ท่องเที่ยว ททท. การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ที่พัก ร้านอาหาร การเดินทาง
 |
โอ้ ! อัศจรรย์เหลือเชื่อ.....นี่หรืออินเดีย (ตอนที่
1)
(
Incredible
India
)
ออนไลน์เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2550
คุณพ่อ
นิคม
วุฒิกานากร ...
ผู้ร่วมเรียบเรียง ตรวจทานความถูกต้อง
และข้อมูลเชิงพุทธโดยละเอียด
|
 |
ณัฐภณ
วุฒิกานากร
(เอ บ้านผางาม)
ผู้เขียน
/ ภาพ
|
พบกันอีกครั้งนะครับ กับผม
ณัฐภณ วุฒิกานากร (เอ บ้านผางาม)
ในการผจญภัยบทใหม่สู่ดินแดนภารตะ ที่คงความเก่าแก่ทางอารยธรรมมาแต่สมัยพุทธกาล
บทความที่แล้วของผมเล่าถึงการเดินทางกับคุณแม่บนเรือสำราญสุดหรู สู่ดินแดนอะลาสก้า
พรมแดนธรรมชาติสุดท้าย
การเดินทางในครั้งนี้ของผมกับคุณพ่อ
จึงแตกต่างโดยสิ้นเชิงครับ
เหมือนสูงสุดสู่สามัญ
ซึ่งเป็นการเดินทางไปในประเทศที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม
ลี้ลับ และสร้างความตื่นตา ประทับใจไม่รู้ลืม
เปรียบเหมือนการเดินทางของจิตใจและความคิดไปพร้อมๆ กัน
 อินเดีย |
การเดินทางสู่อินเดียของผมในครั้งนี้
นับเป็นครั้งที่สอง โดยตามรอยสังเวชนียสถานทั้ง 4 แห่ง
อันสมควรแก่พุทธศาสนิกชนพึงจะได้มาจาริกสักครั้งหนึ่งในชีวิต
เพื่อให้ซึมซาบถึงเรื่องราวของพุทธประวัติ จากสถานที่จริง
และความหมายของพระธรรมคำสั่งสอนครับ
|
|
แต่เนื่องจากในปัจจุบันมีบทความ และรายการมากมาย
ได้มาถ่ายทอดเรื่องราวของทัวร์สังเวชนียสถานแล้ว
ที่สำคัญ ขอออกตัวว่า ผมเองยังขาดความแตกฉานลึกซึ้งอย่างมาก
สำหรับผมแล้วอินเดีย เป็นสถานที่ที่ผมรู้สึกว่า
มีอะไรให้เรียนรู้ไม่รู้จบ
จึงขอเล่าเรื่องราวในฐานะของนักเดินทางคนหนึ่งที่ได้เดินทางมาพบเห็น
|
 อินเดีย |
|
ความงดงามข้างทางมากมายแฝงเร้นอยู่
ผู้คนรอบข้างยังยิ้ม และใช้ชีวิตประจำวันตามปกติได้
แม้ในความเป็นอยู่ที่แสนลำบากยากเข็ญ
ทำให้ผมนึกถึงคำของพระอาจารย์น้อยที่บอกไว้ว่า
จงมองอินเดียในอย่างที่เขาเป็น
ไม่ใช่ในแบบที่เราอยากให้เขาเป็น
|
 อินเดีย |
 อาหาร อินเดีย |
จากมุมมองของผม
อินเดีย เป็นประเทศที่มีสีสันและรสจัดจ้าน
ทั้งในแง่ของผู้คน วัฒนธรรม ศาสนา สถาปัตยกรรม และรสชาติอาหารและรสชาติชีวิต
จึงไม่น่าแปลกใจว่า
อินเดียเป็นหนึ่งในประเทศที่ผมประทับใจมากที่สุด
ทั้งๆ ที่หลายคน เมื่อจะมาอินเดีย
ต้องรู้สึกลำบากทั้งด้านอาหารการกิน
ที่พัก และความสะอาด (สุขา) อย่างแน่นอน
ขอยืนยันเลยครับว่า ไม่น่าห่วงอย่างที่คิด
ใครที่ชอบทานมังสวิรัติ
ยิ่งถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ทานอาหารเพื่อสุขภาพอีกด้วย
มีคำเปรียบเปรยไว้น่าฟังเลยครับว่า
อินเดียเป็นประเทศที่
ผวาเมื่อรู้ว่าจะมา
แต่จะถวิลหาเมื่อลาจาก
|
 อินเดีย |
การเดินทางของผม มองกันดีๆ
ใช้เวลาถึง 3 ปีทีเดียว ( ถ้ามองในแง่ของ
การเดินทางแห่งความคิดของผมนะครับ
)
ซึ่งการมาทั้งสองครั้งของผม มันช่างให้ความรู้สึกที่ต่างกันมาก
รู้สึกได้ชัดเลยครับว่า
เมื่อเวลาผ่านไป
มันเปลี่ยนมุมมองของเราต่อสิ่งรอบข้างเดิมๆ ที่เราเคยเห็น
เหมือนกับเรามองย้อนไปเห็นตัวเราเมื่อ 3 ปีที่แล้ว
ยืนห่างจากเราออกไป
ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของเราในตอนนี้เลย
|
 อินเดีย |
ที่นี่เป็นที่เดียวที่ทำให้ผมรู้สึกอย่างนี้ครับ
เป็นเรื่องประหลาดและท้าทาย สำหรับผมมากครับ
เหมือนจะบอกกลายๆ กับผมตามคำสอนทางพุทธศาสนาว่า
สิ่งที่แน่นอนที่สุดในโลก
ก็คือ ความไม่แน่นอน
ตัวเราเองมีการเปลี่ยนแปลงเสมอ
หาอะไรยึดติดว่าเป็นตัวเราจริงๆ นั้นไม่ได้เลย
เอ้า!!!
ก็ให้มันรู้กันไปเลยดีกว่า
ว่าอะไรจะรอเราอยู่
ชีวิตนักเดินทางอย่างผม
ไม่ออกเดินทางสู่โลกกว้างก็ไม่รู้ จริงไหมครับ....
|
งานนี้ผมใช้กล้องคู่ใจ เป็นเครื่องมือบันทึก
เรื่องราวการเดินทางของผม โดยเน้นการถ่ายสไตล์
LOMO (Leninggradskoye Optiko Mechanichesckoye Obyedinenie) ครับ
ดูเป็นหลักการ แต่แนวคิดง่ายๆ
เลยครับ คือ คิดน้อย
ถ่ายเยอะ
5555
นิยามจริงๆ คือ
ภาพที่ถ่ายโดยใช้สัญชาตญาณในการบันทึกภาพ หรือเหตุการณ์ที่น่าประทับใจ
โดยไม่ต้องคิดอะไรมาก
|
ใช้มุมแปลกๆ บ้าง
ถ่ายแบบไม่ได้ต้งใจ
ถ่ายให้ได้มากที่สุด ทุกสถานการณ์ ทุกมุมอง ทุกท่วงท่า
จะได้ภาพที่มีสีสันจัดจ้าน ดูดิบ และแปลกตา
(ขอบคุณคำนิยามจาก Inspiration Art : นิตยสาร
Metro Life ครับ)
ข้อเสียของการถ่ายภาพแบบนี้ คือ เราต้องมีสมาธิจดจ่อกับรอบข้างตลอด
จะไม่ค่อยรู้สึกผ่อนคลาย
แต่บางครั้งก็ได้ภาพที่จะประทับในความทรงจำคุณตลอดไปทีเดียวครับ
|
 อินเดีย |
|
พุทธคยา
คิชฌกูช - พาราณสี
โปรแกรมการเดินทางของผมเริ่มต้นที่เมืองพุทธคยา
ดินแดนศรีมหาโพธิ์ ณ สถานที่ที่พุทธองค์ตรัสรู้
ซึ่งการได้มาเยือนครั้งนี้
จึงเปรียบเสมือนเราได้มาก้มกราบหน้าพระพักตร์พุทธองค์ หน้าแท่นวัชรอาสน์
ณ ใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ แห่งนี้
ควรแก่การสำรวม และระลึกน้อมถึงคุณแห่งพระธรรมที่ได้ถือกำเนิดขึ้น ณ จุดนี้
เมื่อเกือบ 2,600 ปีที่แล้ว
ได้มีโอกาสสวดมนต์ และนั่งสมาธิเพื่อความสงบของจิตใจ
|
 พุทธคยา |
|
พอสมควรแก่เวลาก็ออกเดินทางสู่สถานที่ใกล้เคียงอีกหลายที่
เช่น บ้านนางสุชาดา
ที่ถวายข้าวมธุปายาส เป็นภัตตาหารก่อนที่พุทธองค์จะทรงลอยถาด
ตั้งจิตอธิษฐานมุ่งสู่การเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
,
แม่น้ำเนรัญชรา ที่ทรงเสด็จข้ามสู่ศรีมหาโพธิ์ ,
ฯลฯ
ทำให้เราตระหนักได้ว่า
สถานที่ในพุทธประวัติเหล่านี้มีอยู่จริง
จริงขนาดเห็นภาพชัดเจนว่า
การมุ่งสู่การเป็นศาสดาเอกของพระพุทธองค์ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
|
 พุทธคยา |
|
สถานที่เหล่านี้
ยังคงความเป็นอาณาจักรที่ยังมีรูปแบบชีวิต
ขนบธรรมเนียมประเพณี วรรณะ และ
ความยากแค้น
เหมือนเมื่อครั้งที่สมัยพุทธกาลเป็นเช่นไรก็ยังคงสภาพนั้น
นอกจากเราจะเหมือนได้เดินทางข้ามย้อนเวลาไปเดินในแดนพุทธภูมิ
และคิดพิจารณาถึงตัวเราเปรียบกับสภาพความเป็นอยู่
โดยท่านที่มีความกังวลใจคิดว่าชีวิตเรามีเรื่องทุกข์และลำบากอยู่ก็จะหายไปโดยสิ้นเชิงเลย
ชีวิตลำบากของเรายังเทียบไม่ได้แม้แต่นิดเดียว
กับคนที่ยังกังวลกับการจะมีอาหารกินในวันต่อไปหรือไม่
|
 พุทธคยา |
หญิงสาวที่ต้องตกอยู่ในกรอบประเพณีเข้มงวด
ชนชั้นที่ตกอยู่ในระบบวรรณะ
จึงต้องบอกกับทุกท่านเลยว่า
การเดินทางมาอินเดีย
มิใช่การเดินทางมาเพื่อความเพลิดเพลินแม้แต่น้อย
ท่านต้องมีศรัทธาและความตั้งใจ พร้อมที่จะปรับตัว และเรียนรู้กับสิ่งรอบข้าง
ขณะเดียวกันก็
เดินทางในความคิด
ควบคู่กัน
พิจารณาชีวิตของท่านไปด้วย ว่าอะไรคือสิ่งสำคัญสำหรับชีวิต
จึงจะเรียกได้ว่า เดินทางมาอินเดียอย่างแท้จริง
 อินเดีย |
อย่างที่บอกครับ
ก็ไม่ใช่เรื่องที่เราจะมาหดหู่ ห่อเหี่ยวใจ
เพราะเราต้อง มองอินเดียในอย่างที่อินเดียเป็น
มองเห็น พิจารณา
แล้วปล่อยวาง
เพราะตลอดการเดินทางก็มีความน่าสนใจมากมายให้ผมได้ติดตามในแต่ละวัน
เช่น ขบวนสิงสาราสัตว์ ตั้งแต่ ฝูงหมูป่าที่กำจัดสิ่งสกปรกตามถนน,
นกยูงบินตัดอาทิตย์อัสดง,
หมาจิ้งจอกที่วิ่งตัดหน้ารถบัสขณะออกจากวัดไทย,
แมวป่าที่ออกมาจากหลังกองฟาง ขณะไปยิงน้องกระต่าย
ฯลฯ
|
 อินเดีย |
ขนบธรรมเนียมที่น่าสนใจที่เราต้องยอมจำนนในเหตุผลของเขา
มีหลายเรื่องที่ทำให้ต้องมาคิดเปรียบเทียบกันกับประเทศเรา
เช่น แนวคิดเรื่องความพอเพียงที่เป็นรูปธรรม
จะเห็นได้ชัดจากผู้คนที่ใช้ชีวิตเกษตรตามทาง
เขาจะใช้มูลวัวซึ่งเราเห็นว่าสกปรก
มาผสมเศษวัสดุแล้วแปะไว้ตามผนังบ้าน
เมื่อแห้ง
นำมาใช้ทำเป็นฟืนหุงอาหาร,ใช้ผิงไฟเมื่อหนาว,
หักโยนเป็นปุ๋ยในไร่นา (ได้ผลดีซะด้วย),จำหน่ายให้เป็นรายได้แก่ครอบครัว
และประโยชน์อื่นๆ อีกมาก
|
ไปจนถึง
เรื่องของรถบัสบางคันที่ถูกจี้ปล้น
บางครั้งโจรจะออกใบเสร็จให้คนขับ
เพื่อไปแจ้งเป็นค่าใช้จ่ายว่าถูกปล้นจริง
คนขับซึ่งเป็นวรรณะต่ำเหมือนกัน จะไม่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่าย ฯลฯ
แต่ที่ผมว่าเป็นสาระ และเป็นมงคลแก่ชีวิตที่สุด คือ
การได้ฟังธรรมะจากพระวิทยากรที่นำเราตลอดเส้นทาง
นอกจากการนำเที่ยว
ก็จะสอดแทรกพุทธประวัติในเชิงลึกตามรายทางที่ผ่าน
รวมถึงเนื้อหาธรรมะในเชิงละเอียดน่าติดตาม
หลายคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องน่าเบื่อ
แต่เชื่อผมเถอะครับว่า
การที่เราได้ชะลอชีวิตเราให้ช้าลง
มีเวลา หยุดคิด
หรือ หยุดที่จะคิด
บ้าง
ช่วยสร้างความสงบให้กับเราอย่างไม่น่าเชื่อเลยล่ะครับ
เช้าวันต่อมาจึงเดินทางสู่เขาคิชฌกูช
ยอดเขาศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นมูลคันธกุฎีของพระพุทธเจ้า
มีถ้ำซึ่งเคยเป็นที่พำนักของอัครสาวกเบื้องขวา และเบื้องซ้าย คือ
พระสารีบุตร ผู้เป็นเลิศทางปัญญา
และพระโมคคัลลานะ
ผู้เป็นเลิศทางอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์
ผ่านช่องเขาที่พระเทวทัตกลิ้งหินประทุษร้ายพุทธองค์
,ฯลฯ
การได้มาสักการะ ณ ที่นี่
ถือเป็นมงคลชีวิต และทำให้จิตใจได้สงบมากครับ
จากนั้นจึงออกเดินทางสู่
ตโปทานที แห่งหุบเขาเวภาระ
ซึ่งเชื่อว่าเป็นบ่อน้ำร้อนศักดิ์สิทธิ์
ที่ใช้เป็นสถานอาบน้ำกลางแจ้งสำหรับชาวฮินดู
สื่อให้เห็นถึงระบบวรรณะอย่างชัดเจนครับ
โดยต้นน้ำจะเป็นที่อาบน้ำของวรรณะสูง
ตั้งแต่ พราหมณ์
กษัตริย์ แพทย์ ศูทร
มีการแบ่งสัดส่วนอย่างชัดเจน
และน่าสะท้อนใจ ก็คือ น้ำที่ลงใช้อาบในวรรณะต่ำสุด
มีสภาพไม่ต่างจากน้ำครำ (ดำปี๋ และเหม็น จริงๆครับ)
(เนื่องจากไม่สามารถถ่ายรูปมาได้ เพราะเป็นข้อห้ามของเขา
ต้องขออภัยครับ)
เขาก็ยังอาบได้และถือเป็นน้ำร้อนศักดิ์สิทธิ์
ซึ่งแนวคิดเรื่องวรรณะที่เข้มแข็งนี้
แม้ในสายตาคนภายนอกอาจจะเป็นเรื่องที่รับได้ยาก
แต่ก็ถือเป็นเครื่องมือหนึ่งที่สำคัญในการปกครองคนหมู่มากในอินเดียมาแต่โบราณกาล
 แม่น้ำคงคา |
คงไม่มีที่ไหนที่พิสูจน์ถึงความเชื่อมั่นอันยิ่งใหญ่ทางศาสนาฮินดูได้เท่ากับ
การอาบน้ำ และชำระร่าง(ศพ)
ที่ริมฝั่งแม่น้ำคงคาที่เมืองพาราณสี
เชื่อกันว่าการกระทำเช่นนี้ จะช่วยชำระล้างบาปให้บริสุทธิ์ทั้งกายและใจ
รวมถึงพิธีการเผาศพที่ริมแม่น้ำคงคาจะใช้ไฟ จากวิหารศักดิ์สิทธิ์
ที่ไม่เคยดับมากว่าห้าพันปี
เป็นการยืนยันถึงศรัทธาทางศาสนาที่แน่วแน่ของชาวฮินดูครับ
|
 การเผาศพ ที่แม่น้ำคงคา |
ระหว่างทางเข้าเมือง
ไกด์ได้ชี้ให้เราดูรถคันข้างๆ กำลังจะไปแม่น้ำคงคา
เพราะมีเครื่องสักการะบนหลังคารถห่อด้วยผ้าสีทองอร่าม
เมื่อผมกระหน่ำเก็บภาพไว้แล้ว
พิจารณาดูว่า ปลายห่อมันงอนๆ เหมือนปลายเท้าคน
เข้าใจไม่ผิดล่ะครับ
นั่นคือศพที่เขากำลังจะไปเผาริมแม่น้ำนั่นเอง
ถ้าได้เห็นศพ
จะถือว่าเป็นโชคดีของเราครับ
โอ้ว.. คุณพระช่วย.....เป็นบุญของผมจริงๆ
|
 แม่น้ำคงคา |
เมื่อเดินทางถึง
เราก็เริ่มโปรแกรม
ล่องเรือชมแม่น้ำคงคายามอาทิตย์อัสดงที่งดงาม
เพื่อร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีเผาศพริมฝั่งคงคา
เป็นบรรยากาศยามเย็นที่งดงามมากครับ
เมื่อถามถึงเหตุผลว่าทำไมเราจึงไม่มาพักที่ริมแม่น้ำก็ได้รับคำตอบที่กระจ่างชัดเลยครับ
มีโรงแรมเหมือนกัน
แต่เป็นที่พักสำหรับคนใกล้ฝั่ง
หรือ
มรณังโฮเต็ล
โดยญาติๆ
จะพาผู้เข้าพักลงมาอาบน้ำเช้าเย็น และเมื่อถึงเวลานั้น
จึงจะเข็นลงมาทำพิธีเผาทางด้านล่าง
เมื่อได้ทราบเหตุผล
เราทุกคนจึงพอใจแล้วที่ได้พักในโรงแรมเดิมในตัวเมือง
|
 แม่น้ำงคา |
มาถึงจุดประกอบพิธีเผา
ก็ได้เห็นภาพที่ครั้งหนึ่งในชีวิตไม่คาดว่าจะได้มาเห็นอีกครั้งจริงๆ
ต้องไปเห็นเองนะครับ เพราะห้ามถ่ายรูป และกล้องวีดีโอโดยเด็ดขาด
การเผาศพจะมีให้เห็นไปทั่วครับ
เย็นวันที่ผมเห็นมีอยู่ประมาณเกือบ 10 ศพครับ
แต่ละกองกำลังลุกไหม้ และเห็นร่างที่ถูกเผาลางๆ ไกลๆ
ว่ากันว่าขนาดของกองไฟขึ้นอยู่กับฟืน ซึ่งบ่งบอกฐานะของแต่ละบ้าน
กองไหนมอดเผาไม่หมดก็ต้องกวาดลงแม่น้ำ
ปล่อยให้ล่องลอยไปตามสายน้ำ
ซึ่งในสายตาผมจะกองเล็กกองใหญ่
ฐานะไหน วรรณะไหน
สุดท้ายก็เหมือนกันทุกคน
ไม่สามารถยึดติด
เอาอะไรติดตัวไปไม่ได้ทั้งนั้น
|
 ลอยกระทง แม่น้ำคงคา |
เป็นบทเรียนมรณานุสติ
(การเรียนรู้ตั้งสติจากความตาย)
ครั้งใหญ่ของชีวิตเลยครับ
คนเราจะมีอะไรให้จดจำหากไม่ใช่คุณความดีที่ทำกันในตอนนี้
ก่อนล่องเรือกลับ
พระอาจารย์ก็ให้ได้สวดมนต์เพื่อความไม่ยึดมั่นถือมั่นในชีวิต
และได้ลอยกระทงใบตองแห้ง
พรมด้วยกลีบกุหลาบ และใช้สำลีชุบเนย จุดไฟแทนเทียน ( ต้นตำรับกระทงจริงๆ
ครับ ) ซึ่งถือว่าไม่กระทบสิ่งแวดล้อม
ที่สำคัญได้ลอยกลางแม่น้ำคงคาจริงๆ
อิ่มในกุศลแห่งบุญ และสมควรแก่เวลา
จึงล่องเรือกลับฝั่ง
|
 ลอยกระทง แม่น้ำคงคา |
|
ขณะเดินทางกลับ
เราได้เดินผ่านบ้านของฑิฆัมพร
(นุ่งลมห่มฟ้า หรือ ชีเปลือย)
ซึ่งไม่ได้มีรูปมาฝากทุกท่าน(อีกแล้ว)
เมื่อคิดเปรียบเทียบเรื่องนี้กับการปล่อยวาง
ผมว่าผมติดยึดไว้บ้าง (บางชิ้น)
จะเป็นการดีกว่าครับ
|
 อินเดีย บ้านของฑิฆัมพร |
แต่สิ่งที่ทำให้ผมแน่ใจว่าการปล่อยวางในชีวิตจริงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ
เลย
กิเลสตัณหา
มันช่างมีกลอุบายมาหลอกล่อเราให้หลงไหลกับสิ่งรอบข้างจริงๆ
ในช่วงเย็น
เมื่อพ้นจากแม่น้ำคงคา และบ้านฑิฆัมพร อาจจะทำให้เราคิดถึงเสื้อผ้าอย่างแรง
ทางคณะเลยพาเราไปจอดที่ร้านขายของที่ระลึก
ซึ่งจำหน่ายผ้าทุกชนิดที่ขึ้นชื่อของอินเดีย
ทั้งผ้ากาสี / ปาซมีน่า / ฯลฯ
|
สาวๆ หยิบผ้าพันคอแพรบางที่มีสีสันสุดสดใส
และราคาย่อมเยาว์ มากองไว้เป็นภูเขา และเลือกซื้อกันอย่างบ้าคลั่ง
บางคนก็ทดลองใส่ส่าหรีแบบฉบับของอินเดีย
ยังมีพรมแคชเมียร์ ปลอกหมอน เสื้อกั๊ก
และอีกหลายอย่างที่ผมเองก็อดไม่ได้ที่จะจับจ่ายมาด้วย กระทั้งผ้าพันคอกาสีสีสวย
ที่ไม่คิดว่าน่าจะเหมาะกับผู้ชาย
ผมยังได้มาตั้ง 3 ผืนในราคาถูกเหลือเชื่อ
|
 อินเดีย |
 อินเดีย |
 อินเดีย |
 คุณเอ บ้านผางาม |
พูดถึงเรื่องราคา
หลายคนต้องสงสัยแน่นอนว่า
จะต้องต่อให้ได้ต่ำสุดเท่าไหร่
อะไรคือราคาที่แท้จริงที่เหมาะสม
ซึ่งคุณป้อม ไกด์ผู้รอบรู้ของเราได้ให้คำนิยามไว้เห็นภาพชัดเลยครับว่า
ราคา
ก็มาจาก
ราคะ
หรือความพึงพอใจ ของทั้ง ผู้ซื้อ
และ ผู้ขาย
ไม่มีความแน่นอนหรอกครับ
เรากับผู้ขายมีความพอใจตรงกันที่จุดไหน
นั่นแหละครับคือจุดพอดีที่สุด
และจุดหมายสุดท้ายก็คือ เมื่อเราไม่มีเงินเหลือพอที่จะคุยเรื่อง ราคา หรือ ราคะ
กันได้อีกต่อไป
โอ้
! อัศจรรย์เหลือเชื่อ.....นี่หรืออินเดีย (ตอนจบ)
" เอ บ้านผางาม "
เรื่องท่องเที่ยวสนุกๆ
จากคุณ เอ บ้านผางาม
7
วัน ตะลุยอลาสก้า...พรมแดนสุดท้ายแห่งโลกธรรมชาติ (ตอนจบ)
7
วัน ตะลุยอลาสก้า...พรมแดนสุดท้ายแห่งโลกธรรมชาติ (ตอนที่1)
บ้านผางาม
บ้านผางาม รีสอร์ท ภาคแรก (โรยตัวน้ำตกเวฬุวัน)
ความคิดเห็นเกี่ยวกับ: โอ้ ! อัศจรรย์เหลือเชื่อ..นี่หรืออินเดีย (ตอนที่ 1)
แสดงความคิดเห็น
ซ่อนความคิดเห็น
รำคาญข้อความโฆษณา หรือพบข้อความไม่เหมาะสม กรุณาช่วยกันคลิก "
" เพื่อช่วยให้ทีมงานดำเนินการลบข้อความดังกล่าวได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ขอบคุณมากค่ะ
จำนวนข้อความทั้งหมด 6
Re: โอ้ ! อัศจรรย์เหลือเชื่อ..นี่หรืออินเดีย (ตอนที่ 1)
Re: โอ้ ! อัศจรรย์เหลือเชื่อ..นี่หรืออินเดีย (ตอนที่ 1)
Re: โอ้ ! อัศจรรย์เหลือเชื่อ..นี่หรืออินเดีย (ตอนที่ 1)
เชื่อเลย!!!
"จงมองอินเดียในอย่างที่เขาเป็น ไม่ใช่ในแบบที่เราอยากให้เขาเป็น"
ไม่เคยคิดเลยว่าทำไมวัฒนธรรมและทุกอย่าง
มันช่างแตกต่างกันจริง
ดูช่างบริสุทธ์จริงๆ
Re: โอ้ ! อัศจรรย์เหลือเชื่อ..นี่หรืออินเดีย (ตอนที่ 1)
Re: โอ้ ! อัศจรรย์เหลือเชื่อ..นี่หรืออินเดีย (ตอนที่ 1)
Re: โอ้ ! อัศจรรย์เหลือเชื่อ..นี่หรืออินเดีย (ตอนที่ 1)
เลือกชุดสัญลักษณ์แสดงอารมณ์