนั้น
คงมิใช่ไปเพราะอยากไปเที่ยวแบบเราๆ แน่ แต่เพราะสมัยนั้น
ถ้าเราศึกษาประวัติศาสตร์ จะพบว่าประเทศมหาอำนาจต่างๆ
เริ่มแผ่ขยายอิทธิพลมายังแถบเอเซียมากขึ้นๆ ด้วยทรงเล็งเห็นการณ์ไกล
ก็เลยต้องเสด็จไปเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศต่างๆ ไว้ก่อน
|
|
และการไปดูงานเอ็กซ์โปอันเป็นงานรวมสินค้าและนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ
ก็เป็นการทำให้ประเทศเรารู้เท่าทันความเปลี่ยนไปของโลกด้วย
และนอกจากไปงานนี้แล้ว
พระองค์ท่านยังได้ใช้โอกาสครั้งนั้น เสด็จไปที่เมืองซุนซวาล (Sundsvall)
เมืองสอเลฟติโอ (Solleftea) และเมืองบิสพ์การ์เด้น (Bispgarden)
ในเขตรากุนด้า มณฑลแยมแลนด์ เพื่อทอดพระเนตรการทำป่าไม้ด้วย
เพราะประเทศเราก็มีป่าไม้ทางเหนือ
การที่พระองค์ท่านเสด็จฯไปดูงานป่าไม้ที่นั่น
ก็เหมือนการไปศึกษาดูงานแบบสมัยนี้เพราะที่รากุนด้ามีชื่อเสียงทางด้านนี้
และสวีเดนก็เป็นประเทศผู้ส่งออกไม้ชั้นนำของยุโรปมาตั้งแต่สมัยยุคกลางแล้ว
|
 |
จากการที่เสด็จเมืองซุนซวาล
เมืองสอเลฟติโอ และบิสพ์การ์เด้น ในเขตรากุนด้านี่เอง
ทำให้ประชาชนชาวสวีเดนได้มีโอกาสเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทอย่างใกล้ชิด
และเป็นที่ชื่นชมยินดีของชาวเมืองจนได้กลายเป็นตำนานเล่าขานสืบต่อมาจนทุกวันนี้
เรียกได้ว่าปู่ย่าตาทวดของคนที่นี่จะเล่าให้ลูกหลานฟังถึงการมาเยือนของพระมหากษัตริย์จากแดนไกล
และยังมีเก็บรักษาวัตถุต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการเสด็จประพาส ทั้งภาพถ่าย
หนังสือพิมพ์ที่ลงข่าวสมัยนั้น รวมถึงบันทึกความทรงจำต่างๆ
จัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์ประจำหมู่บ้านเลยทีเดียว
นอกจากนี้เทศบาลเขตรากุนด้ายังได้เฉลิมพระเกียรติ
โดยให้ชื่อถนนที่เสด็จพระราชดำเนินผ่าน ตอนเสด็จไปลงเรือพระที่นั่งที่นั่นด้วยว่า
ถนนจุฬาลงกรณ์มหาราชา (King Chulalongkorn Vag)
 |
ต่อมาในปี 2540 อันเป็นวโรกาสครบรอบ 100 ปีแห่งการเสด็จประพาสฯ
ชาวไทยที่พำนักในสวีเดนก็ได้ร่วมมือร่วมใจกับชาวสวีเดนที่นั่นดำเนินการหาทุนเพื่อก่อสร้างอาคารพระบรมราชานุสรณ์ของ
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขึ้นบนที่ดิน ณ บริเวณที่เสด็จประพาส
ซึ่งองค์การไฟฟ้าพลังน้ำ เจ้าของกรรมสิทธิ์ก็ได้อนุญาตให้สร้างได้ |
|
ฝ่ายไทยโดยกรมศิลปากรจึงทำการออกแบบ
และตกแต่งอาคารให้เป็นแบบสถาปัตยกรรมไทย
และสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ก็ได้ให้งบสนับสนุนส่วนหนึ่ง
อีกส่วนหนึ่งพลเอกเชษฐา ฐานะจาโร
ประธานคณะอนุกรรมการจัดหาทุนก็ได้ระดมทุนจากที่ต่างๆ
จนสามารถหางบสำหรับก่อสร้างได้จำนวน 30 ล้านบาท
จากนั้นก็ได้มีพิธีวางศิลาฤกษ์
ณ บริเวณที่จะจัดสร้างอาคารฯ เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2540 อันเป็นวันครบรอบ
100 ปี ที่ทรงเสด็จฯ มาถึงรากุนด้า
|
 |
 |
ต่อมาอีก 2 ปี
เมื่ออาคารแล้วเสร็จ ก็ได้มีพิธีมอบ และเปิดอาคารพระบรมราชานุสรณ์ฯ
อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2542 โดยมีนายปัญจะ เกสรทอง
รองนายกรัฐมนตรีขณะนั้น เป็นประธานฝ่ายไทย
และมีผู้ว่าการมณฑลแยมแลนด์เป็นประธานฝ่ายสวีเดน งานดังกล่าวมีทั้งพิธีสงฆ์
การตัดริบบิ้นเปิดอาคาร และการวางพานพุ่มถวายสักการะพระบรมรูปรัชกาลที่ 5
ที่ทางไทยได้หล่อไปประดิษฐานในอาคารพระบรมราชานุสรณ์นี้ด้วย นอกจากนี้
ก็ยังมีนิทรรศการพระราชกรณียกิจ
การสาธิตวิถีชีวิตไทยที่จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติด้วย
|
 |
หลังจากที่ได้มีการมอบกรรมสิทธิ์ในการดูแลอาคารฯให้แก่เทศบาลรากุนด้าเมื่อปี
พ.ศ. 2542 อย่างเป็นทางการแล้ว
ทางเทศบาลรากุนด้าก็ได้มีการพัฒนาภูมิทัศน์บริเวณรอบๆอาคารพระบรมราชานุสรณ์เรื่อยมา
ปัจจุบันอาคารฯแห่งนี้ได้รับความสนใจจากชาวไทยในสวีเดน
รวมทั้งชาวต่างชาติในประเทศแถบยุโรปเหนือ
และนักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลกที่ไปเยือนสวีเดนอย่างมาก |
|
โดยต่างจะไปสักการะพระบรมรูปรัชกาลที่ 5
และชื่นชมสถาปัตยกรรมไทยที่สวยงามแห่งนี้
จนได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของรากุนด้าไปแล้ว และนับแต่ปี พ.ศ.
2543 เป็นต้นมา
ทางเทศบาลรากุนด้าก็จะจัดงานเฉลิมฉลองในวโรกาสการเสด็จฯเยือนรากุนด้าในวันที่
19 กรกฎาคมของทุกปี
|
 |
 |
ที่เล่ามายืดยาวอย่างเป็นทางการ ก็เพื่อให้ได้เห็นภาพคร่าวๆ ว่า
ที่มีโอกาสได้ไปรากุนด้านี้ จุดสำคัญที่ไปเยือนก็คือ
อาคารพระบรมราชานุสรณ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่
5 ของเรานี่เอง เพราะหากไม่มีอาคารฯแห่งนี้เป็นศูนย์รวมใจแล้ว
เชื่อว่าใครก็ตามที่คิดจะมาเที่ยวรากุนด้าก็อาจจะรู้สึกผิดหวัง |
 |
โดยเฉพาะคนไทยที่เป็นพวกขาช้อป
หรือพวกหลงแสงสีเมืองกรุง เพราะที่นี่เป็นเมืองชนบทที่ค่อนข้างเงียบสงบ
ผู้คนไม่มาก สองข้างทางจะเต็มไปด้วยภูเขา และป่าไม้ อ้อ!
แต่ถ้าชอบพวกของแอนทีค ก็พอมีร้านให้ซื้อกระจายอยู่เหมือนกัน
|
จะว่าไปแล้วประชากรทั้งประเทศของสวีเดนก็มีเพียง 10 ล้านคนเท่านั้น ถือว่าเบาบางมาก
และส่วนมากยังไปกระจุกอยู่ตามเมืองใหญ่ๆ แต่กระนั้น
ก็พบว่าที่สวีเดนนี้มีคนไทยมาอยู่มากทีเดียว เห็นว่ามีประมาณ 2 หมื่นคน มิน่าไปไหนๆ
ก็เจอแต่คนไทย อบอุ่นจนไม่รู้สึกเลยว่าอยู่ต่างบ้านต่างเมือง มีทั้งคนไทยแท้ๆ
และลูกครึ่งไทย-สวีเดนเต็มไปหมด ข้อสำคัญ
ดูแล้วคนสวีเดนก็ไม่รังเกียจชาวไทยที่ไปทำมาหากิน หรือแต่งงานกับหนุ่มที่โน่น
นี่อาจเป็นเพราะผลพวงจากการที่พระพุทธเจ้าหลวงของเราไปทรงเจริญสัมพันธไมตรีไว้ตั้งแต่
110 ปีที่แล้ว ก็ได้นะ ใครจะรู้
|
ป้าอ้นออกเดินทางไปสวีเดน ตีหนึ่งของวันที่ 17 กรกฎาคม 2550
โดยสายการบินไทยของเรา
ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้ใช้สนามบิน สุวรรณภูมิบินไปต่างประเทศ
ก็ทุลักทุเลพอควร เนื่องจากฝนตกและใกล้ทางเข้ายังมีการซ่อมทางอีก
สนามบินนี้หากไม่มีข่าว โคตรอภิมหาอมตะโกงกิน กันแล้ว
น่าจะเป็นสนามบินที่พวกเราภาคภูมิใจได้เหมือนที่เขาโฆษณาตอนเปิดใหม่ๆ
เพราะไปกลางคืน
เขาเปิดไฟสว่างเต็มพรืดอย่างไม่ต้องห่วงเรื่องประหยัดพลังงาน ดูๆ
ก็สวยงามดี แต่พออ่านข่าวว่าไอ้โน่นเจ๊ง ไอ้นี่เสียต้องซ่อมใหม่ ทั้งๆ
ที่เปิดได้ไม่นานก็ให้รู้สึกเซ็งในอารมณ์ไม่น้อย
|
 |
และอีกเรื่องที่เป็นอย่างที่คนเขาโวยกันก็คือ ทางเดินไปยังประตู (Gate)ทางออก
ไกลมากจริงๆ ถึงจะมีของให้ดูเพลิดเพลิน แต่หากเราไปสาย
มีหวังได้วิ่งกระหืดกระหอบแทบลมจับแน่ แถมเขาจะไม่มีการเรียกด้วย ดังนั้น หากไปเร็ว
แต่ช้อปเพลิน หรือไปสาย ไม่ดูเวลาให้ดี ก็ตัวใครตัวมัน นอกจากนี้ขากลับ
ถ้าไม่ใช้บริการรถแท็กซี่ในนั้น
ก็อย่าหวังว่าจะลากกระเป๋ามาเรียกแท็กซี่ตรงถนนใหญ่ได้เหมือนที่ดอนเมือง
เพราะตัวสนามบินอยู่ห่างถนนมาก และแม้จะมีรถเมล์หลายสายให้บริการ ก็ต้องนั่งรถ
Shutter Bus ออกไปด้านนอกสนามบินที่ไกลพอควร และข่าวว่ารถเมล์เองก็ร่ำๆ
ว่าจะเลิกบางสาย เพราะขาดทุน ส่วนรถไฟฟ้าที่เชื่อมต่อก็ยังอยู่ระหว่างการดำเนินการ
ยังไม่แล้วเสร็จ ก็ไม่รู้ว่าจะได้ใช้ทันชาตินี้ไหม เฮ้อ! ว่าแล้วอย่าไปซีเรียสเลย
ไปเที่ยวกันต่อดีกว่า
 |
หลังจากนั่งๆ หลับๆตื่นๆ (แต่หลับมากกว่า) ใช้เวลาประมาณ 10 ชม.
ก็เดินทางถึงสนามบินอลันด้า (Arlanda ) กรุงสต๊อกโฮล์ม
ซึ่งตัวสนามบินเขาก็อยู่ห่างตัวเมืองหลวงประมาณ 30 กว่ากิโลเมตร
ถึงที่นั่นประมาณเที่ยงวัน(เมืองไทย) แต่เวลาเขาช้ากว่าบ้านเรา 5 ชม.
จึงถึงเป็นเวลาราวๆ 7 โมงเช้าของที่นั่น และเนื่องจากที่หมายของเราคือ
รากุนด้า เราจึงต้องจับรถไฟด่วนขบวนพิเศษต่อไปยังเมืองซุนสวาลก่อน
ซึ่งสถานีรถไฟที่ว่านี่อยู่ใต้ดิน
ผู้โดยสารสามารถเดินต่อเนื่องจากตัวสนามบินอลันด้าไปลงรถไฟได้โดยไม่ต้องเดินออกนอกตัวอาคารสนามบิน
แต่สถานีนี้เป็นสถานีเฉพาะ ค่าตั๋วของเขาจึงบวกค่าใช้สถานีด้วย
ที่ทราบก็เพราะป้าอ้น ฝากเขาซื้อตั๋วทีหลัง ไม่ได้ซื้อที่สถานีที่สนามบิน
ดังนั้น พอจะลงไปต่อรถไฟ จึงต้องเสียค่าผ่านประตูลงไปอีก 75 โครน
|
 |
อ้อ! ที่สวีเดน เขาใช้เงินสกุล โครนาสวีเดน หรือเรียกย่อๆ ว่า เงินโครน 1
โครนประมาณ 5 บาทเศษ คิดง่ายๆ ซื้ออะไรก็คูณ 5 เข้าไป
(ทำให้ไม่ค่อยกล้าซื้ออะไร เพราะแพงจัง) อาหารมื้อหนึ่งๆ แบบจานง่ายๆ
ก็ตกหัวละ 70-80 โครน หรือ 3-400 บาท โกโก้ร้อนยี่ห้อ OBoy
ยอดฮิตของที่นี่ ถ้วยละ 25 โครน หรือ 125 บาท จะกินจะซื้อที พอคูณเสร็จ
แทบจะมีกาวติดกระเป๋าคือควักไม่ค่อยออกเลย
|
ดีนะว่ามีเจ้าภาพ ประหยัดไปได้หลายมื้อ
แต่หากไปเอง และรักจะเที่ยว คงต้องทำใจไม่งั้นเที่ยวไม่สนุกแน่
เพราะมัวแต่ขี้เหนียวจนหิวโหย หรืออดดูของดีๆ เพราะไม่อยากจ่าย
รถไฟที่นั่งเป็นชั้นพิเศษก็เลยมีผลไม้และชา กาแฟให้กินฟรีด้วย จากเครื่องบิน 11 ชม.
มาต่อรถไฟอีกราวๆ 3 ชม. เพื่อไปเมืองซุนสวาล จากนั้นต้องนั่งรถบัสอีกราวๆ ชม.
ต่อไปยังที่พักในเมืองบิสพ์การ์เด้น เรียกว่าวันนี้เดินทางเกือบทั้งวัน ตอนนั่งรถไฟ
จะเห็นวิวเป็นป่าเขาเสียส่วนใหญ่ ดูร่มรื่นสดชื่นดี
เมื่อเข้าที่พัก
นำกระเป๋าเดินทางไปเก็บโดยไม่เสียเวลาเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว
ก็ออกมากินข้าวกลางวันในโรงแรมที่พัก เป็นสเต็กปลา รสชาติพอใช้ได้
เป็นที่น่าสังเกตอีกว่าที่สวีเดนนี้ เขาใช้คนอย่างคุ้มค่าจริงๆ กล่าวคือ
คนที่ทำหน้าที่รับแขกหน้าฟร้อนท์ (Front) จะทำหน้าที่เป็นพ่อครัว เป็นพนักงานเสริฟ
เป็นคนเก็บโต๊ะ เป็นคนทำความสะอาด และเป็นแคชเชียร์เก็บเงิน ฯลฯ ไปด้วย เรียกว่า
ทั้งโรงแรมทำอยู่คนเดียวก็ว่าได้ โรงแรมที่พักที่นี่จะเป็นชั้นเดียว มีสัก 10
กว่าห้อง
คนที่เคยไปมาแล้ว
เล่าให้ฟังว่าที่สวีเดนนี่จะใช้คนแบบนี้จริงๆ คือคนๆ เดียวทำได้หลายหน้าที่
อย่างคนที่ทำหน้าที่ประสานงานกับเรา พอบรรยายเสร็จ ก็อาจทำหน้าที่เป็นคนขับรถ
หรือช่วยเสริฟน้ำอาหารว่างให้เราด้วย ซึ่งส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะค่าแรงที่นี่แพง
นัยว่าค่าเช่ารถของเขาก็คิดเป็นรายชม. ต่อ วัน เลยทีเดียว
แต่สิ่งสำคัญน่าจะมาจากความคิดของเขาที่เห็นว่าทุกอาชีพมีเกียรติเท่ากัน
ไม่มีอาชีพไหนต่ำต้อยกว่าอาชีพไหน ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ นักการภารโรง
พนักงานเสิรฟ ฯลฯ ทุกคนเท่าเทียมกันหมด คนๆ เดียวถึงทำได้สารพัดหน้าที่
และไม่อายที่ต้องทำด้วย
หลังกินข้าวแล้ว
ป้าอ้นก็นั่งรถบัสไปกับคณะ ใช้เวลาประมาณ ชม. กว่า ก็ไปถึงไปเมือง Solleftea
เมืองนี้ฟังเขาออกเสียงปัจจุบันก็เรียกว่าสอเลฟติโอ
แต่หากอ่านจากหนังสือจดหมายเหตุพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินประพาสยุโรป
รศ. 116 ซึ่งบันทึกโดยพระยาศรีสหเทพ เฉพาะในส่วนที่เสด็จฯสวีเดน จะเขียนว่า
เมืองสอเลฟเตียว
ที่เมืองนี้เสด็จถึงเมืองวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2440 หรือ รศ.116
โดยในจดหมายเหตุได้เล่าว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช (รัชกาลที่ 6 พระราชอิสริยายศขณะนั้น)
พระเจ้าลูกยาเธอพระเจ้าน้องยาเธอ และข้าราชการได้เสด็จฯ
จากเรือพระที่นั่งมหาจักรีไปลงเรือกลไฟสตริมคาเลน จากบ้านนิแลนด์
ล่องไปมาตามลำน้ำอองเกอมัน ซึ่งลำน้ำที่ว่านี้แม้จะกว้างบางส่วน แต่ก็ค่อนข้างตื้น
สองข้างฝั่งมีบ้านอยู่ไม่มากนัก เป็นป่าเขาเสียส่วนใหญ่
และยังมีซุงไม้สนที่เขาตัดแล้วล่องมากับน้ำก็มาก
|
ระหว่างทางเสด็จฯ มีทหารประมาณ 300
นายเศษมาเข้าแถวยืนถวายคำนับประดับเกียรติยศด้วย ที่เมืองนี้ได้เสด็จพักที่
โฮเต็ลอาเปลเบิร์กส (Appelberg)
ได้เสวยพระกระยาหารในห้องจัดเลี้ยง
และได้ไปฉายพระรูปหมู่กับพระบรมโอรสาธิราช
พระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์
พระเจ้าลูกยาเธอพระองค์เจ้าจิรประวัติวรเดช รวม 4
พระองค์ที่ร้านติดกับโฮเต็ลแห่งนี้ด้วย
ซึ่งรูปดังกล่าวเราจะเห็นมีสำเนาเผยแพร่ทั่วไปในเมืองนี้และละแวกใกล้เคียง
เป็นรูปทรงยืนเรียงกันทั้งสี่พระองค์
|
 |
 |
ป้าอ้นไปที่นี่ก็ได้มีวาสนาเห็นโฮเต็ลที่พัก
และห้องที่ทรงประทับในสมัยนู้นด้วย เพียงแต่ปัจจุบันห้องดังกล่าว
เจ้าของมิได้สงวนไว้เป็นพิเศษ แต่จัดทำเป็นห้องพักธรรมดาๆ ห้องหนึ่ง
เป็นห้องหมายเลข 9 อยู่ตรงกลางระหว่างบันไดทางขึ้นพอดี
|
|
ส่วนห้องที่จัดเลี้ยงจะมีรูปถ่ายติดบนผนังเพื่อแสดงให้เห็นว่า
สมัยนั้นจัดโต๊ะกันเช่นไรเท่านั้น
แต่เชื่อว่าในอนาคตหากคนไทยไปเที่ยวตามรอยพระบาทเช่นนี้มากขึ้นๆ
ต่อไปเจ้าของหรือทางเทศบาลเมืองอาจจะต้องฟื้นฟูห้องนี้เสียใหม่ให้เหมือนกับสมัยที่พระองค์เสด็จไปประทับก็ได้
เพราะสภาพโดยทั่วไปของโฮเต็ลแห่งนี้ ก็ยังรักษาของเดิมได้มากพอสมควร
|
 |
|
และร้านรูปที่ทรงไปฉายพระรูป ก็ยังอยู่ติดๆ กัน
โดยมีรูปโชว์อยู่ในกระจกหน้าร้าน ตอนที่เราไป เขาปิดแล้ว
เลยไม่ได้เข้าไปดูว่าภายในร้านจะเป็นอย่างไรบ้าง ป้าแดง
(ชื่อที่พวกเราเรียกสุภาพสตรีชาวสวีเดนท่านหนึ่งที่มีอายุ 70 กว่าแล้ว
และใส่สีแดงทั้งตัวตั้งแต่หัวจรดเท้าตอนเจอครั้งแรก
ซึ่งสามีและตัวเขาได้ค้นคว้า
และเขียนเกี่ยวกับรัชกาลที่ 5 เสด็จเยือนสวีเดน โดยเฉพาะที่รากุนด้านี้)
ได้เล่าให้ฟังว่า จากหลักฐานที่เขาค้นคว้าและคำบอกเล่าต่อๆ มาปรากฎว่า
เมื่อเสด็จมาถึงที่นี่ ชาวสวีเดนไม่ว่าหญิงชาย
ลูกเด็กเล็กแดงต่างก็คอยมารับเสด็จในหลวงรัชกาลที่ 5
ของเราด้วยความชื่นชมยินดี และมากันอย่างเนืองแน่น
มีจำนวนไม่น้อยถึงกับพายเรือออกไปดูถึงเรือพระที่นั่ง
|
 |
 |
ป้าแดงบอกว่า ทุกคนรู้สึกเหมือนเป็นนิทาน หรือตำนานที่ไม่น่าเชื่อว่า
จะมีเจ้าชายจากดินแดนอันไกลโพ้น
เสด็จดั้งด้นมาเยือนจนถึงเมืองสอเลฟเตียวเมืองเล็กๆ
ซึ่งอยู่เหนือเมืองหลวงขึ้นมาอีกไกลขนาดนี้ ต่างจึงรู้สึกประทับใจ
และที่สำคัญ คือ มีข่าวลือว่าพระองค์มีพระมเหสีถึง 800 องค์
ชาวเมืองก็เลยตื่นเต้นอยากชมพระบารมีอย่างใกล้ชิด
|
 |
แต่คงต้องผิดหวังกันนิดหน่อย
เพราะมีเพียงพระองค์ท่าน พระโอรสและพระเจ้าน้องยาเธอเท่านั้น
ในบันทึกจดหมายเหตุของพระยาศรีสหเทพ บอกไว้ว่า
ที่หน้าโฮเต็ลอาเปลเบิร์กสมีคนมาอยู่แน่นไม่ขาด จนเด็กๆ ก็อยู่จน 5
ทุ่มสองยาม
|
ป้าแดงเล่าต่อว่า
เนื่องจากเมืองนี้เป็นเมืองบ้านนอก ดังนั้น พอมีเสด็จฯ เช่นนี้
จึงมีการตระเตรียมพระกระยาหารที่คิดว่าดีที่สุดมาถวาย
จนกล่าวได้ว่าเมนูที่จัดให้เสวยตอนนั้นมีมากมายหลากหลายเลยทีเดียว เช่น
มีซุปปลาแซมมอล แฮม สเต็กลูกวัวอ่อน ผักสด หน่อไม้ฝรั่ง ซอสเห็ดทรัพเฟิ้ล
ไอสกรีมวานิลา ไวน์ และของหวานสารพัดชนิด เป็นต้น และคนที่นี่เขาก็ภูมิใจมากว่า
เมืองนี้เป็นเมืองเดียวที่รัชกาลที่ 5
ได้เสด็จขึ้นจากเรือมาประทับบรรมทมที่โฮเต็ลในเมืองเขา
เพราะเมืองอื่นพระองค์ท่านจะประทับแต่ในเรือพระที่นั่งเท่านั้น
ไม่ไกลจากโฮเต็ลอาเปลเบิร์กส
มีพิพิธภัณฑ์เอกชนที่แสดงเรื่องราวสมัยที่เสด็จประพาสเมืองนี้ด้วย
ซึ่งเขาทำได้ดีมากทีเดียว มีข้าวของเครื่องใช้ และสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกับการเสด็จฯ
มีแม้กระทั่งจดหมายที่รัชกาลที่ 5 เขียนถึงแม่เล็ก
(สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ)ในพระราชนิพนธ์ไกลบ้าน
อันเป็นตอนเสด็จประพาสที่นี่ ที่เขาลอกและแปลเป็นภาษาสวีเดนแล้ว
รวมถึงมีเรือกลไฟจำลองสติมคาเลน ธงช้าง และหนังข่าวตอนที่พระเจ้าออสการ์ที่ 2
เสด็จไปรับรัชกาลที่ 5 ณ เรือพระที่นั่งมหาจักรี
ซึ่งเขาว่าเป็นภาพยนตร์ข่าวเรื่องแรกของสวีเดนด้วย
เสียดายว่าป้าอ้นไม่ได้ถ่ายรูปภายในพิพิธภัณฑ์มาให้ดู
เพราะตอนที่เขาพาไปดูนั้นก็เป็นเวลาสามทุ่มเมืองเขา แต่ยังสว่างราวกับห้าโมงเย็น
เขาอุตส่าห์เปิดให้ดูเป็นพิเศษ แต่เพราะเหนื่อยจากการเดินทางมาทั้งวัน
จึงไม่มีแรงแม้แต่จะยกกล้องขึ้นถ่าย จะถ่ายก็เพียงด้านนอกมาเท่านั้น
อ้อ ! ลืมบอกไป
โดยปกติถ้าเราไปเที่ยวหน้าร้อนในประเทศทางยุโรป กว่าท้องฟ้าจะมืดก็ราวสามทุ่ม
แต่สำหรับประเทศแถบสแกนดิเนเวียหรือยุโรปเหนือนี้ เขาได้ชื่อว่า
ดินแดนที่พระอาทิตย์ไม่ตกดิน
|
ดังนั้น ดึกดื่นเที่ยงคืนอย่างไร
ฟ้าก็ยังคงสว่างอยู่ ถ้าดึกมากๆ ก็อาจจะสลัวๆ หน่อย แต่ก็ไม่มืดเสียทีเดียว
ก็เหมือนที่ท่านพระยาศรีสหเทพเขียนในสมัยนั้นว่า บ่าย 5 โมงแล้ว
แต่แดดยังร้อนยังกับบ่าย 2 โมง ด้วยเหตุนี้ หากใครจะทำโรแมนติก
พาแฟนไปดูพระอาทิตย์ขึ้น พระอาทิตย์ตก ชนิดค่อยๆ
เห็นลำแสงโผล่หรือลับขอบฟ้า คงต้องไปที่ทวีปอื่น เพราะที่นี่ องค์สุริยเทพ
ท่านช่างขยันขับราชรถ ชนิดไม่ยอมหลับยอมนอนกันเลย บางวันตื่นขึ้นมา
เห็นแดดเปรี้ยง ตกใจ คิดว่าตื่นสาย แต่พอดูเวลาเพิ่งจะตี 4 เอง
|
 |
วันที่เราไปเยือนสอเลฟติโอนั้น เป็นวันที่ 17 กรกฎาคม
เร็วกว่าวันที่เสด็จจริงไปหนึ่งวัน พอวันที่ 18 กรกฎาคม
พวกเราก็ได้ไปเดินเที่ยวในบริเวณอาคารพระบรมราชานุสรณ์ ในเมืองบิสพ์การ์เด้น
ซึ่งในปีนี้ ตรงกับปีครบรอบ 110 ปีแห่งการเสด็จประพาสฯ
ทางเทศบาลรากุนด้าจึงได้ร่วมมือกับกระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการต่างประเทศจัดกิจกรรมต่างๆ ขึ้น
 |
โดยมีการนำหุ่นละครเล็ก
การแสดงพื้นบ้าน การเพ้นท์ร่ม หัวโขน การเตะตระกร้อ ฯลฯ
รวมถึงนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ไปจัดแสดงให้ชาวสวีเดนและคนไทยที่อยู่ต่างแดนได้ชม ณ บริเวณรอบๆ อาคารฯ
โดยนายเกรียงไกร สัมปัชชลิต
รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรมได้เดินทางไปเป็นประธานเปิดงาน
|
 |
พร้อมทั้งได้นำคณะนักแสดง
และการสาธิตตระเวนไปแสดงทั้งที่เมืองสอเลฟติโอ และเมืองซุนสวาล
อีกสองเมืองอันเป็นเส้นทางที่เสด็จผ่านด้วย
ซึ่งในบริเวณที่ตั้งอาคารพระบรมราชานุสรณ์ที่เมืองบิสพ์การ์เด้นนี้
นอกจากจะมีอาคารที่เป็นที่ประดิษฐานของพระบรมรูปรัชกาลที่ 5 แล้ว
ยังมีอาคารที่เป็นศูนย์ความร่วมมือไทย-สวีเดน
ซึ่งจัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์จะให้เป็นศูนย์ข้อมูล
และแหล่งรวบรวมเอกสารทางวิชาการ และสื่อต่างๆ ที่เกี่ยวกับประเทศไทย
รวมถึงการเป็นสถานที่ขายของที่ระลึก
และจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมซึ่งกันและกันด้วย
|
ในวันนี้เราได้กินมื้อเที่ยงที่เป็นแบบบุฟเฟ่
ตรงร้านขายอาหารไทยที่อยู่ไม่ไกลจากอาคารพระบรมราชานุสรณ์เท่าไรนัก
ซึ่งแน่นอนรสชาติไม่ต่างจากบ้านเรานัก เพราะเป็นฝีมือคนไทยปรุงนั่นเอง
และที่ดูน่าดีใจคือ
คนต่างชาติที่มาเที่ยวงานก็กินอาหารไทยที่มีรสค่อนข้างจัดอย่างแกงได้อย่างสบายๆ
สงสัยอาจจะชินกับอาหารไทยแล้วก็ได้
เพราะอย่างที่บอกแล้วว่าที่นี่มีคนไทยอยู่มากพอสมควร
|
ตกเย็นเจ้าภาพพาคณะเราไปเลี้ยงที่สถานที่แห่งหนึ่ง ที่เขาเรียกว่า
กระท่อมกวางมูส
เป็นกระท่อมไม้ชายป่าสนแห่งหนึ่ง บรรยากาศดีมาก แต่ออกจะหนาวสักหน่อย
เนื่องจากก่อนหน้านั้นมีฝนตก และลมแรง ก่อนจะกินอาหาร
เขาได้ให้เราออกมาตรงระเบียงกระท่อมดูกวางมูสตัวเป็นๆ
(กวางแบบเดียวกับหนังการ์ตูนเรื่อง Open Seasoning)
|
 |
 |
โดยทั่วไป
ก็ไม่รู้ว่าเจ้ากวางมูสกินอะไรเป็นอาหาร แต่ตัวที่เราเห็นมันชอบกินกล้วยมาก
พอเราถือกล้วยไว้ในมือ มันจะเดินเข้ามาหาทันที
ดูท่าจะเป็นกวางเลี้ยงไว้โชว์ให้นักท่องเที่ยวหรือคนที่มากินอาหารที่นี่ดู
เพราะเชื่องมาก อาหารมื้อค่ำนี้เป็นเนื้อกวาง
(แต่มิใช่กวางมูส)ทำเหมือนพะโล้บ้านเรากินกับข้าว และผักสด
|
|
ป้าอ้นชิมแบบจิบๆ
เพื่อไม่ให้ไม่เสียมารยาท แล้วยกไปให้น้องอีกคนกิน
เพราะปกติเนื้อวัวก็ไม่กินอยู่แล้ว นี่เป็นเนื้อกวาง ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
โชคดีที่เขามีเค้กเบอรี่ พร้อมกาแฟตบท้าย ทำให้มีอย่างอื่นรองท้อง
ไม่ต้องหิวโหยยามดึก
|
 |
รุ่งขึ้นอีกวัน
หากเป็นเมื่อ 110 ปีก่อน ในบันทึกจดหมายเหตุจะเขียนไว้ว่าวันที่ 19 กรกฎาคม รศ. 116
(พ.ศ. 2440) รัชกาลที่ 5 พร้อมพระบรมโอรสาธิราช เจ้านายและข้าราชการที่ตามเสด็จ
ก็ได้เดินทางโดยรถไฟพระที่นั่งไปยังบ้านบิสป์กอเดน
(เมืองบิสพ์การ์เด้นในปัจจุบัน)
จากนั้นได้เสวยพระกระยาหารกลางวันที่โฮเต็ลบิสป์กอเดน
แล้วเสด็จฯโดยรถพระที่นั่งไปตามถนนเนินเขาริมฝั่งแม่น้ำอินดัล (Indal)
ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าสน จนถึงบ้านอุเต็นเนดา (Utamede) ซึ่งเป็นท่าเรือ
และไม่มีบ้านคนอยู่ แต่ก็มีราษฎรชายหญิงมารวมกันคอยรับเสด็จเป็นจำนวนมาก
ได้เสด็จลงเรือกลไฟที่ชื่อว่าลิเด็นถึงบ้านลิเด็น ซึ่งท่าที่รับเสด็จฯนี้
เขามีการตกแต่งอย่างสวยงาม
พระองค์ได้เสด็จขึ้นจากเรือไปทอดพระเนตรที่ทิ้งซุงไม้สนให้ไหลไปตามรางจากภูเขาลงไปแม่น้ำด้วย
ครั้นเวลาเย็นก็ได้เสด็จเปลี่ยนเรือพระที่นั่งลำใหม่ออกเดินทางไปยังตำบลเชฟสะตา
ซึ่งเมื่อมาถึงสะพานเชฟสะตาปรากฎว่า มีชายหญิงที่วิวาห์กันใหม่ๆ
แต่งชุดแต่งงานมาขอรับพระราชทานพร เมื่อเสด็จถึงอีกด้วย และระหว่างทางเสด็จฯ
ก็ยังต้องเปลี่ยนเรือพระที่นั่งหลายครั้งตามสภาพเส้นทางเสด็จ
แต่ทุกแห่งที่เสด็จฯผ่าน ล้วนมีประชาชนมาชมพระบารมีอย่างเนืองแน่น
หญิงหลายคนก็นำช่อดอกไม้อันงดงามมาทูลเกล้าฯ ถวาย
บางแห่งถึงกับบรรทุกคนมาในเรือกลไฟใหญ่แล่นตามเรือพระที่นั่งมาแกว่งผ้าเช็ดหน้าขาวไสวไม่หยุด
ปากก็ร้องฮุราถวายชัยมงคลเรื่อยมา พอเหนื่อยก็หยุด
พอหายเหนื่อยก็ร้องต่อด้วยความปิติยินดีเป็นที่ครึกครื้นยิ่ง
แต่สำหรับวันที่ 19 กรกฎาคม
ของปีปัจจุบัน ป้าอ้นก็ได้มีโอกาสไปร่วมกับชาวไทยในสวีเดน
และชาวไทยในประเทศข้างเคียง อย่างนอร์เวย์ที่มาร่วมงานเฉลิมฉลองในวาระ 110 ปีนี้
ถือดอกกุหลาบสีชมพู ดอกใหญ่สวยงามคนละดอกเดินตั้งแถวเข้าไปถวาย ณ
เบื้องยุคลบาทพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ในอาคารพระบรมราชานุสรณ์ ที่สร้างขึ้นในบริเวณที่เขาเล่ากันว่า
เป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าหลวงของเราได้เสด็จมาในรถพระที่นั่งและมาลงเรือพระที่นั่งที่นี่
ซึ่งถนนที่ทรงเสด็จพระราชดำเนินผ่านนี้ ก็มีชื่อว่า
ถนนจุฬาลงกรณ์มหาราชาตามที่เล่าข้างต้น
พอพูดถึงถนน หลายคนอาจคิดว่า
เป็นถนนคอนกรีตแบบบ้านเรา ซึ่งตอนแรกก็คิดอย่างนั้น แต่จริงๆ แล้ว
ถนนที่ว่าเป็นเพียงเส้นทางแคบๆ คล้ายถนนในป่า ที่ลาดลงไปยังแม่น้ำ และมีชื่อปักไว้
ซึ่งน่าจะเป็นเส้นทางเดียวกับทางเลียบเนินเขาริมฝั่งแม่น้ำอินดัล (Indal)
ก่อนถึงบ้านอุเต็นเนดา (Utamede)
ซึ่งเป็นท่าเรืออย่างที่เขียนบรรยายไว้ในจดหมายเหตุ และบริเวณรอบๆ
ก็ยังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้สนอย่างที่กล่าวไว้
เพียงแต่ปัจจุบันท่ามกลางความเขียวขจีของหมู่ไม้
ก็มีอาคารพระบรมราชานุสรณ์ผุดขึ้นอย่างสวยงามโดดเด่น ซึ่งมีคนเล่าให้ฟังว่า
ชาวสวีเดนนิยมมาถ่ายภาพคู่แต่งงาน ณ สถานที่แห่งนี้ปีละจำนวนไม่น้อย ซึ่งในวันนี้
นอกจากการมีการนำพานพุ่ม และดอกกุหลาบไปถวายแล้ว
ยังมีพิธีเปิดอาคารแสดงพันธุ์ไม้จากไทยที่เรือนไทยจำลอง ณ
บริเวณใกล้ๆอาคารพระบรมราชานุสรณ์อีกด้วย
เป็นที่น่ายินดีว่า
อาคารพระบรมราชานุสรณ์
อันเป็นที่ประดิษฐานพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าอยู่หัวแห่งนี้
ได้ทำให้รากุนด้ามีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักไปทั่ว
เพราะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญที่สร้างทั้งคุณค่า
และมูลค่าเพิ่มให้รากุนด้าอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน และที่น่าประทับใจก็คือ
ในปีนี้ ป้าอ้นได้เห็นคนไทยที่อยู่อาศัยอยู่ประเทศสวีเดนและใกล้เคียง
ได้รวมกลุ่มกันให้อาจารย์จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลาที่พาคณะไปแสดง
ได้ช่วยฝึกซ้อมรำหมู่ให้พวกเขาเพียงวันสองวันก่อนงาน
เพราะต่างอยากรำถวายหน้าพระบรมรูปในวันที่ 19 กรกฎาคม อันเป็นวันครบรอบ 110
ปีแห่งการเสด็จฯประพาส
ทำให้รู้สึกได้ถึงความจงรักภักดีที่ประชาชนชาวไทยมีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์
ขณะเดียวกันก็รู้สึกปลื้มและภาคภูมิใจที่ได้เห็นชาวสวีเดนปัจจุบันยังรัก
และชื่นชมในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
แม้เวลาจะผ่านมาเนิ่นนานนับร้อยปีก็ตาม
พระองค์ก็ยังทรงเป็นพระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักยิ่งของทุกคนทุกที่
สมดังพระราชสมัญญา พระปิยมหาราช
จริงๆ
แอบแอ๊บแบ๊วที่สต๊อกโฮล์ม
และแล้วเรื่องตามรอยพระยุคลบาทรัชกาลที่ 5 ก็จบลงในย่อหน้าแล้ว
แต่เนื่องจากป้าอ้นได้มีโอกาสไปสต๊อกโฮล์มอีก 1 วันกว่าๆ
ก็เลยอยากจะเล่าให้ฟังต่อเป็นแบบภาคผนวก ไหนๆ ก็หลวมตัวอ่านมาถึงหน้านี้แล้ว
ก็อ่านต่ออีกหน่อยละกัน
หลังจากเสร็จพิธีถวายพระราชสักการะพระบรมรูปรัชกาลที่ 5 แล้ว ภาคบ่ายของวันที่ 19
กรกฎาคม ก็มีพรรคพวกที่รู้จักมาชวนนั่งรถตู้เข้าไปกรุงสต๊อกโฮล์ม
ด้วยความใจง่าย(เรื่องเที่ยว)
กอปรกับอยากเห็นเมืองหลวงของประเทศนี้ด้วยว่าหน้าตาจะเป็นอย่างไร
ป้าอ้นก็ตามเขามาเฉยเลย เพราะเขาบอกว่าที่พักไม่มีปัญาหา นอนด้วยกันได้ (อ้อ !
อย่าคิดอกุศล เขาที่ชวนเป็นผู้หญิงหมดจ้ะ แต่ถ้าเป็นหนุ่ม อาจลังเล ไม่ใช่อะไรหรอก
ต้องดูว่าหล่อหรือเปล่า ค่อยตัดสินใจอีกทีน่ะ อิอิ!!)
 |
รถตู้ใช้เวลาวิ่งจากรากุนด้ามาสต๊อกโฮล์มราว 6 ชม.เศษๆ
ระหว่างทางก็จอดดูทิวทัศน์ข้างทางตามที่คุณจอห์น
(คนไทยที่ไปอยู่ที่โน่นหลายสิบปี และเป็นเจ้าของรถเช่าที่เรานั่ง) พาไป
ส่วนห้องน้ำก็แวะตามร้านขายของในปั๊มน้ำมัน
ซึ่งดูเหมือนจะเป็นห้องส้วมของร้าน มากกว่าส้วมสาธารณะที่บริการทั่วไป
เพราะมีเพียงห้องเดียว แต่ดีหน่อยตรงที่มีกระดาษทิชชู่ให้ด้วย
|
|
พอเข้าเขตสต๊อกโฮล์ม
เพื่อนที่มาด้วยกัน ก็พูดเลยว่า แหม! ค่อยรู้สึกเหมือนมายุโรปหน่อย
เนื่องจากเพิ่งเห็นตึกรามบ้านช่องใหญ่โตอย่างที่พบเห็นทั่วไปในยุโรป
ซึ่งผิดกับรากุนด้าที่เต็มไปด้วยป่าด้วยเขา (แหม! ไม่งั้นรัชกาลที่ 5
คงไม่ต้องเสด็จไปทอดพระเนตรเรื่องป่าไม้ถึงที่โน่น
จนทำให้ชาวสวีเดนตื่นเต้นยินดี
และประทับใจที่เห็นพระมหากษัตริย์จากแดนไกลอย่างที่เล่ามาแน่)
|
 |
 |
เมื่อเข้าเมือง
คุณจอห์นก็พาเราไปกินข้าวเย็นที่ร้านอาหารไทยชื่อ ตะไคร้ (Lemongrass)
ซึ่งเจ้าของก็คงรู้จักกันดี เพราะออกมาพูดคุยกับเราอย่างสนุกสนาน
เย็นนั้นเรากินข้าวกับหมูผัดกระเพรากรอบ ไข่เจียว และต้มยำ
|
|
ซึ่งนอกจากจะรสชาติดีแล้ว เจ้าของร้านยังได้ลดราคา
และแถมกล้วยทอดโรตีให้กินฟรีเป็นของหวานอีกด้วย
กินข้าวเสร็จพวกเราก็เข้าโรงแรม
เพื่อพักผ่อนนอนเอาแรงก่อนจะลุยสต๊อกโฮล์มในวันต่อไป
|
 |
 |
รุ่งขึ้นวันที่ 20 กรกฎาคม เราไปที่พิพิธภัณฑ์ Vasa เป็นแห่งแรก
ที่พิพิธภัณฑ์นี้เขาจัดแสดงให้เห็นซากเรือไม้โบราณ
แบบเรือไวกิ้งที่มีรูปร่างสมบูรณ์ที่สุด เขาสันนิษฐานว่า
ที่มันดูสมบูรณ์เช่นนี้ ก็เพราะวิศวกรได้คำนวนผิด
ทำให้เธอจมลงก่อนที่จะได้แล่นไปถึงไหนๆ ค่าเข้าชมที่นี่ เขาคิด 80
โครนต่อคน ก็ตกราวๆ 400 บาท จะว่าแพงก็แพง แต่เข้าไปชมก็ดูคุ้มค่า
เพราะเป็นเรือไม้ที่สวยงามใหญ่โตมาก
ประมาณเรือเดินสมุทรที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบัน
และแม้จะเป็นพิพิธภัณฑ์ที่โชว์เรื่องเรือลำนี้ลำเดียว
แต่เขาก็จัดแสดงเรื่องราวต่างๆ ของเรืออย่างละเอียดทุกขั้นตอน
|
|
นับตั้งแต่ไปกรรมวิธีไปกู้เรือขึ้นมาจนเห็นอยู่ในปัจจุบัน
โดยเขาได้ตั้งเรืออยู่ตรงกลางห้อง แล้วให้เราขึ้นบันไดไปชมเป็นชั้นๆ
แต่ละชั้น เมื่อมองไปจะเห็นภายในเรือสูงขึ้นๆ เป็นลำดับ
ซึ่งเขาจะมีการจำลองสิ่งของในเรือมาให้ชมในแต่ละชั้นด้วย
|
 |
 |
ที่น่าสนใจเห็นจะได้แก่
การแสดงภาพจำลองที่เริ่มแรกจะเห็นเป็นกระโหลกศีรษะก่อน
(คงจะเป็นของศพที่พบในเรือน่ะ) จากนั้นจะค่อยๆ
ใส่เครื่องหน้าเข้าไปทีละส่วนๆ จนเห็นเป็นรูปหน้าคนอย่างชัดเจน
ซึ่งเป็นการศึกษาโดยสันนิษฐานว่า หากกระโหลกมีรูปร่างหน้าตาอย่างนี้
ถ้าเป็นคนมีเนื้อหนังจะหน้าตาเป็นอย่างไร
และก็คงจะใกล้เคียงกับความเป็นจริงไม่น้อย
|
|
อีกอันที่เห็นเด็กๆไปเล่นคือ เกมในคอมฯ ที่เขามีรูปเรือ
แล้วให้เติมน้ำหนักสิ่งของต่างๆ ลงไปในเรือจำลอง
พร้อมกับจัดกระแสลมให้พัดเรือ แล้วดูว่าเรือจะทานอยู่หรือไม่ เท่าที่เห็น
ถ้าใส่พอเหมาะ แม้เรือจะโคลงเคลงไปมา แต่ก็ยังยืนหยัดอยู่ได้
แต่ถ้ากะไม่ถูก ก็คงเป็นเหมือนเรือ Vasa
ที่จมเพราะการคำนวนที่ผิดพลาดนี่แหละ
|
 |
 |
จากพิพิธภัณฑ์เรือ เราก็ไปชมพระราชวังที่เห็นว่ามีหลายแห่ง
แต่ที่เราไปชมคือพระราชวังในเมือง ซึ่งขณะที่เราไป
เป็นช่วงทหารรักษาวังเปลี่ยนเวรพอดี เราเลยได้ชมกระบวนการเปลี่ยนเวร
โดยมีวงดุริยางค์ทหารม้าคอยให้จังหวะ ทหารรักษาวังที่นี่ดูแล้วหน้าตาเด็กๆ
เป็นส่วนใหญ่
|
 |
คุณจอห์นบอกว่า เป็นเพราะทหารวังที่นี่
เป็นทหารที่คล้ายเด็กเรียน รด. บ้านเรา ตอนแรกที่ดูก็ตื่นเต้นดีหรอก แต่พอๆ
ดูไปชักร้อนและทนเหม็นขี้ม้าที่มันทำเรี่ยราดแถวนั้นไม่ไหว
|
 |
ก็เลยถอยออกมาเดินดูของตามร้านรวงรอบๆ ดีกว่า
ของที่ระลึกส่วนมากก็คล้ายยุโรปทั่วไป
แต่ที่เป็นสัญลักษณ์ของที่นี่อย่างหนึ่งก็คือ ม้าไม้เล็กๆ
ที่เขาวาดลายที่มีสีสันสวยงาม ราคาก็พอประมาณ อย่างพวงกุญแจถูกที่สุดก็ราวๆ
25 โครน (๑๒๕ บาท)
|
 |
เช้านี้เที่ยวได้สองแห่งก็เลยเที่ยงแล้ว
เราจึงไปกินข้าวที่ร้านชื่อใบตองหรืออะไรคล้ายกันนี่ จำไม่ได้แล้ว
รู้แต่ว่าเป็นบุฟเฟ่อาหารไทย และมีข้าวห่อสาหร่ายของญี่ปุ่นให้เลือกด้วย
จะกินมากน้อยเท่าไร ก็ตามแต่กระเพาะ
|
|
ราคาอาหารหัวละ 70 โครน
น้ำดื่มก็แถมให้ทั้งน้ำเปล่า น้ำอัดลม รวมถึงชากาแฟ นับว่าถูกมาก
ตั้งแต่มาอยู่สวีเดนเรียกได้ว่าไม่อดอยากปากแห้งอาหารไทยเลย
เพราะที่นี่เขามีตลาดเอเซียให้เลือกซื้อเครื่องปรุง
ทำให้ได้รสชาติอาหารอย่างไทยจริงๆ
|
 |
|
เสร็จจากอาหารกลางวันเราก็ไปชม พระราชวัง
Drottningholm ที่อยู่ออกไปทางนอกเมืองหน่อย
ที่นี่เขาเปิดให้ชมข้างในได้ โดยเสียค่าเข้าคนละ 70 โครน
ในนั้นก็แบ่งเป็นห้องๆ แต่ละห้องก็มีภาพเขียนสวยงาม
|
 |
|
ใครที่เคยไปดูพระราชวังในยุโรปก็คงพอนึกออก เพราะจะคล้ายๆ กัน
ด้านหลังหรือจะเรียกด้านหน้าพระราชวังก็ไม่แน่ใจ
จะมีสวนใหญ่ที่เต็มไปด้วยต้นโอ๊ค
ซึ่งเขาตกแต่งเหมือนสวนในพระราชวังแวร์ซายส์ที่ฝรั่งเศสเลย
|
 |
|
วังอีกด้านจะติดกับทะเลหรือทะเลสาปก็ไม่แน่ใจอีกเหมือนกัน
แต่มีเรือใหญ่แล่นไปมาได้ หลังชมพระราชวังที่นี่แล้ว
พวกเราก็เดินทางกลับเข้าเมือง
|
 |
|
ไปเดินดูนิทรรศการภาพถ่ายสัตว์ป่าที่เขาตั้งแสดงไว้กลางแจ้ง
เป็นรูปที่ถ่ายได้สวยมากๆ เขามีพิมพ์เป็นโปสการ์ดแผ่นใหญ่ขายด้วย ตกแผ่นละ
15 โครน หรือกว่านั้น รู้สึกว่าแพงเอาการ ก็เลยไม่ได้ซื้อมาเป็นที่ระลึก
|
 |
|
จากนั้นเราก็ไป Shopping
ตามร้านขายของที่ระลึกแถวๆ ใกล้พระราชวังเดิมที่มาตอนเช้า
แต่เดินตรงถนนคนเดินอีกฟากหนึ่ง เพราะช่วงเช้าเดินแบบ window shopping
ยังไม่ทันได้ซื้ออะไร
|
|
 |
ช่วงนี้เลยเดินเข้าร้านโน้นออกร้านนี้ เพื่อซื้อของฝาก จนขาเริ่มล้า
กระเป๋าเริ่มแฟบ
ก็แวะซื้อเบอร์เกอร์ที่ร้านแม็คโดนัลกลับไปกินเป็นอาหารเย็นที่ที่พัก
แล้วก็เตรียมแพ็คของเพื่อเดินทางกลับ
|
 |
เช้าวันที่ 21 กรกฎาคม
อันเป็นวันสุดท้ายในสวีเดน คุณจอห์นมารับ
แล้วพาเรากลับไปยังแถวพระราชวังเดิมอีก บอกว่าได้ข้อมูลใหม่ว่า แถวนั้น
มีสถาปัตยกรรมชิ้นหนึ่ง เป็นรูปเด็กตัวเล็กๆ ทำด้วยเหล็ก
ใครไปใครมาจะต้องมาวางเงินเหรียญไว้ข้างหน้า แล้วก็ลูบศีรษะเด็กคนนี้
พร้อมอธิษฐานขอสิ่งต่างๆ
|
 |
ได้ยินแบบนี้ พวกเราก็ไม่พลาดอยู่แล้ว ให้ทำไงก็ทำกัน
วางเหรียญไป ลูบศีรษะไป อธิษฐานไป ถ่ายรูปไป กว่าแต่ละคนจะได้รูปสวย
มุมเหมาะ เห็นอธิษฐานกันหลายรอบ
จากที่นี่เราต่อไปหาซื้อลูกเชอรี่ที่มีคนสั่งมา ปรากฏว่าหาไม่ได้เลย
จนต้องไปที่แถวห้างที่อยู่นอกเมือง คล้ายคาร์ฟู บิ๊กซีบ้านเรา
ถึงจะมีแบบใส่กล่อง แต่ก็ดูไม่ค่อยสวย แถมบางกล่องมันชื้นจนราขึ้น
ต้องเลือกแล้วเลือกอีก ความจริงมีร้านแผงลอยข้างนอกขายอีกเจ้า
แต่เขาไม่มีกล่องให้เลยไม่เอา เพราะกลัวว่าขืนแบกไปถึงบ้านเรา
ลูกเชอรี่คงได้กลายเป็นแยมเชอรี่ไปแน่นอน
|
 |
|
อ้อ !
มีข้อแนะนำอีกอย่างแก่นักเที่ยวทั้งหลายว่า เวลาไป Super Market ในหลายๆ
ประเทศ ทั้งยุโรปและอเมริกา ควรจะพกถุงผ้าหรือถุงพลาสติกไปด้วย
เพราะเขาจะไม่มีถุงใส่ให้ฟรีแบบบ้านเรา ต้องซื้อต่างหาก
เพราะเขาต้องการลดขยะ
และถือว่าเป็นการลดการทำลายทรัพยากรทางธรรมชาติอีกทางหนึ่ง และที่สวีเดนนี้
หากมีขวดที่ใช้แล้ว
ก็สามารถนำไปแลกเป็นเงินจากเครื่องแลกอัตโนมัติตามห้างบางแห่งได้ด้วย
|
 |
|
พอซื้อเชอรี่ได้แล้ว
พวกเราก็กินเบอร์เกอร์แถวนั้นเป็นอาหารกลางวัน แล้วรีบเผ่นไปสนามบินอลันด้า
เพราะต้องไป Refund ภาษีที่สนามบินอีก การรีฟันด์หรือรับคืนภาษีนี้
หลายคนอาจจะไม่รู้ และไม่เคย แต่หมายถึงว่า
เมื่อเราไปซื้อสินค้าที่ประเทศใดๆ ก็ตาม
ส่วนใหญ่จะมีค่าภาษีบวกอยู่ในสินค้านั้นๆ
เราซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวสามารถขอใบเรียกภาษีคืนได้จากร้านค้า
เพราะเราไม่ได้อาศัยอยู่ประเทศเขา ก็ไม่จำเป็นต้องเสียภาษีให้แก่รัฐ
|
 |
 |
ดังนั้น
เมื่อซื้อสินค้าตามราคาที่เขากำหนดว่าจะเรียกภาษีคืนได้แล้ว(อย่างสวีเดนถ้าซื้อของเกิน
270 โครน อาจจะเป็นสินค้าหลายอย่าง แต่ต้องใบเสร็จใบเดียวกัน
ก็จะได้คืนประมาณ 10 %) เราก็ขอให้เจ้าของร้านออกใบเรียกภาษีคืนให้
|
 |
จากนั้นก็นำใบนี้ไปโชว์ที่เคาน์เตอร์ที่เขียนว่า Refund Tax พร้อมพาสปอร์ต
ณ สนามบินประเทศนั้นๆ ตอนขากลับ ก็จะได้รับเงินภาษีคืน
แต่ต้องนำสินค้าที่ซื้อไปแสดงด้วยว่าได้ซื้อจริง
เมื่อโชว์แล้วก็เก็บเข้ากระเป๋าได้
สำหรับที่นี่เมื่อโชว์และให้ใบเรียกภาษีคืนแล้ว เขาจะออกใบรับเงินอีกใบให้
|
|
ซึ่งต้องนำไปรับเงินที่ Gate
ข้างในอีกที คงกลัวเราไม่ไปจริงกระมัง ซึ่งวันนั้น กว่าจะขึ้นตั๋ว เป็น
Boarding Pass กว่าจะไป Refund Tax และรอให้เจ้าหน้าที่ตรวจก่อนเข้า Gate
ก็ปรากฎว่าทุกจุดล้วนแถวยาวเหยียด
จนทำให้ไม่สามารถเดินดูอะไรในสนามบินตอนขาออกได้
เพราะใกล้เวลาเครื่องออกเต็มที แต่ก็ดี ทำให้ไม่เสียเงินเพิ่ม
|
 |
|
มีเรื่องเล่านิดหนึ่ง
ตอนที่เขาตรวจร่างกายก่อนเข้า Gate ซึ่งมีอยู่สองสามด่านในสนามบินนั้น
ปรากฎว่าป้าอ้น เห็นเจ้าหน้าที่หนุ่มหล่อคนหนึ่ง
ใช้มือจับไปตามตัวผู้โดยสารขาออกที่ยืนกางแขนอยู่
|
 |
 |
เราก็นึกว่าเดี๋ยวเถอะ
เราจะต้องถูกเจ้าหนุ่มนั่นจับเนื้อต้องตัวให้หวิวเล่น อิอิ!
คิดแล้วก็ให้กระหยิ่มยิ้มย่องในใจ หน๋อยแน่ะ ! พอถึงตาเรา
หมอนั่นดันควักไอ้แท่งเหล็กแบนๆ มาตรวจแทนเสียนี่ ฮึ! เซ็ง !
|
 |
เที่ยวขากลับนี้ใช้เวลาเพียง 9
ชม.เศษ ก็ถึงสนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อกลับมาแล้ว
อีกวันได้ไปทำธุระที่สยามพารากอน ก็ไปเห็นเขามีเชอรี่อเมริกาขาย
สีสันสดใสน่ากิน กล่องละ 199 บาทเอง เทียบแล้วราคาก็พอๆ กับเชอรี่สวีเดน
รู้งี้มาซื้อที่นี่ก็ดีหรอก แต่นั่นแหละ ง (โง่) ต้องมาก่อน ฉ (ฉลาด)
ก็เลยต้องเสียเวลาไปหา แถมต้องถนอมแบกมา เพราะกลัวช้ำอีก ดีว่า
ไม่ถูกต่อว่าให้ช้ำใจ
|
 |
อ้อ ! อ่านมาถึงตรงนี้
หลายคนคงสงสัยว่าที่เขียนจั่วหัวว่าแอบมาแอ๊บแบ๊วที่สต๊อกโฮล์ม
อ่านที่เล่ามาไม่เห็นมีอะไรเลย ก็โถ หลอกให้อ่าน อ๊ะอ๊ะ ! พูดเล่น
ที่แอบแอ๊บแบ๊วกันน่ะ ก็คือตอนตั้งท่าถ่ายรูปไง แหม ! มาตั้งไกล
จะถ่ายรูปที ตั้งท่าธรรมดา มันก็กระไรอยู่ จริงไหม? ท่านผู้ชม เอ้ย!
ท่านผู้อ่าน ก็เลยมีท่าแอบแอ๊บแบ๊วกันพอหอมปากหอมคอ
และแล้วการเที่ยวสวีเดนก็เอวังด้วยประการฉะนี้
|
|
อ้อ
! ก่อนจบ แถมอีกเรื่องก็ได้ ด้วยเหตุที่ช่วงนี้เป็นหน้าร้อน
ทำให้ชาวสวีเดนพาหมา
(ที่เขาว่าก่อนจะเลี้ยงและพามาเดินเล่นกับเจ้านายของตนได้
ต้องผ่านโรงเรียนหมามาก่อน มิน่า แต่ละตัวเสียหมา
ไม่มีเห่าคนแปลกหน้ากันเล้ย)
|
|
|
ตอนที่เราไปพระราชวังนอกเมืองนั้น พอดูเสร็จจะกลับไปที่รถ ปรากฎว่า
พวกเราเห็นหมาตัวหนึ่ง ท่าทางคล้ายพันธุ์ เกรนเด็น แต่ไหงเดินก้มโคล้ง
หลังงอ ไม่สง่างามเอาเสียเลย
ป้าอ้นเลยหลุดปากออกมาว่า หมาอะไรว่ะ
เดินยังกับจะขี้ เท่านั้นแหละ มันหย่อนตูดขี้ออกมาทันที
พวกที่ไปด้วยเลยหัวเราะขำ
และตั้งให้ป้าอ้นเป็นผู้เชี่ยวชาญท่าของหมาไปโดยปริยาย (ควรภูมิใจไหมเนี่ย
ได้เป็นถึงผู้เชี่ยวชาญ ??)
|
 |
|
หมายเหตุ : หลายคนอาจจะไม่รู้จักคำว่า
แอ๊บแบ๊ว เพราะเป็นคำสแลง
เพิ่งฮิต เขาว่ามาจากภาษาอังกฤษคำว่า abnormal ที่แปลว่าผิดปกติ กับคำว่า
บ๊องแบ๊ว ภาษาไทยที่แปลว่าไร้เดียงสาน่ารัก ซึ่งรวมความและแปลง่ายๆได้ว่า
แก่แล้วไม่เจียม เอ้ย!! หมายถึง คนที่มีอายุแล้ว แต่ยังดูอ่อนเยาว์
ชอบทำท่าน่ารัก อะไรประมาณนั้น /สำหรับหมายเลขและเมล์ติดต่อคุณจอห์น
เผื่อคนอยากเช่ารถที่โน่น pk.john@home.se หรือ โทร.0709 540165
|
 |
เรื่องท่องเที่ยวโดยป้าอ้น
เยือนแดนอาทิตย์อุทัย
ชินจ่าว เวียดนาม ท่องสามแดนดิน ถิ่นมรดกโลก (ตอนจบ)
ชินจ่าว เวียดนาม ท่องสามแดนดิน ถิ่นมรดกโลก
เมื่อสาวไทยถูกจี้ที่ฮังการีบูดาเปสต์
เยือนแดนมังกร ท่องอุทยานมรดกโลก
เที่ยวปราสาทหิน เยือนถิ่นนางอัปสรา
ท่องแดนปลาดิบชิมแต่กิมจิ ตามล่าหาซากุระปะแต่ดอกบ๊วย
ท่องแดนกิมจิ
ความคิดเห็นเกี่ยวกับ: ตามรอย
แสดงความคิดเห็น
ซ่อนความคิดเห็น
รำคาญข้อความโฆษณา หรือพบข้อความไม่เหมาะสม กรุณาช่วยกันคลิก "
" เพื่อช่วยให้ทีมงานดำเนินการลบข้อความดังกล่าวได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ขอบคุณมากค่ะ
จำนวนข้อความทั้งหมด 8
Re: ตามรอย
Re: ตามรอย
Re: ตามรอย
Re: ตามรอย
Re: ตามรอย
Re: ตามรอย
Re: ตามรอย
Re: ตามรอย
รูปประจำตัว
เลือกชุดสัญลักษณ์แสดงอารมณ์