สนุก! ดาวเดือน Season 3 ชิงทุนการศึกษากว่า 2 แสนบาท
แนะนำสถานที่ ท่องเที่ยว ที่พัก โรงแรม  การเดินทาง ร้านอาหาร   ทัวร์ ทะเล ภูเขา น้ำตก ล่องแก่ง เดินป่า ดอกไม้
  ค้นหาเรื่องท่องเที่ยว
  Untitled Document
ภาพเด็ดวันนี้
เก็บตกมาฝาก
แพ็คเกจทัวร์
สนุก! คาราวาน
เรื่องของคนชอบเที่ยว
เที่ยวไปกินไป
ที่พักประทับใจ
ดูนก, ผีเสื้อ
ถามทาง
รีสอร์ท & สปา ทั่วไทย
อุปกรณ์ท่องเที่ยว
ผลัดกันไปชิม
ทริปเด็ดห้ามพลาด
ภาคเหนือ
ภาคกลาง
ภาคอีสาน
ภาคตะวันออก
ภาคใต้
ร้านอาหาร
ท่องราตรี
สองเท้าพาเดิน
เทศกาลงานเมือง
ช๊อปปิ้ง
เที่ยวผจญภัย
เที่ยวทะเล-ดำน้ำ
จักรยานเสือภูเขา
เที่ยวอนุรักษ์
ราคาทัวร์ทั่วไทย
วอลล์เปเปอร์
สายด่วนท่องเที่ยว
รวมเว็บท่องเที่ยว
เรื่องจากทางบ้าน
ข่าวท่องเที่ยว
บล็อค ท่องเที่ยว
เรื่องท่องเที่ยวต่างแดน
helper end
 
ท่องเที่ยว > เที่ยวกับ นุ บางบ่อ > เที่ยวต่างแดน
เที่ยวต่างแดน

เยือนแดนอาทิตย์อุทัย

ท่องเที่ยว ททท. การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ที่พัก ร้านอาหาร การเดินทาง

เยือนแดนอาทิตย์อุทัย 

ตามหาทุ่งลาเวนเดอร์ นัดเจอภูเขาไฟฟูจี

เม้าท์โดย...ป้าอ้น เจ้าเก่า ขาประจำ

เพื่อนกินหายากแล้ว เพื่อนเที่ยวหายากกว่า

แม้พระพุทธองค์จะทรงสอนไว้ “เพื่อนกินหาง่าย เพื่อนตายหายาก”  แต่เชื่อไหมว่า สมัยนี้อย่าว่าแต่เพื่อนตายเล้ยที่หายาก แม้แต่เพื่อนกินเพื่อนเที่ยวก็หาไม่ได้ง่ายๆ เหมือนกัน เพราะพอทำงานทำการหรือมีครอบครัวแล้ว หลายคนก็ติดภารกิจ ไม่อาจไปไหนมาไหนกับเพื่อนๆได้ แล้วการที่จะไปกินไปเที่ยวด้วยกันน่ะ มันก็ต้องไปกับเพื่อนที่ชอบพอกันพอสมควร มิใช่จะไปกับใครก็ได้ ไม่งั้นคนหนึ่งอยากช้อป อีกคนอยากไปดูโบราณสถาน อะไรประมาณนั้น ได้ทะเลาะกันตาย เพราะรสนิยมไม่ต้องกัน 

ด้วยเหตุนี้ แม้ตั้งใจว่าจะไปเที่ยวหาประสบการณ์ชีวิตที่ประเทศอื่นบ้าง หลังจากไปท่องแดนปลาดิบเมื่อปีกลาย(๒๕๔๘) ก็คุยๆ กึ่งวางแผนกับพรทิพย์เพื่อนเลิฟ ว่าปีนี้เราจะไปไหนกันดี ไปดูน้ำตกไนแองการ่า ที่แคนาดา หรือจะไปดื่มด่ำพระอาทิตย์เที่ยงคืนแถบสแกนดิเนเวีย หรือไปรัสเซีย อิยิปต์ หรือไปทัวร์สังเวชนียสถานที่อินเดีย ฯลฯ อย่าเพิ่งหมั่นไส้ว่า คิดแต่จะเที่ยวต่างประเทศ ทำไมไม่เที่ยวไทย เงินทองจะได้ไม่รั่วไหลออกนอกประเทศ เหตุผลก็เพราะว่า หากไม่รีบไปเที่ยวต่างประเทศในตอนที่เรายังพอมีกำลังกาย กำลังเงินและเวลาตอนนี้ อีกหน่อยพอแก่ตัวลง ก็คงไปไม่ไหว เพราะโรคภัยไข้เจ็บเริ่มถามหา แรงเริ่มถดถอย กินอะไรก็ไม่อร่อย ถ่ายรูปก็ดูไม่สวย(จากที่ไม่ค่อยสวยอยู่แล้ว) เงินที่เก็บได้แทนที่จะให้ความสุขในยามที่ยังสดชื่นได้ ก็จะกลายเป็นเงินรักษาตัวอย่างเดียว ไม่มีความหลังให้ระลึกถึงด้วยความประทับใจ อีกทั้งพวกเราล้วนเป็นสาวโสด ไม่มีลูกกวนตัว ไม่มีผัวกวนใจ (เอ! สงสัยเพราะไม่มีใครเอา) 

ส่วนเที่ยวในไทย บ้านเราเองนั้น ไปเองเมื่อไร ก็ยังมีปัญญาไปได้ ข้อสำคัญ เป็นการเปิดโลกทัศน์ของเราให้กว้างขึ้น คิดได้ดังนี้ เราจึงพยายามไปทัวร์ให้ได้สักปี หรือสองปีครั้งตามแต่จะเก็บเงินได้ ในครั้งนี้ แต่แรกเริ่มเดิมที ก็คิดกันเล่นๆ ว่า จะไปตามล่าหาเจ้าชายที่ภูฏาน ช่วงจิกมีฟีเวอร์ ดีไหม? แต่มาคิดอีกที พวกเราสาว(น้อย) คงฝ่าดงสาวอื่นๆ ไปไม่ไหว ขอบายดีกว่า ครั้นจะไปอิยิปต์ เนปาลก็ไม่ไว้ใจสถานการณ์บ้านเมืองของเขา  กลัวเป็นข่าวหน้าหนึ่ง ดับแล้วดังไปทั่วโลก เพราะเจอบอมบ์เข้า ต่อมาจะไปทิเบตกับคณะที่เขาทำหนังสือท่องเที่ยว ก็ให้มีปัญหาจองตั๋วรถไฟเส้นทางใหม่ที่นั่งจากเฉินตูของจีนไปทิเบตไม่ได้ เพราะคิวยาวไปถึงปีใหม่โน่น

 เลือกไปเลือกมา โดยดูทั้งกำลังทรัพย์ รวมถึงช่วงเวลาที่จะลาพักร้อนกันไปได้ แม้จะไม่ชอบไปประเทศซ้ำๆ เพราะเสียดายตังส์ แต่ท้ายสุดก็ไปแจ๊คพ็อตลงตัวที่ประเทศญี่ปุ่นอีกจนได้ โดยเจ้าเพื่อนรักปลอบใจว่า น่า ! คราวที่แล้วไปอยู่แถวเกาะใต้ งวดนี้จะพาไปเมืองซับโปโร (Sapporo) ที่อยู่เกาะฮอกไกโดทางเหนือแทน ฟังแล้วทำตาปริบๆ ซับโปโร เขาไปเที่ยวหน้าหนาว ดูประติมากรรมน้ำแข็งมิใช่หรือ?  ไปหน้าร้อนจะไปกินน้ำแข็งไสแทนหรือไง มันก็ว่ามีทุ่งลาเวนเดอร์ไง สีม่วงบานเต็มเขาเลย สวยมั่กๆ แต่เราไปปลายเดือนสิงหาคม อาจจะเหลือน้อยหน่อยนะ เอ๊ะ ! ฟังดูเกือบดี แปลว่ามีหรือไม่มีกันแน่(วะ) เอาเถอะ เพื่อเห็นแก่เพื่อนเที่ยวสุดซี้ ก็เลยทำใจ ไปก็ไป แถมคราวนี้ ต่างคนต่างกับยุ่งงานไม่ได้คุยในรายละเอียด ดังนั้น การไปเยือนแดนปลาดิบงวดนี้ จึงทำเอาป้าอ้นเกือบน็อกตั้งแต่วันที่สองของการเดินทาง ซึ่งจะเล่าให้ฟังต่อไป (ถ้าอยากรู้ ก็อ่านต่อไปนะจ้ะ)

เริ่มเดินทาง แสนสบายด้วย ANA

กำหนดเดินทางของเราคือ คืนวันที่ ๒๓ สิงหาคม ถึงวันที่ ๒ กันยายน เดินทางโดยสายการบิน ANA หรือ Air Nippon Airline ซึ่งเราจองได้พร้อมกับตั๋ว Jr. Pass (Japan Railpass) ซึ่งใช้ได้ ๗ วัน  รวมค่าเครื่องบินและตั๋ว Jr.Pass เป็นเงินประมาณ ๓ หมื่นเศษ ตั๋วนี้เคยเล่าให้ฟังแล้วว่าเป็นตั๋วเดินทางภายในประเทศที่เขาขายเฉพาะคนต่างประเทศที่เดินทางไปประเทศเขา ซึ่งจะเหมารวมทั้งรถไฟชินคังเซ็น รถไฟข้ามเมือง เรือ หรือรถโดยสารอื่นๆตามที่ระบุไว้ในตั๋ว ทำให้ประหยัดเงินค่าเดินทางมากๆ เนื่องจากแค่รถไฟชินคังเซ็นเที่ยวเดียว ราคาก็หลายพันแล้ว ยิ่งจองที่นั่งด้วย ราคาก็จะเพิ่มเท่าตัว แต่ตั๋วนี้จะทำให้จองและนั่งกี่เที่ยวก็ได้ ภายใน ๗ วันที่ใช้ ยกเว้นค่ารถเมล์ หรือรถไฟท้องถิ่นบางแห่งที่ต้องเสียเงินต่างหาก เพราะเป็นสัมปทานเอกชน 

หลายคนอาจจะคิดว่าทำไมเราไม่อุดหนุนการบินไทย ก็ต้องบอกว่า มันแพงเกินกำลังค่ะ อีกอย่างทั้งการบินไทย ANA รวมถึงอีกหลายสายการบินเขารวมกลุ่มเป็น Star Alliance ซึ่งหมายถึง หากเที่ยวบินไหนมีคนน้อย เขาก็จะให้สายการบินหลักประเทศนั้นๆ รับเหมาผู้โดยสารของสายการบินสมาชิกอื่นๆ ไปด้วย เพื่อความประหยัด และเราก็ใช้บัตรสะสมไมล์ของสายการบินเราได้ ซึ่งตอนไปและกลับจากญี่ปุ่นเที่ยวนี้ ANA ก็รับผู้โดยสารของสายการบินไทย ของจีน และของอีกสองสายการบิน(จำไม่ได้ว่าอะไร)ไป-กลับด้วย สำหรับบริการก็ใช้ได้ดีทีเดียว ที่นั่งมีจอเล็กๆ อยู่ด้านหน้าแบบของใครของมัน ไม่มีหัวใครบัง อาหารก็อร่อย ที่เจ๋งคือ ตอนขากลับ ขณะใกล้ร่อนลง เขาแจกไอศกรีมฮ้ากเก้นด๊าซ (Haggendaz) ที่ขายบ้านเราราคาถ้วยละ ๙๐ บาทให้คนละถ้วยด้วย (อย่าหาว่าชม เพราะเห็นแก่กินเลย มันอร่อยน่ะ ฮิ ฮิ! ) อ้อ! เรื่องการขอวีซ่าเข้าประเทศ พวกเรา ๓ คนมีป้าอ้น พรทิพย์ และซุ้งน้องสาวพรทิพย์ ไปแก๊งเดิมไม่มีปัญหา สะดวกง่ายดาย อาจเพราะเคยไป และหน้าตาเราก็ใกล้เคียงกับคนบ้านเขา คือ ตาตี่ๆ ประมาณกัน

บ้าย บาย ดอนเมือง

ไปคราวนี้เรายังได้ใช้สนามบินดอนเมืองอยู่ ซึ่งคงถือเป็นครั้งสุดท้ายแบบสั่งลา ก่อนที่จะย้ายไปสนามบินสุวรรณภูมิ ที่ดูเหมือนคนไทยจะยังไม่รู้สึกภูมิใจ หรือไว้วางใจว่าจะใช้ได้ดีมากน้อยแค่ไหน  แม้จะเห็นในข่าวว่าสวยงามอย่างโน้น อย่างนี้ แต่ดูเหมือนว่าที่นี่จะเป็นสนามบินเจ้าปัญหามาตั้งแต่เริ่มสร้าง ข้อสำคัญ ปกติการเดินทางไปดอนเมืองก็ต้องเผื่อเวลาไม่น้อยแล้ว แต่ถ้าไปสนามบินสุวรรณภูมิที่ต้องผ่านเส้นบางนา-ตราด ที่(โคตร)ติดได้ตลอดปีตลอดชาติ โดยยังไม่มีรถมวลชนแบบรถไฟฟ้าบนดิน ใต้ดิน หรือลอยฟ้าผ่านไป ก็ให้น่าสงสัยว่า หากใครจะเดินทางไปไหนๆ ก็คงต้องไปจองโรงแรมนอนรอเวลา เพราะกลัวตกเครื่องบินแน่ ดีไม่ดี ไปแค่เชียงใหม่ พิษณุโลก เจอรถติดก่อนไปสนามบิน เผลอๆ นั่งรถทัวร์ หรือขับรถไปเอง อาจเร็วกว่า 

ที่กลัวโดยยังไม่ได้ทดลองใช้เลย ก็เพราะได้ข่าวว่า มีคนบอกว่าสนามบินนาริตะที่ญี่ปุ่น ก็อยู่ตั้งไกลโตเกียว เมืองหลวง ทำไมเขายังทำได้ แต่อย่าลืมว่า ที่โน่นเขามีรถไฟ รถบัส และรถมวลชนอื่นๆ ที่แล่นเข้าไปจอดในบริเวณสนามบิน แล้วสามารถลากกระเป๋าต่อเนื่องไปที่เช็คอินที่เคาน์เตอร์โดยไม่ต้องออกจากสถานีมาที่ถนนด้านนอกเลย ซึ่งของเราถ้าไม่มีรถส่วนตัว แล้วต้องเรียกแท็กซี่ เกิดวันไหนรถติดมากๆ แท็กซี่ก็อาจไม่ยอมรับผู้โดยสาร หรือที่ว่าจะมีรถเมล์ ก็ไม่รู้ว่าจะทำได้นานแค่ไหน และกะเวลารถได้หรือไม่ เพราะรถบ้านเราไม่ตรงเวลาแบบบ้านเขา เนื่องจากสภาพการจราจร นึกแล้วก็ให้เสียดายดอนเมือง น่าจะยังเก็บไว้ทำสนามบินแห่งแรกต่อไป ส่วนสนามบินสุวรรณภูมิก็ให้เป็นสนามบินแห่งที่สอง เหมือนประเทศพัฒนาอื่นๆทั้งหลายที่เขามีสนามบินนานาชาติตั้งหลายแห่ง
กลับไปเล่าเรื่องเที่ยวญี่ปุ่นของเราต่อดีกว่า พูดแล้วจะเครียดกันเสียเปล่าๆ จากดอนเมือง ประมาณ ๔ ทุ่มกว่าๆ เราบินด้วย ANA ตรงไปสนามบินนาริตะเลย ไม่ต้องอ้อมแบบสายการบินเกาหลีที่เราไปงวดที่แล้ว จึงใช้เวลาบินแค่ ๕ ชม.เศษ ก็ถึงญี่ปุ่น เวลาที่นี่เร็วกว่าไทย ๒ ชม. เมื่อมาถึงก็เป็นเวลา ๖ โมงกว่าตอนเช้า เรารีบนำ Jr. Pass ไปเปลี่ยน ทำเป็นตั๋วรถไฟที่จะเดินทางไปตามแผนการเที่ยวที่พรทิพย์ได้เตรียมไว้ทั้ง ๗ วันล่วงหน้า ซึ่งเราได้พริ้นต์ตารางรถต่างๆ ที่เราจะต้องโดยสารมาจาก Net แล้ว เพราะรู้ว่าหากพูดกันแล้ว คนออกตั๋วแม้จะพูดฟังภาษาอังกฤษได้ก็คงทำให้ไม่ถูกแน่

นัดเจอฟูจี เมื่อยามไร้หิมะ

ตามแผนเดิม วันแรกนี้ เราจะขึ้นรถไปเที่ยวภูเขาไฟฟูจีก่อน แล้วค่อยนั่งรถไฟที่กะว่าจะเป็นตู้นั่งไปฮอกไกโดในตอนค่ำวันเดียวกัน เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียเงินค่าที่พัก ๑ คืนด้วยความงก ปรากฏว่าแผนการต้องเปลี่ยนไป  เนื่องจากรถไฟที่จะไปเต็ม หากจะไปตามแผน ต้องจ่ายเงินเพิ่มเป็นค่าจองรถไฟตู้นอนแทน ราคาก็ตกราวๆ คนละ ๓ พันกว่าบาทต่อเตียง แถมเป็นเตียงบนทั้งหมด เราก็เลยปรับเปลี่ยนแผนไม่ไปฟูจีแล้ว  กะจะไปฮอกไกโดเลยทันที โดยนั่งรถไฟเข้าไปโตเกียวเมืองหลวงก่อน 

ขณะนั่งรถไป พร้อมเป้สัมภาระที่มีทั้งเป้หน้า อันเป็นเป้ใส่ของสำคัญอย่าง Passport /เงินและของจำเป็นอื่นๆ ที่ต้องแบกติดตัวตลอด  กับเป้หลังอันหนักอึ้งเพราะเป็นเสื้อผ้าเครื่องใช้ ซึ่งทำให้เราดูเหมือนทั้งจิงโจ้เพราะเป้หน้า และเหมือนเต่าหลังตุงเพราะเป้หลังนั้น พรทิพย์ก็เกิดเสียดายเวลา ไม่อยากติดแหง็กอยู่บนรถไฟเกือบครึ่งค่อนวันเพื่อไปฮอกไกโด  โดยไม่ได้ไปไหน ก็ปรึกษาเปลี่ยนแผนกันอีก ครั้นพอถึงสถานีฮาราจูกุ ก็รีบเผ่นออกมาจากรถ ทำตั๋วใหม่เปลี่ยนไปภูเขาไฟฟูจีตามแผนเดิม โดยยอมเสียเงินค่าตู้นอนเพิ่มและดีที่จองทันเพราะเขาเหลือแค่สามเตียงพอดีเลย

สำหรับฟูจีนี้ คราวมาญี่ปุ่นหนก่อน เราแค่เฉียดๆ มองเห็นภูเขาไฟลูกนี้แต่ไกลๆ ในรถไฟที่นั่งผ่าน แถมขณะที่เห็นยังหลับๆ ตื่นๆ เมฆหมอกวันนั้นก็หนาแน่น  ก็เลยไม่แน่ใจเจ้าเมฆลูกใหญ่ๆ ที่เห็นข้างหน้าจะใช่ภูเขาไฟฟูจีหรือไม่ มางวดนี้ก็กะว่าจะไปให้เห็นกันจะจะ แบบขอนัดเจอภูเขาฟูจีอย่างตั้งใจมาเลย เพราะภูเขาไฟฟูจี เป็นสัญลักษณ์หนึ่งของประเทศญี่ปุ่น มาแล้วไม่ได้เห็น ก็จะเป็นที่ครหาได้ว่า มาไม่ถึงแดนอาทิตย์อุทัย และครั้งนี้ยังเป็นครั้งที่สองด้วย เมื่อดูตามรูป เราจะเห็นว่าภูเขาไฟฟูจีนี้ ช่างสวยงามชวนฝันชวนขึ้นไปสัมผัสไม่น้อย เป็นภูเขาเดี่ยวๆ ที่ตั้งตะหง่านเป็นสง่า โดยไม่มีเขาอื่นมาบดบัง

อีกทั้งยอดเขายังมีหิมะปกคลุมให้ดูงดงามเหมือนไอติมที่มีครีมท๊อปปิ้งตกแต่งให้น่ากินอยู่ข้างบน อย่างไรก็ดี การขึ้นไปบนภูเขาไฟฟูจีนั้น พวกเราสามคนต้องนั่งรถไฟต่อไปยังสถานีหนึ่งที่เขาบอกไว้ว่าจะไปฟูจิ  แล้วก็ต้องตีตั๋วรถไฟท้องถิ่นพิเศษ (เสียเงินอีกต่างหาก) เพื่อไปต่อรถบัส(เสียเงินอีกต่อ) ที่จะนำเราขึ้นไปยังสถานีที่ ๕ อันเป็นบริเวณสูงสุด ที่รถจะขึ้นไปบนตัวภูเขาไฟฟูจีได้ ทั้งนี้ เพื่อให้นักปีนเขาทั้งหลายปีนต่อไปยังยอดภูเขาไฟฟูจีตามกำลังและศรัทธา ที่ว่าตามกำลังและศรัทธาก็เพราะบางคน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวเฉพาะกิจแบบเรา ส่วนใหญ่ก็จะหยุดดูยอดภูเขาไฟแค่ตรงบริเวณนี้แหละ ไม่มีแรงปีนป่ายไปไหว เพราะการจะไปปีนเขา ไม่ว่าลูกไหนๆ (ยกเว้นเขาดิน) มันต้องมีการเตรียมตัว เตรียมอุปกรณ์กันไปพอสมควร มิใช่ดุ่ยๆ จะขึ้นไปได้ และการไปปีนภูเขาไฟฟูจีที่ว่า จะทำได้ก็แต่เฉพาะเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ในแต่ละปีเท่านั้น เนื่องจากเป็นช่วงหน้าร้อน และดูท่าจะเป็นฤดูเดียวที่ภูเขาไฟลูกนี้ ไม่มีหิมะปกคลุม ทางการเขาจึงเปิดให้ปีนขึ้นไปได้ เพราะหน้าอื่นๆ คงจะหนาวและหนทางขึ้น-ลงคงไม่สะดวก ใครจะไปปีน จึงต้องมีความตั้งใจเหมือนขึ้นไปแสวงบุญ แต่....ใครก็ตามที่ไปภูเขาไฟฟูจีช่วงนี้ ต้องทำใจหน่อย เพราะสาวงามฟูจี เมื่อไม่มีหิมะปกคลุมบนยอดเขา เธอจะดูเหมือนสาวงามที่ยังไม่ได้แต่งหน้า เลยดูโล้นๆดำๆ ไม่สวยปิ๊งดังที่เราได้เคยเห็นจากในรูป หรือที่เห็นของจริงจากไกลๆ ในฤดูอื่นๆ แต่ถึงกระนั้น ก็ยังมองน่าทึ่ง น่าปีนไปดูที่ปล่องบนยอดเขา (ถ้ามีแรง เวลา และกำลังใจพอ) เพราะแม้ปัจจุบันเธอจะมองดูเป็นสาวงามที่สงบเสงี่ยม แต่วันดีคืนร้ายเธอก็อาจพ่นพิษออกมาเหมือนสาวอารมณ์เดือดได้ เพราะเธอเป็นภูเขาไฟที่ยังไม่มอดดับ ที่น่าขำคือ ตอนนั่งรถบัสขึ้นเขา ระหว่างทางฉันและซุ้งก็ถามกันว่า ทำไมไม่เห็นภูเขาไฟฟูจีสักที นั่งมาตั้งนานแล้ว พรทิพย์ก็ว่า ก็รถเราแล่นอยู่บนตัวภูเขาไฟเอง จะเห็นได้ไง เอ้อว่ะ! ไม่น่าถามเล้ย เรื่องโง่ล่ะฉลาดนัก

เมื่อเดินชมความสวยแปลกของฟูจี (ที่ไม่มีหิมะ) และช้อปปิ้งพอหอมปากหอมคอแล้ว เรายังได้แวะไปวัดที่อยู่บนโน้นด้วย ที่นี่พอเราเห็นเซียมซีก็อยากเสี่ยงกันทันที เพราะเป็นรูปพัดด้ามจิ๋วๆ  คลี่ออกมาแล้วมีคำทำนายบนตัวพัด แม้จะเป็นภาษาญี่ปุ่นที่อ่านไม่ออก แต่มันน่ารัก ชวนให้เสี่ยงทายมาก พอได้มาแล้ว เราก็ขอให้พระท่านแปลคร่าวๆ ให้ ท่านก็พูดอังกฤษได้นิดๆ หน่อยๆ นิดหน่อยจริงๆ คือสรุปเป็นคำสองคำ แต่ก็พอรู้เรื่องว่าดี ก็ใช้ได้แล้ว อันที่จริงตัวเซียมซีจะมีคำญี่ปุ่นที่คล้ายภาษาจีนบางคำ ที่เราพอแปลออก เช่น คำว่าไต้กิก ที่แปลว่า โชคดีมาก เป็นต้น
เจ้าซุ้งเสี่ยงได้ใบแรก เบอร์ ๑๑ ไม่ค่อยดีเท่าไร ก็เลยแอบหยิบใหม่ ได้เบอร์ ๑ แทน แม้พระท่านจะบอกไม่ได้ แต่เจ้าซุ้งก็หยิบใหม่มาแล้ว เพื่อความสบายใจ และได้ใบที่ดีขึ้นด้วยก็โอ.เค ค่าเซี่ยมซีคนละ ๑๐๐ เยน (มาเที่ยวนี้เงินเยนตก จากปีที่แล้วที่เราแลก ๑๐๐ เยน เท่ากับ ๓๘ บาทเหลือเพียง ๓๓ บาทเท่านั้น ซึ่งนี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้มาที่นี่ เพราะที่อื่นๆ ราคาค่าเที่ยวค่าทัวร์แพงพอๆ กัน บางที่ก็แพงกว่ามาก และยังเที่ยวได้น้อยวันกว่า)

นอนท่ามกลางหนุ่มญี่ปุ่นล้อมรอบ ว้าว !

จากฟูจี นั่งย้อนกลับทางเดิม มายังฮาราจูกุที่ฝากเป้ไว้ในล็อกเกอร์ แล้วแบกเป้ต่อรถไปโตเกียว เพื่อไปนั่งรถชินคังเซ็นต่ออีก ๓ ชม.เพื่อไปต่อรถอีกที ที่สถานีเมือง Sendai ซึ่งกว่าจะถึงสถานีที่ว่านี้ ก็ประมาณห้าทุ่มกว่า เกือบเที่ยงคืน เราเลยนั่งหลับๆตื่นๆ แต่หลับๆมากกว่าตื่นๆ ดังนั้น พอตกใจตื่นขึ้นมาอีกที เห็นรถไฟจอดที่สถานีหนึ่ง (ปกติรถชินคังเซ็นจะจอดเฉพาะสถานีใหญ่ๆ) เราก็คิดว่าใช่แล้ว สามสาวตะลีตาเหลือก รีบแบกเป้ ออกจากรถ กำลังยืนงงๆ ว่า ทำไมมันเงียบผิดปกติของสถานีใหญ่ๆ ก็ฉุกคิดว่าไม่ใช่แน่แล้ว จึงรีบผลุบกลับเข้าประตูรถไฟใหม่ด้วยความว่องไว มานั่งหอบแฮ่ก เพราะเหนื่อยบวกง่วงนอนต่อในรถ ครั้นพอถึงเซนได ก็รีบมาต่อรถตู้นอนที่เป็นรถไฟธรรมดาอีกราวๆ ๖ ชม.เศษ เพื่อเตรียมไปลงที่ฮาโกดาเตะ (Hakodate) 

โดยที่ฮาโกดาเตะนี้ เราต้องนั่งรถไฟด่วนต่อไปอีก ๓ ชม.เพื่อเข้าเมืองซับโปโร บนเกาะฮอกไกโด ตอนต่อรถไฟตู้นอนที่นี่ ทำเอาฝันสลายไปมาก จากเดิมที่เราคิดว่าจะเป็นเหมือนตู้นอนคราวที่แล้ว ที่มีห้องหับมิดชิด มีรหัสให้เปิดปิดห้องเอง มีห้องน้ำห้องท่าที่สะอาดและดีเยี่ยม มาคราวนี้นอกจากราคาที่แพงพอๆกับครั้งที่แล้ว คือ ราคาคนละ ๓ พันกว่าบาทต่อคนต่อเตียงแล้ว นอกนั้นล้วนไม่น่าประทับใจ เพราะตู้นอนที่นี่กลับเหมือนตู้นอนรถไฟบ้านเราไม่ผิดเพี้ยน ทั้งเตียงล่างเตียงบน และม่านปิด แถมไม่มีโต๊ะให้ตั้งกินอาหาร เพราะเขาจะมีห้องโถงกลางแบบห้องรับแขกให้ใช้รวมกันได้ ที่แย่คือ ต้องปูเตียงเอง แม้จะมีเสื้อยูกาตะและรองเท้าให้เหมือนเดิมก็ตาม หนำซ้ำ เตียงสามเตียงสุดท้ายที่เราจองได้อย่างที่บอกข้างต้นนั้น พวกเรายังต้องนอนแยกขบวนกันอีก กล่าวคือ
พรทิพย์ต้องอยู่ตู้ขบวนแรก ซุ้งอยู่ตู้กลาง ขบวนที่ ๕ และฉันอยู่ขบวนที่ ๑๑ ซึ่งเป็นตู้สุดท้าย เราแต่ละคน นอกจากจะต้องนอนแยกตู้กันแล้ว ยังต้องนอนท่ามกลางหนุ่มญี่ปุ่นแปลกหน้าที่อยู่รอบๆเรา อีกคนละ ๓ เตีย เรียกว่าถ้าเกิดถูกปลุกปล้ำขึ้นมา (ถ้าดูหน้าว่าหล่อ) คงต้องยอมสถานเดียว เพราะไม่รู้ใครจะช่วยใครได้ เนื่องจากอยู่กันไกลสุดกู่คนละตู้ละเตียง (พูดเล่นน่ะ เอาจริง หนุ่มยุ่นเห็นหน้าพวกเราวันนั้น ก็คง built อารมณ์ไม่ขึ้น เพราะโทรมกันสุดๆ จากการเดินทาง แถมตั้งแต่ออกจากดอนเมือง ยังไม่ได้ล้างหน้าล้างตากันเลย เพราะมัวแต่งกเที่ยว) อีกทั้งการเดินทางวันแรกนี้ นับว่าใช้เวลาเดินทางยาวนานมาก นับตั้งแต่ลงจากเครื่องบิน ต่อรถไปฟูจี ลงจากฟูจี  ก็ต้องขึ้นรถ-ลงรถตลอดเป็นสิบเที่ยว แทบไม่พักเลย ที่สำคัญ ยังต้องแบกเป้หน้า-หลังอย่างที่บอก ทำให้แต่ละคนเหนื่อยมากกก นี่ถ้าล้มหงายท้อง คนต้องขำกลิ้ง เพราะจะเหมือนเต่าถูกหงายกระดองดิ้นกระแด่วๆ ยังไงยังงั้น 

อย่างไรก็ดี พอถึงเตียงที่จอง แม้จะรู้สึกผิดหวังกับสภาพที่เห็น คนอื่นจะล้างหน้าแปรงฟันหรือเปล่าไม่รู้ แต่ฉันโยนเป้ขึ้นเตียงบนไปได้ ก็ปีนขึ้นไปหลับเป็นตายทั้งชุดเดินทาง ไม่มีการอาบน้ำ ล้างหน้าแปรงฟันให้เสียเวลา เพราะหมดแรงข้าวผัดญี่ปุ่น (ที่กินเข้าไป แถมงวดนี้ไม่ได้กินข้าวปั้นเลยด้วย) ถือว่าเป็นการเดินทางที่ทรหดน่าดู และเป็นทริปที่เราต้องเปลี่ยนแผนการเดินทางบ่อยมาก ผิดกับครั้งที่แล้วที่สามารถทำตามแผนได้อย่างสบาย และจากที่ไม่ได้คุยในรายละเอียด รู้แต่ว่าจะขึ้นเขาสองแห่งคือฟูจี และแอลป์ญี่ปุ่น ทำให้ฉันแบกเสื้อกันหนาวมาถึง ๒ ตัว เพราะหนาวของต่างประเทศจะหนาวกว่าบ้านเรามาก เป้จึงหนักแอ๊ก

เมื่ออ้วกไม่หยุด เพราะ????????

ครั้นได้นอนหลับไปงีบใหญ่ แม้จะโยกเยกเหมือนเปลญวนเพราะอยู่เตียงบน แต่ก็ทำให้พอมีแรงขึ้นบ้างในเช้าวันรุ่งขึ้น อันเป็นวันที่สองของการเดินทาง และเป็นวันพิเศษคือ เป็นวันเกิดของฉันพอดี  สองสาวเลยสัญญาว่าจะพาไปเลี้ยงอาหารมื้อใหญ่ แต่เนื่องจากฉันยังไม่หายเพลียจากการเดินทาง อีกทั้งช่วงก่อนจะมาต่อรถนอน รถไฟที่เรานั่งเกิดตั๋วเต็ม ทำให้พวกเราสามคนต้องยอมไปนั่งคันที่ให้สูบบุหรี่ได้ ดังนั้น เราจึงถูกรมควัน และสูดกลิ่นนิโคตินเข้าไปไม่น้อย กว่าจะพ้นมาได้ ก็เล่นเอาเกือบแย่ ด้วยเหตุนี้ เมื่อขึ้นรถไฟช่วงสุดท้ายก่อนจะถึงเมืองซับโปโร ฉันก็เกิดอาการเมารถไฟอย่างหนัก อาเจียนไม่หยุดหย่อน ทั้งๆ ที่ไม่มีอะไรอยู่ในท้อง นั่งๆ ไปสักพัก ก็วิ่งไปห้องน้ำ อ๊อกสักทีหนึ่ง ตลอดสามชั่วโมงอ้วกมาราธอนราวๆ ๑๐ หนได้ ที่สุดต้องยืนเกาะหน้าส้วม เพื่อรออ้วก รอบต่อไป เพราะเกรงใจผู้โดยสารอื่น ร้อนถึงพนักงานรถไฟ เขาต้องจัดเจ้าหน้าที่ผู้หญิงสองคน เอาถุงใส่อ้วกมาให้ พร้อมผ้าเย็นเช็ดหน้า และแผ่นเเจลปะหน้าผาก แล้วมาพาฉันไปนอนพักในตู้ที่ปรับเป็นที่นอนได้ เข้าใจว่า น่าจะเป็นที่นอนของพนักงานเอง แต่เนื่องจากแอร์ไปไม่ถึง พรทิพย์เลยว่าให้มานั่งตรงที่นั่งว่าง ตู้ใกล้ๆ นั้นดีกว่า เพราะมีแอร์ถ่ายเทกว่า ก็เลยย้ายมานอนจนถึงที่หมาย 

พอจะลงพนักงานก็มาโค้งขอโทษขอโพย ราวกับว่าการที่ฉันอ้วกแตกนี้ เป็นความผิดของเขากระนั้น ซึ่งจะว่าไปแล้ว ลักษณะนี้เป็นมารยาทของชาวญี่ปุ่นทีเดียว ถ้ามีอะไรผิดหรือพลาด เขาก็จะโค้งคำนับกล่าวขอโทษเช่นนี้ อันที่จริง แม้ในอดีต ฉันจะเป็นคนเมารถ-เมาเรือ หรือเมาเครื่องบินเก่ง (โดยไม่ต้องจิบเหล้า) แต่มาพักหลังเมื่อเดินทางบ่อยก็ไม่ค่อยเป็นแล้ว แต่มาคราวนี้ อาการกำเริบขึ้น น่าจะมาจากหลายสาเหตุรวมกัน คือ เพลียจากการเดินทางที่ต่อเนื่อง ไม่ได้พัก กอปรกับต้องแบกเป้ที่หนักอึ้งนานไปหน่อย เมื่อมาเจอกับควันบุหรี่สะสมเข้าไปอีก แล้วไม่ได้นั่งติดริมหน้าต่าง (ซึ่งในกรณีฉัน การนั่งริมหน้าต่างจะช่วยได้แยะ) เลยอ๊อกเสียจนอีกสองสาวใจแป๊ว ว่าจะไปรอดไหมเนี่ย เพราะธรรมดาฉันถือว่าอึดที่สุดในคณะ นี่เพิ่งวันที่สองก็แย่แล้ว แต่ในที่สุด เมื่อนั่งรถต่อไปยังที่พักที่มีชื่อว่า I No’s Place ที่เป็นแบบ Youth Hostel ราคาประหยัด ได้พักผ่อนเต็มที่ ก็ปรากฏว่า อาการดีขึ้นมาก พร้อมเที่ยวต่อได้ อาจจะเพราะความงกเที่ยวด้วย พวกนี้เลยล้อๆ ว่าคราวที่แล้วมาเจอโกโบริ(แก่) มางวดนี้ เลยมาตามหาพ่อเด็กในท้อง (เพราะอาการโอ้กอ้ากที่ว่า) ฉันก็เลยว่า กะอ้วกล้างท้อง เตรียมพร้อมไว้กินอาหารวันเกิดที่พวกเธอจะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงมากกว่า  

ก่อนจะเล่าต่อว่าไปไหน อยากจะพูดถึงที่พักที่นี่สักหน่อย I No’s Place เป็นที่พักสำหรับพวกแบกเป้เที่ยวเอง (Backpackers) ในซับโปโร เขาจะมีห้องหลายห้อง แต่ละห้องจะมีหลายเตียงให้พักรวมกัน แยกชาย-หญิง มีครัวรวมให้ใช้ทำอาหาร และมีทั้งห้องน้ำห้องๆ แบบแยกอาบ หรือจะเลือกอาบรวมแบบญี่ปุ่นก็มี ห้องที่เราพักจริงๆ เป็นห้องสี่เตียง แต่เรายอมเสียเงินเพิ่มเพื่อให้เป็นห้องส่วนตัวสำหรับเราสามคน  ที่นี่นับว่าจัดสถานที่ได้น่าอยู่น่าพักมาก มีอ่างสำหรับซักผ้า ล้างหน้าแปรงฟันใหญ่ดี หรือใครจะหยอดเหรียญซักเครื่องก็มี ชั้นล่างที่เป็นเคาน์เตอร์เจ้าหน้าที่จะมีแผนที่ แผ่นพับแนะนำสถานที่ต่างๆ ไว้บริการแก่ผู้มาพัก  และทุกจุดเขาจะเขียนคำแนะนำเสมือนกฎหรือระเบียบของสถานที่แปะไว้ 
ตอนแรกที่เห็นป้ายเหล่านี้ พวกเราก็ยังรู้สึกว่า โอ้โฮ ! ที่นี่ทำไมเขียนอะไรแปะเต็มไปหมด ไม่ว่าบนตู้เย็น อ่างล้างหน้า ฯลฯ ทุกที่มีเขียนว่าต้องทำอย่างโน้นต้องทำอย่างนี้ เช่น ที่ครัวเขาจะบอกว่าเมื่อใช้ถ้วยชามช้อนแล้ว ให้ช่วยล้าง และเช็ดเก็บด้วย บางจุดเขาก็จะมีป้ายว่าตรงนี้เป็นอาหาร/กาแฟให้กินฟรี เข้าใจว่าอาหาร/กาแฟพวกนี้ มาจากพวกที่มาพักก่อนหน้านี้ เมื่อซื้อของหรือนำของจากประเทศตัวมาทำกินเองแล้วกินไม่หมด  ก็เลยทิ้งไว้ให้คนหลังที่มาพักได้ใช้ต่อ การที่เขาเขียนแนะนำและบอกไว้ว่า ผู้มาพักต้องทำอะไรบ้าง นับว่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะการที่คนหลายชาติหลายภาษา มาจากต่างบ้านต่างเมือง ต่างพ่อต่างแม่มาอยู่รวมกันแล้ว หากไม่เขียนเป็นระเบียบหรือคำแนะนำไว้ให้ปฏิบัติ ปล่อยให้ใครอยากทำอะไรก็ทำนั้น จะทำให้สถานที่เลอะเทอะ และเละเทะ ข้าวของเครื่องใช้รวมก็จะเก่าเร็ว
อีกทั้งเจ้าของสถานที่จะต้องรับภาระหนักมากทีเดียวในการตามเก็บตามเช็ดอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ ที่ผู้มาพักกินแล้ววางทิ้งๆ ขว้างๆ หรือบางทีบางกลุ่มก็อยู่คุยเล่นกันจนดึกดื่น เสียงดังไม่เกรงใจผู้อื่น  ซึ่งที่นี่เขาก็จะเขียนเตือนไว้ว่า ถ้าดึกมากจะทำอะไรก็เกรงใจคนอื่นด้วย เดิมเราก็ไม่รู้สึกว่าการเขียนดังกล่าวเป็นเรื่องดี จนมาพักที่ K’s House ในโตเกียว ซึ่งเป็นที่พักแบบเดียวกันนี่แหละ  แต่ไม่มีการเขียนป้ายแนะนำอะไรติดไว้ ทำให้แขกที่มาพัก เมื่อนำถ้วยกาแฟมากินแล้ว ก็วางทิ้งไว้ตรงโต๊ะที่กินนั่นแหละ ไม่มีการเก็บล้างเพื่อให้คนอื่นได้ใช้ต่อ ดังนั้น น้องที่ดูแลสถานที่เลยต้องเก็บไปล้างเอง  แถมมีฝรั่งบางคนมาดึก จะเขียนบอกเพื่อนว่าตัวอยู่ห้องไหน ก็ใช้ปากกามาร์คเกอร์เขียนบนตู้เย็นเฉยเลย ทั้งๆ ที่เป็นปากกาแบบ Permanent เขียนแล้วลบไม่ออก ต้องใช้ทินเนอร์ 

การมาเที่ยวแบบนี้ ก็ดีอีกอย่าง คือทำให้เราได้เห็นนิสัยคนว่าเป็นอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นชาติที่คิดว่าตัวเองเจริญแล้วอย่างตะวันตกที่มีทั้งฝรั่งดี ดูเรียบร้อย และฝรั่งซกมก ขี้คุยเสียงดัง หรือชาติทางเอเซียที่คนค่อนข้างถ่อมตัว การที่เขาเขียนป้ายกระดาษแปะไว้ที่ว่านี้ มิใช่แปะไว้เฉยๆ แต่คนดูแลสถานที่ที่นี่ เขาดูแลให้ปฏิบัติจริงด้วย เห็นได้จากวันหนึ่ง พอพวกเราวางเป้ไว้บนโต๊ะกินข้าว เขาก็มาบอกว่า กรุณาอย่าวาง ให้วางไว้ที่เก้าอี้แทน  เพราะจะทำให้โต๊ะเป็นรอย ซึ่งก็ทำให้เราจำไว้ว่า วันหลังไม่ว่าจะไปไหนๆ เราจะไม่วางเป้เราบนโต๊ะ(ซึ่งจริงๆ การไม่ให้วาง อาจมิใช่กลัวโต๊ะเป็นรอย  แต่อาจเพราะบางคนวางเป้สะพายไว้ที่พื้นตอนไปเที่ยวไหนๆ เมื่อวางบนโต๊ะกินข้าวก็จะทำให้สกปรกไปด้วยก็ได้) 

ครั้นอีกวันเจ้าซุ้ง อยากจะเปลี่ยนเสื้อ แต่ไม่อยากขึ้นไปห้องพักชั้นบน ก็เข้าไปเปลี่ยนในห้องน้ำรวมที่เขาเขียนว่าอยู่ในช่วงปิด พอเขาได้ยินเสียงประตูเปิดปิด เขาก็เดินมาต่อว่าทันที แรกๆ เจ้าซุ้งก็รู้สึกว่า แหม ! เกินไป ไม่ได้ไปใช้ห้องน้ำสักหน่อย แค่เข้ามาเปลี่ยนเสื้อเอง แต่พอไปเจอความมั่วของฝรั่งที่เคเฮ้าส์ในโตเกียวอย่างที่เล่าข้างต้น เราจึงรู้สึกว่า การที่เขาเจ้าระเบียบและบอกให้ทุกคนทำตามนั้น  เป็นสิ่งที่ดีสำหรับคนหมู่มากที่มาอยู่ร่วมกัน หากทุกคนไม่ปฏิบัติตามกฎหรือระเบียบ ปัญหาต่างๆ ก็จะตามมา และไม่มีใครจะเสียสละเพื่อใคร เพราะไม่รู้จักกันอยู่แล้ว

เรื่องบังเอิญ !!! หรือลืมสัญญา???

มีเรื่องแปลกแต่จริงอยากจะเล่าให้ฟังเรื่องหนึ่ง ซึ่งอ่านแล้ว ใครจะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่ กล่าวคือ ก่อนจะมาญี่ปุ่นครั้งนี้ ฉันได้พระพิฆเนศร์องค์เล็กๆ องค์หนึ่งจากอินเดีย เป็นปางนั่งพุงพลุ้ย หูกาง ดูน่ารักมาก  ก็คิดว่าจะพาท่านมาเที่ยวญี่ปุ่นด้วย แต่ด้วยอะไรก็แล้วแต่ ก็ไม่ได้พาท่านมา ปรากฏว่า การเดินทางครั้งนี้ ตั้งแต่เริ่มลงจากเครื่อง จนมาจองที่นั่งรถไฟไปตามที่ต่างๆ ก็เจอปัญหาอย่างที่เล่าข้างต้น  คือไม่ราบรื่นเหมือนอย่างคราวที่แล้ว ทั้งๆ ที่พรทิพย์ก็ได้วางแผนเตรียมการมาอย่างดีพอสมควร แถมฉันซึ่งปกติอึดที่สุด ยังอ้วกแตกอ้วกแตนในวันเกิดอีก 

ตอนแรกไม่ทันคิดอะไร แต่พอถึงที่พักที่ I No’s Place ในซับโปโรบนที่พักชั้นบน ไปพบรูปภาพพระพิฆเนศร์ปางยืนเข้า ทั้งที่ไม่น่าจะมีได้ ก็ฉุกคิดถึงคำสัญญาของตัวเองขึ้นมาทันทีว่าเสียคำพูด บอกจะพาท่านมาด้วย แล้วไม่พามา มิน่าถึงมีปัญหาแต่เริ่มต้นทั้งๆ ที่ไม่น่ามี ก็เลยสัญญาใหม่ว่าจะซื้อขนมญี่ปุ่นไปฝาก และเมื่อกลับถึงเมืองไทยแล้วจะไปไหว้ท่านที่วัดแขกสีลม พอสัญญาแล้ว พรทิพย์ซึ่งไม่รู้เรื่องนี้ แต่เห็นอาการฉันไม่ดี ก็คิดว่าน่าจะยกเลิกแผนไปภูเขาแอลป์ญี่ปุ่นเพราะคงไม่ไหวกันแน่ จึงพักที่นี่ต่ออีกวัน แล้วเปลี่ยนแผน ปรับวันเดินทาง จากนั้นไปจองที่นั่งรถไฟกันใหม่ ปรากฏว่าคราวนี้อะไรๆ ก็ลงตัวไปหมด ซึ่งก็เป็นเรื่องน่าแปลก เพราะตอนแรกมันติดๆ ขัดๆ จนท้อใจ ว่าเกิดอะไรขึ้น

เที่ยวซับโปโร จังหวัดฮอกไกโด และสุขสันต์วันเกิด

และหลังจากนอนจนมีแรง ได้อาบน้ำอาบท่าจนหายจากอาการเมาแล้ว รายการเที่ยวเมืองซับโปโร (Sapporo) ก็เริ่มขึ้นในภาคบ่ายวันที่สอง เมืองนี้ถือได้ว่าเป็นเมืองหลวงของจังหวัดฮอกไกโดจังหวัดที่มีขนาดใหญ่ที่สุด  ตั้งอยู่บนเกาะชื่อเดียวกัน อันเป็นเกาะใหญ่อันดับสองรองจากเกาะฮอนชู เกาะนี้ตั้งอยู่เหนือสุดของญี่ปุ่น และแม้ว่าที่นี่จะมี ๔ ฤดูเหมือนพื้นที่อื่นๆ แต่อากาศในหน้าร้อนคือช่วงที่เราไปนี้ ยังเย็นสบายกว่าที่อื่นๆ มาก เพราะมีลมพัดมาตลอด ทำให้ระบายความอบอ้าวของอากาศไปได้แยะ พูดถึงเรื่องอากาศ อยากบอกว่า หากไปเที่ยวในฤดูร้อนต้องทำใจหน่อยเพราะอากาศจะร้อนมาก และแดดจะจัดทำให้เดินไม่ทน เหนื่อยง่าย และที่ญี่ปุ่นนี่ร้อนแบบไทย คือ มีเหงื่อไหลไคลย้อย ไม่เหมือนฤดูร้อนที่ยุโรปที่อากาศจะร้อนแห้งเหงื่อไม่ค่อยออก ความจริงเจ้าพรทิพย์เคยพาเพื่อนมาเมื่อเดือนกรกฎาคมปีก่อนครั้งหนึ่ง ก็ร้อนเหมือนกัน และแค่เดินเที่ยวอยู่ที่เกียวโตเมืองหลวงเก่าแห่งเดียว กลับมาเพื่อนหน้าดำยังกับไปอีสาน มิใช่ญี่ปุ่น ส่วนพวกเรามาเมื่อมีนาคมที่แล้ว ก็เป็นช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ ต่อจากฤดูหนาว อากาศจึงยังเย็นๆอยู่ ทำให้เดินสบายกว่าครั้งนี้มาก

ความจริงเจ้าพรทิพย์เคยพาเพื่อนมาเมื่อเดือนกรกฎาคมปีก่อนครั้งหนึ่ง ก็ร้อนเหมือนกัน และแค่เดินเที่ยวอยู่ที่เกียวโตเมืองหลวงเก่าแห่งเดียว กลับมาเพื่อนหน้าดำยังกับไปอีสาน มิใช่ญี่ปุ่น ส่วนพวกเรามาเมื่อมีนาคมที่แล้ว ก็เป็นช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ ต่อจากฤดูหนาว อากาศจึงยังเย็นๆอยู่ ทำให้เดินสบายกว่าครั้งนี้มาก
เมืองซับโปโรนี้เขาว่ามีที่เที่ยวมากมาย แต่เราก็ไปไม่กี่แห่ง กล่าวคือ ช่วงบ่าย เราได้นั่งรถไปชมสวนพฤกษศาสตร์ที่ตอนนี้ดอกไม้สวยๆในสวนด้านนอกเริ่มโรยราไปแล้ว แต่ก็ยังมีส่วนที่เป็น Green House ที่มีดอกไม้สวยๆ ให้ชมอยู่บ้าง แต่ต้องเสียค่าธรรมเนียมเข้าชมเป็นค่าบำรุงรักษาสวนนิดหน่อย คือประมาณคนละ ๓๐๐ เยน(เวลาจะคิดเงินเยนกลับเป็นเงินไทย ให้คูณด้วย .๓๓ ตามอัตราแลกเปลี่ยน ) ๓๐๐ เยนก็ตกราวๆ ๙๐ กว่าบาท  น่าเสียดายว่ารูปที่ถ่ายออกมา มันมืดไปหน่อย เลยไม่ค่อยสวยเท่าของจริง 
หลังจากชมสวนจนเย็นพอประมาณ พวกเราก็กลับมาที่แถวสวนโอโดริ (Odori Park) อันเป็นสวนสาธารณะกลางเมืองที่เขาใช้เป็นที่จัดงาน Snow Festival ที่มีประติมากรรมปั้นน้ำแข็งเป็นรูปต่างๆ ที่พวกเราเคยเห็นในข่าวนั่นแหละ แต่งานนี้เขามีเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งตอนนั้น จะมีนักท่องเที่ยวมากันแยะ แต่ช่วงเราไปมิใช่หน้าท่องเที่ยวดังกล่าว คนจึงไม่เยอะ ฝรั่งไม่ค่อยมี ดูท่าจะมีแต่คนญี่ปุ่นเองมากกว่า เราเดินดูนิดๆหน่อยๆ เพราะเป็นช่วงค่ำแล้ว จึงไม่เห็นอะไรมาก จากนั้นก็เดินไปดูหอนาฬิกา (Clock Tower) ที่ดูเหมือนจะเป็นสัญลักษณ์ของซับโปโรอีกแห่ง ข้างในเขามีนิทรรศการเรื่องราวของหอนาฬิกานี้จัดแสดงด้วย แต่เราไปดึก เขาปิด เลยไม่ได้เข้าไปดู เพียงแค่ไปถ่ายรูปเก็บเป็นที่ระลึก 
จากนั้นเราก็กลับไปแถวสถานีรถไฟ เพราะที่ญี่ปุ่นนี่อะไรๆ มักจะอยู่ตามสถานีรถไฟ ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก ฯลฯ เดิมว่าจะกินอะไรร้อนๆ ประเภทชาบู ชาบู หรือสุกี้ยากี้ญี่ปุ่น แต่หาไม่ได้ ไปเจอร้านหนึ่งขายอาหารคล้ายเนื้อย่างเกาหลีแบบบ้านเรา แต่คนรอแน่นมาก เนื่องจากชักจะดึก กอปรกับเราก็เริ่มเหนื่อยกันแล้ว เราเลยไปร้าน Pepper Steak  ที่ขายอาหารประเภทเนื้อย่างจานร้อนที่พรทิพย์เหลือบไปเห็นเข้า และเคยกินที่สิงคโปร์มาแล้วว่าอร่อยมาก 
ก็เลยหยวนกินที่นี่เป็นการเลี้ยงวันเกิดของฉันไปด้วย แต่ฉันและซุ้งกินได้แต่เนื้อหมู ส่วนพรทิพย์ก็เอ็นจอยกับเนื้อแกะ การสั่งอาหารที่นี่ก็เหมือนเดิม คือไปดูรูปและหยอดเงิน กดเอาเองว่าจะเลือกแบบไหน พอสลิปออกมาก็เอาไปให้คนรับ order จากนั้นก็นั่งรอกินได้เลย ดีหน่อยที่เขาแถมน้ำเปล่าไม่คิดเงิน แต่พวกเราก็กินโค้กด้วย เพราะกินอาหารพวกนี้ มันเหมาะกับกินน้ำซ่าๆ เย็นๆ โค้กที่นี่ตกแก้วละ ๑๕๐ เยน หรือ ๕๐ กว่าบาท

โอตารุ เวนิสญี่ปุ่น

พอวันที่สาม ปรากฏว่า เจ้าซุ้งเกิดอาการขาเดี้ยง เดินไม่ค่อยไหว เพราะสองวันแรกเดินมาก อีกทั้งลืมเอายาประจำตัวมา จึงต้องโด้ปยาอื่นแทน ซึ่งก็ช่วยได้บ้าง แม้จะไม่ดีนัก วันนี้พวกเราไปเมืองโอตารุ (Otaru) ที่นี่เขาว่ามีทิวทัศน์สไตล์ยุโรปผสมญี่ปุ่น ตึกเก่าๆ หลายแห่งจะเป็นทรงยุโรป แต่ที่น่าสังเกตคือ ทรงยุโรปที่ว่า น่าจะเป็นแบบอิตาลี โดยเฉพาะที่เมืองเวนิสมากกว่า แม้จะไม่เหมือนทีเดียวเพราะไม่มีคลองเยอะอย่างที่โน่น แต่ปรากฏว่าเขาจัดสถานที่ส่วนหนึ่งเป็นตึกอยู่ในซอกเล็กซอยน้อยคล้ายๆ 

บ้านเรือนในเวนิส เพียงแต่ที่นี่เขาทำเป็นร้านขายอาหาร บริเวณดังกล่าวมีรูปปั้นเด็กคนหนึ่งถือไม้คล้ายๆ ลูกชิ้นอยู่ในมือ  แต่งตัวเหมือนเพิ่งมาจากต่างจังหวัด และมีหมายืนอยู่ข้างๆ ดูเหมือนว่าจะเป็นรูปปั้นนักธุรกิจที่คงประสบความสำเร็จของเมืองนี้กระมัง เพราะใกล้ๆ กัน มีหอคอย ซึ่งมีภาพปั้นเป็นประวัติเด็กคนนี้ในวัยต่างๆ ตามบันไดทางเดินขึ้นไป เสียแต่ไม่มีคำบรรยายเป็นภาษาอังกฤษ ก็เลยไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร 
ถัดจากบริเวณนี้ เดินข้ามถนนไป ก็จะเป็นโกดังใหญ่เรียงต่อกันไปตามแนวคลองเส้นหนึ่ง ซึ่งเราก็เห็นจากรูปในโบรชัวแนะนำเมือง เพียงแต่ในรูปเป็นตอนกลางคืนที่เปิดไฟ จึงดูสวยงามดี แต่กลางวันแบบนี้ มันเห็นเป็นโกดังเก่าๆและคลองเล็กๆ ธรรมดาๆ ไม่สวยเหมือนในรูป แต่ก็มีคนหยุดถ่ายรูปกันมาพอควร เราสามคนเลยคิดว่าจะมาถ่ายตอนค่ำให้เหมือนในรูปดีกว่า ดังนั้น จึงกินข้าวกลางวันแถวๆ นั้น แล้วเดินชมร้านรวงต่างๆ ที่มีการขายเครื่องแก้วเกือบทุกร้าน ซึ่งแถวนี้ก็คล้ายเวนิสอีกเช่นกัน เพียงแต่ที่ญี่ปุ่นนี่เขาจะมีของจุ๋มๆ จิ๋มมากกว่า ที่ติดใจมาก คือ ของตกแต่งตู้ปลา ที่เขาทำแก้วเป็นลูกโป่งให้ลอยน้ำในโหลแก้วหรือตู้ปลาได้  โดยส่วนที่อยู่ใต้น้ำเขาทำเป็นรูปสัตว์ต่างๆ ห้อยอยู่ เช่น ปลาทอง ปลาหมึก ช้าง ฯลฯ ต้องบอกว่าน่ารักน่าซื้อมาก แต่ไม่สามารถซื้อกลับมาได้เพราะกลัวแตกก่อนถึงบ้าน 
ส่วนภายในโกดังเก่าเราแวะเข้าไปดูแล้ว เขาจัดทำเป็นร้านอาหาร มีร้านหนึ่งบรรยากาศโรแมนติกจริงๆ เพราะเขาตกแต่งร้านด้วยตะเกียงโบราณทั้งหมด เมื่อจุดไฟ แสงจึงออกสว่างส้มๆดูสวยงามแปลกตาดี อ้อ ! ที่นี่เขามีร้านขายปูขนเป็นๆ ให้เลือกซื้อไปกินด้วย ตัวโตมากๆ ดูแล้วยังกับปูยักษ์ หนักราวตัวละ ๓ กิโลกรัมได้ มันยังดุ๊บดิ๊บอยู่ คิดจะถ่ายรูปมาให้ดู แต่เจ้าของร้านเขาไม่ให้ 

เมื่อเพื่อนอยากสร้างผลงาน - เป่าแก้ว

ที่โอตารุนี้ นอกจากจะมีเครื่องแก้วมากแล้ว เขายังมี พิพิธภัณฑ์กล่องดนตรี ซึ่งมีกล่องดนตรีนานาชนิดโชว์ให้ชม เขาว่าพิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานนับแต่สร้างเมืองใหม่ๆ เลยทีเดียว  และยังเป็นแม่แบบให้กับพิพิธภัณฑ์กล่องดนตรีในเมืองอื่นๆ ของญี่ปุ่นอีกด้วย ภายในตัวอาคารแต่ละชั้นของพิพิธภัณฑ์ จะเต็มไปด้วยกล่องดนตรีที่จัดแสดง และที่ขายเป็นของที่ระลึกให้แก่คนนักท่องเที่ยว  ซึ่งมีทั้งหีบเพลงที่ดีไซน์ไว้แล้ว และที่เป็นกล่องเสียงเปลือยให้เลือกเสียงตามใจชอบ 

ที่เก๋ไปกว่านั้น คือ ชั้นบนสุด เขาจัดที่ให้คนที่สนใจอยากออกแบบกล่องดนตรีด้วยตัวเองได้เลือกวัสดุต่างๆ  แล้วประกอบเข้ากับตัวกล่องเปลือยที่ว่า กลายเป็นกล่องหรือหีบเพลงที่แต่ละคนสร้างสรรค์ขึ้นเองอีกด้วย ที่เห็นมีทั้งเด็กและผู้ใหญ่นั่งทำกันหลายคน วิธีทำก็ดูไม่ยาก คือ  เดินไปเลือกวัสดุที่เขาจัดเป็นถาดๆ ไว้แล้วว่าจะใช้อะไรบ้าง จากนั้นก็นำฐานพร้อมกล่องดนตรีที่เลือกไว้ มานั่งประดิษฐ์ประดอยติดกาวเข้าด้วยกัน แค่นี้ก็ได้แบบตามที่เราจินตนาการไว้ 

ฉันกับซุ้งเสียวๆ ว่าพรทิพย์อยากจะประดิษฐ์กล่องดนตรีนี้ด้วยหรือเปล่า ดีว่าเธอไม่สนใจ อาจเพราะไม่มีเวลาเท่าไร เพราะตอนเช้าก่อนจะมาที่นี่ เธอก็ได้พาเราแวะไปโรงงานเป่าแก้ว เพื่อไปทำแก้วน้ำ  ด้วยการเป่าแก้วด้วยตนเองตามโฆษณาในโบรชัวมาแล้ว ซึ่งตอนแรกเจ้าของปฏิเสธว่าให้ทำไม่ได้ คงเป็นเพราะเราจะต้องกลับในวันรุ่งขึ้น ซึ่งแก้วที่เป่าเองนี้ ยังต้องเข้าเตาเผา เขาทำไม่เสร็จภายในวันเดียว แต่ในที่สุด เราก็หาทางออกให้ส่งทางไปรษณีย์ไปที่ที่พัก K’s House ในโตเกียวที่เราต้องไปพักได้ โดยเสียค่าเป่าแก้วและค่าไปรษณีย์ไปร่วมสองสามพันบาท แต่พรทิพย์ก็ยินดี เพราะเธอชอบงานประดิษฐ์ต่างๆ อยู่แล้ว 

แก้วที่เขาสอนให้เราเป่านี้ จริงๆ จะมีอยู่ไม่กี่แบบกี่ลาย เพราะถ้าทำยาก เราก็ทำไม่ได้อยู่แล้ว แต่ถึงกระนั้น แม่คุณพรทิพย์ยังขอเลือกสีและลายสีเงินที่ไม่อยู่ใน Model ที่เขาสอนอีก โดยบอกแพงไม่ว่า ขอทำแบบนี้ เจ้าของร้านดูแล้ว พยายามบอกว่าทำไม่ได้ แต่ก็ฟังไม่รู้เรื่องว่าเพราะอะไร จนเขาต้องให้อาจารย์ใหญ่คนสอนมาพยายามพูดแบบก็ไม่ค่อยรู้เรื่องเหมือนกัน เนื่องจากพูดอังกฤษไม่ได้มาก แต่สรุปได้ว่า  ทำไม่ได้เพราะไม่มีวัสดุ(สีเงิน)อย่างที่ต้องการ และต้องเป่าแก้วเป็นในระดับสูงขึ้นไป มิใช่เพิ่งหัดแบบอนุบาล แต่อยากเป่าแก้วแบบมหาวิทยาลัยเช่นนี้ ที่สุดก็เลยได้เป่าทรงธรรมดา ลวดลายเป็นสีรุ้ง สวยไม่สวยก็เป็นความภูมิใจของเจ้าตัวที่ครั้งหนึ่งในชีวิตได้ไปเป่าแก้ว ทำแก้วน้ำด้วยตนเองแหละ

ถนนเส้นที่เราเดินนี้ เมื่อเดินจนแทบจะสุดสายปลายถนน เราจะพบนาฬิกาไอน้ำของแคนาดาตั้งอยู่ เมื่อเข็มนาฬิกาเดินครบชั่วโมงเมื่อไร ก็จะมีควัน และเสียงหวูดเหมือนหวูดรถไฟดังขึ้นเท่ากับจำนวนเวลาที่ปรากฏ  ตอนเราไปเป็นเวลาห้าโมงเย็นพอดี มันเลยดังขึ้นห้าครั้ง เก๋ไปอีกแบบ แต่ขณะดังตั้งห้าครั้ง เรายังถ่ายรูปแทบไม่ทัน เพราะมัวแต่ไปมองนาฬิกาอีกฝั่งและคิดว่าเป็นเรือนที่ว่า ไม่คิดว่าจะเป็นเจ้าเรือนเก่าๆ ที่ตั้งอยู่ตรงข้าม วันนี้แต่เดิม พวกเราคิดจะไปกินบะหมี่ ที่เรียกว่า ราเม็ง ที่เขาบอกว่าที่ซับโปโรนี่มีร้านเรียงรายกันเป็นสิบๆ ร้าน เอาเข้าจริง เจ้าซุ้งร้องไม่ไหวแล้ว เดินมาทั้งวันตั้งแต่เช้าจนค่ำ จนฤทธิ์ยาหมด ขืนไปต่อ พรุ่งนี้ตายแน่ ตกลงก็เลยไปกินร้านใกล้ๆ ที่พัก ร้านนี้เขาขายอาหารให้ย่างเองคล้ายไดโดมอนบาบีคิวในบ้านเรา และยังมีหม้อน้ำซุปให้ใส่ผักและเครื่องใน กินแกล้มกับเนื้อที่ย่างด้วย แต่เนื่องจากเราไม่อยากกินย่างๆ ก็เลยขอแต่หม้อซุป  พร้อมขอผักและเนื้อหมูที่จะใช้ย่างมาใส่เป็นแบบสุกี้แทน แต่เขาไม่เข้าใจ จะให้เราเอาหมูไปย่างลูกเดียวกว่าจะพูดกันรู้เรื่องก็แทบแย่ เป็นที่น่าสังเกตว่าทางเหนือนี้คนญี่ปุ่นส่วนมากแม้แต่วัยรุ่นก็แทบไม่เข้าใจภาษาอังกฤษเลย

หลายคนอาจจะสงสัยว่า บะหมี่ของญี่ปุ่นทำไมเรียกหลายอย่าง ราเม็งก็เรียก อุด้งก็เรียก และโซบะก็ใช่ เขาบอกว่าถ้าเป็น โซบะ จะหมายถึงเส้นหมี่ที่ทำมาจากถั่ว เป็นเส้นแบนๆ ส่วน อุด้ง จะทำจากไข่ เป็นเส้นอ้วนๆ กลมๆ  ถ้าเป็น ราเม็ง จะหมายถึงเส้นหมี่แบบจีนที่บ้านเรากินทั่วไป

.......................................................

 

เที่ยวทุ่งลาเวนเดอร์ เจอแค่ไร่เดียว

วันต่อมา เรานั่งรถไปเมือง Furano ซึ่งเขาว่าเมืองนี้ เมื่อช่วงกรกฎาคมที่ผ่านมา มีดอกลาเวนเดอร์สีม่วงบานสะพรั่งเต็มทุ่งเต็มเขาระหว่างทางไปหมด แต่เราไปปลายเดือนสิงหาคมแบบนี้ แม้จะมีในใบโฆษณาว่ายังพอมีถึงสิ้นเดือน แต่เมื่อเราไปถึง ปรากฏว่า ดอกส่วนใหญ่ถูกตัดไปแล้ว เพราะที่เมืองนี้ดูเหมือนเขาจะปลูกดอกลาเวนเดอร์ไว้ทำเป็นน้ำมันหอม ตลอดจนทำเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ไว้จำหน่าย  คงคล้ายทุ่งทานตะวันลพบุรีบ้านเรา แม้จะไม่เห็นลาเวนเดอร์เต็มทุ่งอย่างที่อยากเห็นตามทางผ่าน แต่เราก็ไปที่ไร่ Tomita ซึ่งมีในใบประชาสัมพันธ์ว่าเป็นไร่ลาเวนเดอร์และมีสินค้าที่ทำจากดอกลาเวนเดอร์หลายชนิด 

เมื่อไปแล้ว ก็ยังดีที่มีดอกลาเวนเดอร์เหลือให้ชมอยู่ไร่หนึ่งจริงๆ โดยเขาได้ปลูกดอกไม้อื่นๆ แซมให้เห็นเป็นสีสัน เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เห็นและถ่ายรูป เราก็ได้ถ่ายรูปกันนิดๆ หน่อยๆ  จากนั้นก็เดินไปชมผลิตภัณฑ์ของเขา ซึ่งนับแต่ย่างกายเข้ามาในไร่ เราก็ได้กลิ่นหอมของดอกลาเวนเดอร์อบอวลไปทั่วแล้ว ทั้งนี้ เพราะในไร่นี้มีสินค้าสารพัดที่ทำจากดอกลาเวนเดอร์ ตั้งแต่ไอศกรีมกลิ่นลาเวนเดอร์สีม่วง  ที่กินแล้วแม้จะรสชาติดี แต่ก็เหมือนกินสบู่ เพราะกลิ่นหอม
มาก แล้วยังมีท๊อฟฟี่ ชา กาแฟ ถุงหอมไว้ใส่ในตู้หรือรถ ผ้าขนหนูปักรูปดอกลาเวนเดอร์ กระดาษซับมัน น้ำมันหอมแบบไว้จุดให้กลิ่นระเหยออกมา ครีมทามือ ทาตัว ฯลฯ ทุกอย่างล้วนเป็นลาเวนเดอร์สีม่วงหมด ใครบ้าสีม่วง เห็นแล้วคงอยากเหมาหมด 
พวกเราเดินชม เดินดม แล้วทดลองใช้สินค้าตัวอย่าง พร้อมทั้งเลือกซื้อของจนพอใจแล้ว ก็กลับมาจัดสมบัติแบ่งเสื้อผ้าใส่เป้เล็ก  เพื่อเตรียมตัวเดินทางในตอนเย็นวันนั้น ซึ่งการเดินทางในวันนี้นับว่าทรหดไม่น้อยกว่าวันมา แม้ร่างกายเราจะพร้อมกว่าวันแรกๆ เพราะได้พักมาแล้ว แต่เพราะความงกของเราที่อยากจะใช้ Jr. Pass ให้คุ้มยิ่งขึ้น เราก็เลยกะว่าจะนั่งซินคังเซ็นไปเกียวโตเมืองหลวงเก่า เพื่อแวะไปไหว้พระและดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์สามสายในวัดคิโยมิซึ (Kiyomizi) ก่อนต่อไปเมือง Hida Takayama เมืองโบราณที่ได้ชื่อว่า “Little Kyoto” ในวันรุ่งขึ้น

ย้อนสู่เกียวโต ดื่มน้ำศักดิ์สิทธ์ ขอผลสัมฤทธิ์จากหินอธิษฐาน

ที่ว่าต้องเดินทางอย่างทรหดนั้น เพราะในคืนนั้นเราต้องนั่งรถย้อนเส้นทางเดิมที่ฉันนั่งจนอ้วกมาแล้ว โดยขึ้นตู้นอนเหมือนเดิม เพียงแต่งวดนี้ได้เตียงติดกัน และคนไม่แน่นเหมือนคืนที่มา นอนไปตั้งแต่ทุ่มเศษ จนถึง ๖ โมงเช้า เกือบ ๑๒ ชม. ก็ต้องลงไปต่อรถด่วนที่ Sendai อีก ๓ ชม. เพื่อเข้าโตเกียวเมืองหลวง จากนั้นจับรถซินคังเซ็นต่อไปเกียวโตอีก ๓ ชม. รวมนั่งรถไปเกียวโตเที่ยวนี้ประมาณ ๑๘ ชม. ยิ่งกว่านั่งเครื่องบินไปยุโรปซะอีก เมื่อไปถึงเกียวโต เราก็ไปวัดคิโยมิซึ

วัดที่ใครมาเกียวโตแล้วต้องไป เพราะมีน้ำสามสายไหลมาจากภูเขา ถือว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ ใครไปใครมาก็ต้องมารองไปดื่ม ซึ่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ว่านี้ก็ประกอบด้วยสายแห่งความรัก การเงิน และสุขภาพ ใครอยากได้อะไรก็อธิษฐานดื่มตามสายนั้นๆ อย่างที่เคยบอกมาแล้ว และแน่นอนเราสามสาวก็ยังงกเหมือนเดิม คือรองดื่มทั้งสามสายนั่นแหละ แถมยังรองใส่ขวดกลับมาฝากคนที่บ้านอีกด้วย
 และที่ใกล้ๆ วัดนี้ พวกเราได้ไปวัดอีกแห่ง ที่เขาให้ซื้อตั๋ว ๑๐๐ เยน แล้วลงบันไดไปจับหินอธิษฐานก้อนหนึ่ง ซึ่งคราวที่แล้ว คิดว่ายังไม่ได้เปิดให้เข้าชม เพราะเราผ่านไปก็ไม่เห็น ที่แปลกคือ เมื่อลงบันไดไปแล้ว จะมีทางลาดให้เดิน แต่มืดสนิท ต้องเดินคลำไปตามเชือกที่เขาผูกไว้เหมือนคนตาบอด จนไปเจอก้อนศิลาใหญ่ที่วางอยู่ปลายทาง แต่ละคนก็จะจับและอธิษฐานขอพรตามปรารถนา ปรากฏว่าเมื่อเราค่อยๆ คลำไปเจอหินแล้ว คนที่ไปก่อนหน้าเราเป็นกลุ่มทัวร์ใหญ่ ก็ส่งเสียงดัง และเขาก็เดินวนจับหินถึงสามรอบ เราไม่รู้ก็ทำตาม พอวนครบกลับหาทางออกไม่เจอ เดินหลง ต้องตั้งหลักตามหลังชุดที่มาใหม่  ถึงเห็นว่ามีทางออกอยู่ด้านข้างก้อนหินนั่นเอง ทำให้เกิดพุทธิปัญญาขึ้นว่า คนเราเมื่อมีความโลภเกิดขึ้น (อธิษฐานขอมาก เลยวนหลายรอบ แล้วมึน หาทางออกไม่เจอ) ก็เสมือนคนที่ติดอยู่ในวังวนแห่งกิเลสตัณหา  หลงอยู่ในความมืดมิด ครั้น “ละ” ได้เมื่อไร ก็เห็นหนทางสว่าง (ทางออก) เมื่อนั้น ไม่รู้ว่าพระวัดนี้ ท่านหวังให้คนคิดเช่นนี้หรือเปล่า? แต่เราฉลาดอ่ะ เลยคิดได้เอง (ฮ่า ฮ่า)

พักเรียวกัง นอนฟูก อาบน้ำแบบญี่ปุ่น

จากเกียวโต เราก็นั่งรถไปลงที่ Nagoya นั่งรถไปอีกราว ๓ ชม.เพื่อไปยังเมืองTakayama อย่างที่บอกข้างต้น ถึงที่โน่นราว ๔ ทุ่ม เราก็เข้าพักที่เรียวกังแห่งหนึ่ง ซึ่งเราได้ให้คนโทรมาบอกเจ้าของแล้วว่าเราจะเข้ามาดึกหน่อย อย่าเพิ่งปิดบ้าน เรียวกังที่นี่ ในความรู้สึกของฉันสู้เรียวกังที่ไปพักหนแรกไม่ได้ เพราะอยู่ชั้นสอง และไม่มีหน้าต่างที่จะมองออกไปเห็นสวนญี่ปุ่น แต่เจ้าซุ้งกลับชอบ บอกดูใหม่ดี ที่นี่ไม่มีห้องอาบน้ำแยก ต้องอาบรวมแบบญี่ปุ่น 

ฉันกับเจ้าซุ้งก็เลยนุ่งผ้าเช็ดตัวไปอาบกันก่อน แล้วค่อยให้พรทิพย์ไปอาบเดี่ยวทีหลัง พออีกวันชักคุ้นๆ ฉันกับเจ้าซุ้งก็เลยอาบแบบญี่ปุ่นซะเลย โดยแก้ผ้าอาบน้ำสระผมกันอยู่คนละมุมห้อง สำหรับห้องอาบน้ำแบบญี่ปุ่น เขาจะมีก๊อกน้ำให้เราทำความสะอาดร่างกายก่อนลงไปแช่น้ำร้อนในอ่างรวม ดังนั้น พอชำระร่างกายเสร็จ เราสองคนจึงค่อยนุ่งผ้าเช็ดตัวเขามานอนแช่ในอ่างที่ว่าทีหลัง ที่กล้าแก้ผ้าอาบกัน เพราะในห้องนี้มีแค่เราสองคน คนอื่นเขาก็อาบเสร็จกันแต่หัววัน หรือไม่อาบก็ไม่รู้ซินะ อีกอย่างฉันสายตายาว ไม่ใส่แว่นก็มองอะไรไม่ชัด ส่วนเจ้าซุ้งสายตาก็สั้นเป็นร้อย เมื่อต่างคนไม่ใส่แว่น ถึงจะมองเห็นกัน ก็ดูมัวๆ ไม่ถนัดตา แถมยังมีไอน้ำร้อนระเหยอยู่ทั่วห้อง เราก็เลยรู้สึกสบายๆ ยิ่งได้แช่น้ำร้อนก็ยิ่งรู้สึกกล้ามเนื้อทุกส่วน โดยเฉพาะไหล่หลังที่แบกเป้และขาที่เดินมาทั้งวัน ได้ผ่อนคลายสบายมากขึ้น

สำหรับที่พักในญี่ปุ่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นที่พักแบบแบกเป้ หรือเรียวกัง เขาคิดราคาค่าห้องเป็นรายหัว มิได้คิดเป็นรายห้องแบบโรงแรม ดังนั้น ไปสามคนก็คิดสามคน แม้จะนอนห้องเดียวกัน เรียวกังที่เราไปพักครั้งนี้ เขาคิดค่าที่พักบวกภาษีและค่าอาบน้ำรวม ก็ตกราวๆคนละ ๔ พันกว่าเยนคิดเป็นเงินไทยก็พันกว่าบาทเอง เทียบกับการพักโรงแรมแล้ว ถือว่าราคานี้ถูกมาก และเขาก็มีผ้าเช็ดตัวและน้ำชาให้ดื่มด้วย จะหยิบยืมถ้วยชามมาใส่ของกินเขาก็ไม่ว่า ส่วนที่พัก K’s House แม้จะถูกกว่านิดหน่อย ราวสามพันกว่าเยน แต่ก็ไม่มีผ้าเช็ดตัวให้ ยิ่งเทียบกับตู้นอนรถไฟที่เรานอนมา ซึ่งแพงมาก คือคิดเป็นไทยแล้วตกหัวละสามพันกว่าบาท ต้องถือว่าที่พักที่ว่าราคาถูกสุดๆแล้ว ขนาดว่าตู้นอนที่เรานอนครั้งนี้ เขาถือว่าเป็นแบบชั้นสองยังราคาแค่นี้ ส่วนตู้นอนชั้น ๑ ที่เราเห็น เป็นห้องๆ มีเตียงเป็นสัดส่วน และมีโต๊ะให้เขียนหนังสือให้ด้วย คาดว่าราคาคงพอๆกับโรงแรมชั้นหนึ่ง ส่วนที่นอนแบบแคปซูลที่เราเคยเห็นในข่าวหลายปีมาแล้ว มาญี่ปุ่นสองครั้งก็ยังไม่เคยเจอเลย ไม่รู้ว่ายังมีอยู่อีกหรือไม่ในปัจจุบัน อ้อ ! ที่พักแบบ เรียวกัง หมายถึง ที่พักที่เราต้องนอนบนฟูกที่ปูกับพื้นห้อง และต้องอาบน้ำรวมแบบญี่ปุ่น

เที่ยว Hida Takayama “เกียวโตน้อย”

ที่เมือง Takayama หรือบางทีก็เรียกว่า Hida Takayama นี้เรามาพักและเที่ยวอยู่สองวันสองคืน เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยวัด และบ้านแบบญี่ปุ่นโบราณอย่างที่เราเห็นในหนังมากมาย เมืองนี้ได้ชื่อว่า “เกียวโตน้อย” เพราะมีลักษณะเป็นเมืองเก่าคล้ายเกียวโตเมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่น แต่ที่นี่คนน้อย และสงบเงียบกว่าเกียวโตมาก ใครที่ชอบเมืองเก่าๆและเงียบสงบมาที่นี่จะชอบมาก เป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนเขา ซึ่งชื่อ Takayama ก็บอกอยู่แล้ว ว่าหมายถึง เมืองภูเขาสูง

ดังนั้น จะไปไหนก็เดินขึ้นเขาตลอด รถราก็มีไม่มากและคันเล็กเหมาะกับซอกซอยในเมือง แต่เดินไปเดินมาแล้วก็งง เพราะดูเหมือนซอยเล็กซอยน้อยจะมีมากมายเหลือเกิน เดินซอยนั้นทะลุมาซอยนี้ กลายเป็นอีกถนนหนึ่ง แต่ทุกมุมเมืองก็มีบ้านแบบเก่า และมีวัดแทรกอยู่ เมืองนี้เขาให้เดินทัวร์หรือขี่จักรยานชมได้ ช่วงเช้าอากาศเย็นสบายเราได้แวะไปที่ ตลาดเช้า (Morning Market) ของเขา ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่พักนัก ตลาดเช้านี้จะมีตั้งแต่เจ็ดโมงเช้าจนถึงราวๆเที่ยง ที่นี่จะมีพวกคนแก่ชาวบ้านนำสินค้าประเภทผัก ดอกไม้ ของกิน ของที่ระลึกหลายอย่างมาวางขาย

ซารูโบโบ (Saru BoBo) คืออะไร

ของที่ระลึกที่ไม่เหมือนที่อื่นก็คือ ตุ๊กตารูปเด็กใส่เอี๊ยมแบบจีน ทำเป็นรูปแบบต่างๆ เช่น พวงกุญแจ ของตั้งโชว์ ลายบนผ้าเช็ดหน้า ฯลฯ ซึ่งเดิมพวกเราคิดว่าตุ๊กตาดังกล่าวเป็นรูปนินจา เพราะที่นี่ก็มีวัดนินจาอยู่ด้วย แต่พอถามเจ้าหน้าที่ด้านการท่องเที่ยวดู เขาก็บอกว่าเป็นรูปเด็ก เรียกกันว่า ซารูโบโบ (Saru BoBo) Saru แปลว่า Monkey หรือลิง ส่วน BoBo แปลว่าเด็กหรือ Baby เขาเปรียบว่าเด็กอ่อนก็คล้ายๆลูกลิง การมีรูปซารูโบโบหรือเด็กแรกเกิดเป็นสัญลักษณ์ก็เพราะแต่เดิมเมืองนี้เป็นเมืองภูเขา สมัยโบราณการเดินทางไม่สะดวกแบบปัจจุบัน การกินอยู่ก็คงยากลำบากไปด้วย ดังนั้น สมัยก่อนเมื่อมีเด็กเกิดใหม่จึงถือเป็นโชคดี และความอุดมสมบูรณ์ ต่อมาก็เลยถือรูปเด็กแรกเกิดเป็นสัญลักษณ์ของเมือง และเป็นเสมือนเครื่องรางแห่งโชคลาภในด้านอื่นๆ ด้วย หลังจากเดินในตลาดเช้า เราก็แวะซื้อ ลูกมุ่งมั่น (ก็คือ ลูกท้อ นั่นแหละเรียกให้มีกำลังใจหน่อย) ลูกขนาดแอ๊บเปิ้ลบ้านเรา สีชมพูสวยเชียว ราคาตกลูกละ ๒๕๐ เยนหรือราวๆ ๘๐ บาท 

จากนั้นเราก็ได้เดินเที่ยวทั่วเมือง ซึ่งมีวัดมีบ้านให้ชมมากมาย ตอนเช้าอากาศเย็นก็เดินเพลินดีอยู่หรอก เพียงแต่ให้แปลกใจว่า วัดแต่ละวัด ทำไมถึงได้เงียบเชียบนัก หาพระสงฆ์ไม่เจอเลยสักองค์ ไปจำวัดกันอยู่ที่ไหนหนอ สีกาอยากรู้ ถามใคร ก็พูดกันไม่รู้เรื่อง เดินไปเดินมา พอเที่ยงแดดร้อน เริ่มหิวและล้า ทำท่าจะไม่ไหวกันแล้ว ก็เลยหาข้าวกิน แล้วหาทางตรงไปยังส่วนที่เรียกว่า Old Private House ซึ่งเป็นถนนที่มีบ้านโบราณ และยังมีคนยังอาศัยอยู่ เพื่อทำการค้าในบ้านจริงๆ มิใช่บ้านจัดฉากโชว์นักท่องเที่ยว และบางบ้านยังจัดเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงงานศิลปะต่างๆ ด้วย

ดูละครหุ่น Karakuri 

ก่อนจะเดินมาถึงแถวนี้ เราเดินผ่าน โรงละครหุ่น Karakuri อันเป็นหุ่นอีกรูปแบบหนึ่งของญี่ปุ่น ก็คิดว่าไหนๆ มาแล้ว ได้เวลาแสดงพอดี ก็เลยตีตั๋วเข้าไปชมซะเลย หุ่นที่ว่านี้เขาใช้เครื่องยนต์กลไกชักอยู่ด้านหลัง เป็นการแสดงสั้นๆ สองสามชุด มีการให้หุ่นเขียนหนังสือญี่ปุ่นด้วยพู่กันจีน ให้หุ่นเด็กเสริฟน้ำชา แล้วยังมีหุ่นตีหม้อที่เปลี่ยนหน้าได้ เป็นต้น ดูแล้วก็เพลินดี หลังจบแล้ว เขาก็ให้เราเข้าไปดูกลไกข้างหลังได้ และที่โรงละครนี้เขายังจัดแสดงหัวสิงโตแบบต่างๆ ที่ใช้ในเทศกาลงานบุญของที่นี่ รวมถึงโบราณวัตถุต่างๆ ด้วย แต่วันที่เราไปเป็นวันธรรมดาและมิใช่ฤดูท่องเที่ยว เลยมีคนดูไม่ถึง ๑๐ คน แต่เขาก็แสดง เพราะเราเสียเงินมาดูแล้ว แถมมีวันละหลายรอบด้วย ค่าดูไม่แพงมากคนละ ๕๐๐ เยนเท่านั้น

ไปชม Hida Folk Village

ตอนที่อยู่เมืองนี้ เราวางแผนว่าจะนั่งรถต่อไปที่เมือง Shirakawago ที่อยู่ห่างออกไปอีกราว ๒ ชม. เป็นเมืองที่มีบ้านหลังคาสูงๆ และหิมะจับอยู่บนหลังคาอย่างที่เราเห็นในรูปโปสการ์ดฝรั่งตอนคริสต์มาส แต่เมื่อมานึกว่า เรามาหน้าร้อน ขนาดภูเขาไฟฟูจียังไม่มีหิมะเกาะเลย แล้วเมืองนี้จะมีได้ไง ดูท่าจะสวยหน้าหนาวมากกว่า หน้าร้อนนี้คงไม่สวยเท่าที่เห็นในรูปแน่ อีกทั้งต้องเสียเวลาเดินทางไปกลับร่วม ๔ ชม. กลัวไปแล้วไม่คุ้มเหนื่อย  และยังต้องจ่ายค่ารถเป็นพันอีกต่างหาก พวกเราก็เลยเปลี่ยนแผนไปเที่ยวที่หมู่บ้านชาวนาที่เขาเรียกว่า Hida Folk Village ที่อยู่ไม่ไกลแทน โดยเขาแนะนำให้ซื้อตั๋วรถเมล์พร้อมค่าเข้าชมแบบเหมาจ่ายคนละ ๙๐๐ เยน ซึ่งก็ไม่ผิดหวัง เพราะที่นี่ เขามีบ้านชาวนาสมัยโบราณแบบต่างๆ ให้ชม บ้านเหล่านี้ตั้งอยู่ในพื้นที่บนเขา วันนี้ฝนตก แต่ดีที่ยังหยุดเป็นพักๆ ทำให้ยังเดินดูได้ และเราก็เตรียมเสื้อกันฝนมาพร้อม เลยไม่เดือดร้อน 

มีข้อน่าสังเกตว่า ป้ายรถเมล์ญี่ปุ่นหลายแห่ง เช่น ไม่ว่าที่ไร่ Tomita ที่ไปดูลาเวนเดอร์ หรือที่หมู่บ้านชาวนา Takayama นี่ ป้ายไปและกลับจะเป็นป้ายเดียวกัน การจะดูว่ารถเป็นเที่ยวมาหรือเที่ยวกลับ ให้ดูได้จากเวลาที่รถเมล์เข้าป้าย หากสุ่มสี่สุ่มห้านั่งไป มีหวังได้วนรอบเมืองไม่จบแน่ หลังจากไปเที่ยวที่ Hida Folk Village แล้ว เราก็ออกจากเมืองTakayama ในตอนบ่าย นั่งรถไฟกลับไปยังเมืองหลวงโตเกียว โดยไปพักที่ K’s House ซึ่งเป็นเจ้าของเดียวกับ K’s House ในเกียวโตที่เราเคยไปพักคราวก่อน แต่ที่นี่เพิ่งเปิดใหม่ และคงด้วยพื้นที่เมืองหลวงเป็นเงินเป็นทอง ที่พักที่นี่จึงคับแคบกว่าที่โน่น และอย่างที่บอกข้างต้นว่าเขาไม่ได้ติดป้ายแนะนำอะไรแก่คนมาพัก ทำให้ข้าวของเครื่องใช้ดูเก่าเร็วทั้งๆที่เปิดได้ไม่นาน คงเพราะคนมาพักไม่ช่วยกันรักษากันสักเท่าไร

 

เที่ยว Tokyo Disneyland

วันรุ่งขึ้น คือวันที่ ๓๑ สิงหาคม พรทิพย์เตรียมการมาแล้วว่า พวกเราจะไปเที่ยว Tokyo Disneyland เพราะเป็นวันสุดท้ายที่เขาจะขายตั๋วค่าเข้า ราคา ๕,๕๐๐ เยน ก่อนจะขึ้นเป็น ๕,๘๐๐ เยนในวันที่ ๑ กันยายน เป็นต้นไป ความจริงเขาก็ขึ้นราคาไม่มาก แต่เราอยากไปตอนราคาเดิม อีกทั้งฉันเองมาคราวที่แล้ว ก็ไม่คิดจะไปที่นี่ เพราะเคยไปทั้ง Disneyland ในแอลเอ และ Disney World ที่ฟลอริด้ามาแล้ว แต่มางวดนี้ พรทิพย์อยากไป เพราะไม่ได้ไปมาหลายปี ส่วนเจ้าซุ้งก็เคยมาตั้งแต่เปิดใหม่ๆ ก็เกือบ ๒๐ ปีมาแล้ว เมื่อเห็นพ้องต้องกัน วิญญาณเด็กก็เข้าสิง เพราะที่นี่เป็นดินแดนที่ไม่มีอายุ เราก็ลุยเลยซึ่งในวันนี้เรากะอยู่ใน Disneyland ทั้งวันเพื่อเล่นเครื่องเล่นให้คุ้ม และกะจะรอดูขบวนพาเหรดทั้งแบบธรรมดา และแบบ Electrical Parade ตอนกลางคืน รวมถึงดูพลุด้วย ดังนั้น เราจึงอยู่ในนั้นตั้งแต่ ๑๐ โมงเช้าจนถึงเวลาปิด ๔ ทุ่มเลยทีเดียว โดยได้ไปเล่นเครื่องเล่นตามแดนต่างๆ ทั้งแบบ adventureland แบบ Fantasyland แบบ Tomorrowland รวมไปถึงส่วนอื่นๆ ด้วย ก็สนุกสนานดี 

เสียแต่หลายจุดต้องเข้าคิวรอเล่นนานมาก อีกทั้งเครื่องเล่นบางอย่าง เช่น Spash Mountain และ Big Thunder Mountain ก็มีปัญหาทำให้เขาต้องปิด ไม่รู้ว่าจริงๆ ปิดเพื่อซ่อมแซม เตรียมเปิดรับราคาใหม่หรือเปล่า แต่ก็โชคดีที่เราไปแต่วันนี้ เพราะอีกวันคือวันที่ ๑ กันยายน ปรากฏว่าฝนตกตลอดทั้งวัน หากใครไปคงเซ็งและเสียดายเงินแย่ ด้วยว่านอกจากจะต้องเสียเงินแพงขึ้นแล้ว ยังเล่นไม่ได้ครบอีกด้วย
เพราะเครื่องเล่นหลายอย่างตั้งอยู่กลางแจ้ง มีเรื่องแปลกน่าสงสัยอยู่อย่างคือ ที่ Tokyo Disneyland ใน Small World อันเป็นการนั่งเรือเข้าไปชมตุ๊กตาเด็กๆ ที่แต่งกายด้วยเครื่องแต่งกายประจำชาติต่างๆ  กลับไม่มีตุ๊กตาตัวแทนประเทศไทย ทั้งๆ ที่ญี่ปุ่นก็ใกล้และรู้จักไทยดี Disney World ที่ฟลอริด้าซะอีก เรายังเห็นมีตุ๊กตาตัวแทนประเทศไทยอยู่ในนั้น 
สำหรับขบวนพาเหรดที่เรียกว่า Electrical Parade  Dreamlights ซึ่งเป็นตัวการ์ตูนในหนังของดีสนีย์ตกแต่งด้วยไฟนั้น เขาทำได้สวยงามน่าชม สมกับที่รอ แต่ที่น่าเสียดายคือ วันนั้นฟ้าไม่เปิด เมฆหมอกแยะ เขาก็เลยไม่จุดพลุ 

Shopping และ Shopping

สองวันสุดท้ายในโตเกียว พวกเราค่อนข้างหนักไปทางช้อปปิ้ง โดยวันที่ ๑ กันยายน ที่ฝนตกทั้งวัน เราได้แวะไปเดินห้างแถวชินจูกุ โดยยืมร่มจากที่พักไป ที่ชอบคือ  ร้านเกือบทุกแห่งจะมีถุงพาสติกยาวๆ (เหมือนที่รถไฟฟ้าใต้ดินบ้านเราจัดไว้ให้เวลาฝนตก) ตั้งไว้หน้าร้าน ให้ลูกค้าใส่ร่มที่เปียก จะได้ไม่ไปหยดเลอะเทอะในร้านเขา จากชินจูกุ เราก็ต่อไปดูเครื่องใช้ไฟฟ้า แถวอกิฮาบารา (Akiahbara) อันเป็นแหล่งขายเครื่องไฟฟ้า กล้องถ่ายรูป วิดีโอ มือถือต่างๆ มากมาย เดิมว่าจะไปซื้อกล้องดิจิตอล แต่ดูแล้ว แบบและราคาไม่ต่างจากบ้านเราเท่าไรนัก อีกทั้งหากซื้อที่นี่ คู่มือส่วนใหญ่เป็นภาษาญี่ปุ่น อ่านแล้วแปลไม่ออก ก็ใช้ไม่เป็นอีก เลยไม่เอาดีกว่า 

มีสิ่งหนึ่งที่เคยเขียนคราวที่แล้ว และมาคราวนี้ก็ยังเห็นเหมือนเดิม คือ แม้คนญี่ปุ่นจะมีมือถือกันแทบทุกคนเท่าที่สังเกตเห็นในเมืองใหญ่ๆ แต่จะไม่มีใครถือ แล้วเดินพูดคุยในทุกหนทุกแห่งเหมือนบ้านเรา ยิ่งในรถโดยสาร  เราจะไม่เห็นใครยกมือถือมาพูดคุยกับเพื่อนเลย ยกเว้นยกขึ้นมาเล่นเกม เข้าใจว่าทางการเขาห้าม เพราะเห็นมีป้ายเขียนในรถไฟ และรถสาธารณะต่างๆ  และมือถือทั้งของผู้หญิงและชายเขาจะห้อยตัวตุ๊กตุ่นตุ๊กตาที่เป็นที่ห้อยมือถือสารพัดแบบ เรียกว่ามือถือเครื่องหนึ่งๆ จะห้อยกันเป็นพวงเลยทีเดียว เพียงแต่ผู้ชายจะมีน้อยกว่าผู้หญิงอยู่หน่อยหนึ่งเท่านั้น  และผู้หญิงญี่ปุ่นตามเมืองใหญ่ๆ จะแต่งหน้ากันแทบทุกคน และก็คงจะเหมือนบ้านเราที่ผู้หญิงสมัยนี้จะทำหน้าทำผมคล้ายกันไปหมด

ลาญี่ปุ่นที่สวนอุเอโนะและวัดอาซากูซ่า

ในวันสุดท้าย ฉันอยากไป สวนอุเอโนะ (Ueno) อันเป็นสวนกลางเมือง คล้ายสวนลุมฯ บ้านเรา เพราะเคยได้ยินมานาน แต่คราวที่แล้วไม่ได้ไป เพราะซากุระยังไม่บานที่โน่น มาคราวนี้แม้จะไม่มีดอกไม้อะไรเลย  ก็อยากไปดูว่าหน้าตามันเป็นอย่างไร ดูแล้วก็ธรรมดาๆ แต่ก็สมใจอยาก จากสวนเราก็แวะไป วัดอาซากูซ่า (Asakusa) วัดที่ทุกคนที่มาโตเกียว ต้องแวะมาสักการะคล้ายวัดพระแก้วบ้านเรา พอไหว้พระเสร็จก็ช้อปปิ้งต่อตามฟอร์ม จากนั้นก็นั่งรถไฟไปยังสนามบินนาริตะ เพื่อเดินทางกลับบ้านเรา ซึ่งการที่เราไปสนามบินด้วยรถไฟเช่นนี้ ทำให้ประหยัดเงินไปอีกเท่าตัว เนื่องจากถ้านั่งรถบัสเราจะเสียค่าโดยสารราวๆ ๓,๐๐๐ เยน แต่รถไฟจะเสียแค่พันกว่าเยนเท่านั้น และรถก็แล่นไปจอดอยู่ในสถานีที่เชื่อมต่อกับสนามบินเลยทำให้สะดวกมาก

มาญี่ปุ่นครั้งนี้ ๑๐ วันเต็ม ค่าใช้จ่ายต่างๆตั้งแต่ค่าที่พัก ค่าเครื่องบิน ค่าตั๋ว Jr. Pass รวมถึงค่ารถไฟ รถเมล์ รถบัสอื่นๆที่ต้องเสียเพิ่ม หากไม่บวกค่าช้อปแล้ว ก็ตกประมาณ ๖ หมื่นกว่าบาท  แต่ครั้งนี้เราไปในเมืองที่อาจจะพูดได้ว่าค่อนข้างเป็นชนบทของญี่ปุ่น ก็เลยต้องเสียค่าโดยสารรถต่างๆ เพิ่มขึ้นหลายสาย เพราะใช้ Jr.Pass ไม่ได้ แต่เนื่องจากเงินเยนตก  เมื่อถัวเฉลี่ยค่าเที่ยวก็พอๆ กับครั้งที่แล้วที่ได้ตั๋วบินฟรีของนอร์ธเวสต์มา แถมมาเที่ยวงวดนี้ พวกเราค่อนข้างจะกินดีขึ้น คือ กินพวกสะเต็ก อาหารจีน อาหารปิ้งๆ ย่างๆ และยังกล้ากินขนม ไอศกรีม น้ำอัดลม และเกาลัดเพิ่มขึ้นด้วย  โดยเฉพาะเจ้าซุ้งผู้มีหน้าที่บริหารเงินกองกลางก็ได้กินซูชิหน้าปลาดิบสมใจอยาก แถมใจป้ำแจกเงินเหลือให้ช้อปปิ้งอีกแน่ะ ส่วนข้าวปั้น กิมจิ อาหารจานบังคับคราวที่แล้ว งวดนี้แทบไม่ได้กินเลย รวมทั้งของกินฟรีตามซุปเปอร์ฯ ก็ไม่มีเวลาไปชิม การที่กินดีขึ้นสงสัยว่าเป็นเพราะเราเริ่มชินกับราคาไม่รู้สึกว่ามันแพงอย่างครั้งแรกที่มา อีกทั้งราคาเท่าที่เห็นก็ยังเป็นราคาเดิมอยู่ จะต่างก็แต่อัตราแลกเงินที่ขึ้นลงอยู่เสมอนี่แหละ

ประทับใจอะไรหนอ?

การไปญี่ปุ่นถึงสองครั้งสองคราวนี้ มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ฉันประทับใจ อันเป็นความชอบและประสบการณ์ส่วนตัว แต่อยากเล่าต่อ ได้แก่

-เก้าอี้ที่นั่งในรถไฟ หากเป็นรถไฟที่วิ่งระยะไกลหรือระหว่างเมือง นอกจากที่นั่งจะกว้างขวาง นั่งได้สบายๆ พร้อมปรับเอนได้แล้ว ยังสามารถหมุนให้หันไปยังทิศที่รถไฟมุ่งหน้าไปได้ด้วย มิใช่รถไฟไปทางเหนือ แต่ที่นั่งหันไปทางใต้ ต้องนั่งดูวิวถอยหลังไปตลอดทาง (หากบังเอิญได้ที่นั่งผิดทิศ) แต่ที่นี่ คุณปรับทิศทางที่นั่งเองได้ จะให้หันมาคุยกันแบบในรถตู้ก็ได้ หรือจะหันตามทิศทางที่รถไฟวิ่งก็ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมากสำหรับตัวฉันเอง เพราะเป็นคนที่หากนั่งผิดทิศ ถอยหลังเมื่อไร ก็จะเกิดอาการเมารถได้ทันทีทันใด

-ห้องน้ำของเขา จะมีอยู่ทุกสถานที่ โดยเฉพาะสถานที่ท่องเที่ยวมีทุกจุด แม้แต่ในร้านค้าที่เราไม่ได้ไปอุดหนุนเขา จะเข้าห้องน้ำเขาๆ ก็ไม่ว่า และทุกที่จะมีทิชชู่บริการฟรี ยิ่งเป็นสถานีรถไฟจะมีห้องน้ำทุกแห่ง และเกือบทุกที่สะอาดอยู่ในระดับดีถึงดีมาก ยิ่งส้วมในรถไฟชินคังเซ็น ดีกว่าส้วมในเครื่องบินบางสายเสียอีก ยกเว้นส้วมสาธารณะในสวนอุเอโนะแห่งเดียว ที่ฉันเจอว่าสกปรกที่สุด ในฐานะคนที่ชอบเข้าห้องส้วมบ่อย ฉันต้องยกนิ้วให้ส้วมญี่ปุ่น นี่ยังไม่พูดถึงโถที่มีน้ำฉีดล้างก้นล้างจิ๋มได้ด้วยนะ
-หากเรากำลังถ่ายรูป คนหรือสถานที่อยู่ คนญี่ปุ่นส่วนมากเท่าที่เจอ จะมีมารยาทดีมาก คือ เขาจะรอจนเราถ่ายรูปเสร็จ ไม่มีการเดินผ่าน หรือตัดหน้า แบบขอไปก่อนเเลย แต่หากเขาไม่รู้เดินไป จะรีบโค้งขอโทษขอโพยเราที่เสียมารยาท
เขียนมาซะยืดยาว ก็หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อคนที่ยังไม่เคยไปบ้าง ข้อสำคัญเวลาไปต่างประเทศนอกจากเสื้อผ้าเครื่องใช้ส่วนตัวแล้ว สิ่งสำคัญคือ ยา ทั้งยาประจำตัว และยาสามัญทั่วไปเพราะเวลาเจ็บป่วยมันไม่เลือกเวลา และบางประเทศก็หาซื้อได้ยากและเป็นเรื่องที่ยุ่งยากเพราะต้องมีหมอรับรอง ยาที่ขาดไม่ได้คือ ยาแก้ท้องเสีย ยาฆ่าเชื้อ(ท้องเสีย) ยาแก้หวัด และควรมียาแก้อักเสบประเภทแก้เจ็บคอ และยาทาแผลในปากไปด้วย ไม่งั้นเป็นแล้วจะกินข้าวไม่อร่อย ส่วนยาอม ยาดม ยาหม่องจะพกไปเผื่อก็ไม่มีใครว่า ไปครั้งนี้ ป้าอ้นไปป่วยตั้งแต่เริ่มเดินทาง ทำให้รู้ว่า

“แม้อายุจะเป็นเพียงตัวเลข แต่ถ้ามันเป็นหลักสี่ ใกล้ห้าแยกพลับพลาชัยแล้ว ต่อให้หัวใจเยาว์วัยเพียงใด สังขารมันก็ไม่ค่อยทำตามหัวใจซะเลย” เฮ้อ ! ขอกลับมาฟิตใหม่ ปีหน้าเจอกันจ้ะ

"ป้าอ้น"

 เรื่องเที่ยวจาก ป้าอ้น
ชินจ่าว เวียดนาม ท่องสามแดนดิน ถิ่นมรดกโลก (ตอนจบ)
ชินจ่าว เวียดนาม ท่องสามแดนดิน ถิ่นมรดกโลก
เมื่อสาวไทยถูกจี้ที่ฮังการีบูดาเปสต์
เยือนแดนมังกร ท่องอุทยานมรดกโลก
เที่ยวปราสาทหิน เยือนถิ่นนางอัปสรา
ท่องแดนปลาดิบชิมแต่กิมจิ ตามล่าหาซากุระปะแต่ดอกบ๊วย
ท่องแดนกิมจิ

 

 
 
หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้ว  ครั้ง