แนะนำสถานที่ ท่องเที่ยว ที่พัก โรงแรม  การเดินทาง ร้านอาหาร   ทัวร์ ทะเล ภูเขา น้ำตก ล่องแก่ง เดินป่า ดอกไม้
  ค้นหาเรื่องท่องเที่ยว
 
RSS RSS
ภาพเด็ดวันนี้
เก็บตกมาฝาก
แพ็คเกจทัวร์
สนุก! คาราวาน
เรื่องของคนชอบเที่ยว
เที่ยวไปกินไป
ที่พักประทับใจ
ดูนก, ผีเสื้อ
ถามทาง
รีสอร์ท & สปา ทั่วไทย
อุปกรณ์ท่องเที่ยว
ผลัดกันไปชิม
ทริปเด็ดห้ามพลาด
ภาคเหนือ
ภาคกลาง
ภาคอีสาน
ภาคตะวันออก
ภาคใต้
ร้านอาหาร
ท่องราตรี
สองเท้าพาเดิน
เทศกาลงานเมือง
ช๊อปปิ้ง
เที่ยวผจญภัย
เที่ยวทะเล-ดำน้ำ
จักรยานเสือภูเขา
เที่ยวอนุรักษ์
ราคาทัวร์ทั่วไทย
วอลล์เปเปอร์
สายด่วนท่องเที่ยว
รวมเว็บท่องเที่ยว
เรื่องจากทางบ้าน
ข่าวท่องเที่ยว
บล็อค ท่องเที่ยว
เรื่องท่องเที่ยวต่างแดน
helper end
 
ท่องเที่ยว > เที่ยวกับ นุ บางบ่อ > เที่ยวต่างแดน
เที่ยวต่างแดน

เสน่หา จำปาสัก ตอนแรก : ต้องมนต์จำปา ที่ปราสาทวัดภู

Sanook.com - Travel & Leisure
เสน่หา จำปาสัก (1) ตอน : ต้องมนต์จำปา ที่ปราสาทวัดภู
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 21 กรกฎาคม 2547 14:53 น.
ซุ้มต้นจำปาทางขึ้นสู่ปรางค์ประธานที่เมื่อเดินผ่านแล้วจะหอมเย็นชื่นใจ
       “...โอ้ดวงจำปา บุปผาเมืองลาว งามดังดวงดาว ซาวลาวปลื้มใจ เมื่อตกอยู่ใน แดนดินล้านช้าง”
       
       ไม่รู้เป็นอะไร เวลา“ผู้จัดการท่องเที่ยว”เดินทางข้ามโขงไปยังดินแดนสปป.ลาว คราใด ไอ้เจ้าอาการชอบร้องเพลง “ดวงจำปา” หนึ่งในเพลงที่สุดแสนจะคลาสสิคของชาวลาว เป็นต้องเกิดขึ้นเสมอในช่วงที่เรานึกอะไรไม่ค่อยออก
       
       ก็อย่างที่หลายๆคนรู้กันดีว่า “ดวงจำปา”นั้น เป็นดอกไม้ประจำชาติลาว หรือที่บ้านเรารู้จักมาแต่ก่อนเก่าว่า “ดอกลั่นทม” ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็น “ดอกลีลาวดี” เมื่อไม่นานมานี้
       
       อันดวงจำปานี่ สำหรับ “ผู้จัดการท่องเที่ยว”แล้ว นับเป็นดอกไม้ที่เปี่ยมเสน่ห์ไม่น้อย เพราะนอกจากทรวดทรงสีสันของดอกจะดูสวยงามแล้ว ฟอร์มของต้น กิ่ง ก้าน ใบ ก็ดูเท่ไม่เบา และที่เราชอบมากๆก็เห็นจะเป็นกลิ่นที่หอมเนียน หอมเย็น หากเปรียบกับหญิงสาวแล้ว ก็ประมาณว่าดวงจำปาเธอเป็นหญิงงามที่แม้ว่าจะไม่ถึงขั้นงามหยดย้อยหยาดเยิ้มเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งดำกฤษณา แต่ก็เป็นหญิงงามที่เรียบร้อยนุ่มนวล ชายใดเห็นต้องอดไม่ได้ที่จะเหลียวมอง
       

ในปรางค์ประธานศิวลึงค์ถูกแทนที่ด้วยพระประธานและพระพุทธรูปซึ่งเป็นที่เคารพของชาวพุทธทั่วไป
       จะว่าไปแล้วอารมณ์หญิงงามในสไตล์ดวงจำปานี่ เราดูๆไปก็คล้ายๆกับ “ลิ่มซีอิม” ในเรื่อง “ฤทธิ์มีดสั้น”(ยุทธจักรนิยายชิ้นมาสเตอร์พีซของ “โก้วเล้ง”) สมัยช่วงที่เธอสาวๆ และยังไม่ตรอมใจกับ “ลี้คิมฮวง”(นี่เป็นความคิดส่วนตัวที่ไม่สงวนลิขสิทธิ์แต่อย่างใด)
       
       นั่นก็เป็นเรื่องของดวงจำปาที่ “ผู้จัดการท่องเที่ยว”นำไปเปรียบกับหญิงงาม แต่ว่าหากเป็นความงามแบบเพียวๆของมวลหมู่ดวงจำปาแล้วละก้อ ณ วันนี้เรายังไม่เคยเห็นดวงจำปาที่ไหนจะงดงามเทียบเท่ากับที่ “ปราสาทวัดภู” แห่งแขวงจำปาสัก เลย
       
       เหตุที่เราหลงใหลในความงามของมวลหมู่ดวงจำปาที่นี่ ก็เพราะว่าองค์ประกอบของความงามหลายๆสิ่ง หลายๆอย่าง มันใช่เลย
       
       ดวงจำปาที่วัดภูนี่ไม่ได้ขึ้นต้นเดียวโดดๆ แต่จะขึ้นเป็นคู่ไล่เรียงสเต็ปเป็นดังซุ้มต้นไม้ไปตามขั้นบันไดทางขึ้นตัวปราสาท โดยอายุของแต่ละต้นชาวบ้านแถวนั้นก็บอกว่า ปาไปร้อยกว่าปีแล้ว
       

ลวดลายสลักหินศิลปะขอมที่ยังคงปรากฏเด่นชัดบนทับหลังปรางค์ประธาน
       ในวันใดที่ฟ้าใสดวงจำปาสีขาวใจกลางสีเหลือง ที่บานสะพรั่งบนกิ่งก้านที่แผ่สลาย ก็จะมองเห็นโดดเด่นท่ามกลางฟ้าสีครามดูงดงามเหลือคณา
       
       ส่วนวันใดที่ฟ้าหม่น ดวงจำปาที่นี่ก็หาได้หม่นตาม แต่ทว่าก็ยังคงงามอย่างนุ่มนวลส่งกลิ่นหอมเย็นอยู่ไม่ได้ขาด แม้กระทั่งดอกที่ร่วงหล่นอยู่ตามพื้นก็ตาม
       
       นอกเหนือไปจากความงามอันสุดแสนจะคลาสสิคแล้ว ดวงจำปาที่ปราสาทวัดภูก็ยังดูขรึมขลังไม่น้อย ที่ดูขลังก็ไม่ใช่ว่าต้นจำปาที่นี่จะให้เลข ให้ลาภอะไรหรอก แต่ว่ามวลหมู่ต้นจำปาที่นี่ เป็นต้นจำปาที่ขึ้นเคียงคู่กับปราสาทวัดภู ที่เป็นสถาปัตยกรรมขอมอันยิ่งใหญ่หนึ่งเดียวในลาว มีอายุพันกว่าปี และได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกเมื่อปี 2545 ซึ่งนับเป็นมรดกโลกแห่งที่สองของลาว ถัดมาจากหลวงพระบาง
       

รูปเคารพพญากรมทาที่ในแต่ละวันจะมาชาวลาวมาเคารพกราบไหว้มิได้ขาด
       แม้ว่าปราสาทวัดภูอาจจะดูไม่ยิ่งใหญ่เท่ากับปราสาทหินพนมรุ้ง หรือ ปราสาทหินพิมาย ในบ้านเรา แต่ว่าเรื่องราวความน่าสนใจของปราสาทหินวัดภูก็อยู่ที่ ศาสนาสถานแห่งนี้ครั้งหนึ่งเคยเป็นปราสาทก่อนที่จะแปรเปลี่ยนเป็นวัดในเวลาต่อมา
       
       ก่อนที่หลายๆคนจะงง ว่าตกลงจะเป็นปราสาทหรือเป็นวัดกันแน่ “ผู้จัดการท่องเที่ยว”ขอเล่าคร่าวๆถึงความเป็นมาของปราสาทหินวัดภูจากข้อมูลที่ศึกษามาว่า ก่อนที่อาณาจักรขอมจะเรืองอำนาจแบบสุดขีดในยุคพระนคร ขอมได้แบ่งเป็น 2 อาณาจักร คือ เจนละบก(พื้นที่ตั้งแต่อุบลราชธานี บุรีรัมย์ จำปาสัก ไล่ไปจนถึงเขมร) และเจนละน้ำ (อยู่บริเวณเขมรตอนกลางกับตอนล่างในปัจจุบัน )
       
       เจนละบกในยุคนั้น(ราว 1,300 ปีก่อน) มีปราสาทวัดภูเป็นศูนย์กลาง สมัยนั้นศาสนาฮินดูลัทธิไศวนิกาย ที่นับถือพระศิวะเป็นเทพสูงสุด มีอิทธิพลอย่างมากในดินแดนแถบนี้ ชาวขอมเมื่อสร้างศาสนสถาน ก็ได้สร้างศิวลึงค์ที่เปรียบดังตัวแทนขององค์ศิวเทพไว้ที่ใจกลางปรางค์ประธานให้เป็นที่เคารพสักการะ ในบริเวณภูเขาที่มีรูปร่างคล้ายศิวลึงค์ หรือ “ลึงค์บรรพต” ซึ่งชาวลาวเรียกภูเขาลูกนี้ว่า “ภูเกล้า”เพราะชาวลาวมองแล้วเหมือนดังเกล้ามวยผมของผู้หญิง
       
       ครั้นสิ้นยุคของเจนละ ชาวลาวที่มาตั้งถิ่นฐานบริเวณนี้ ซึ่งนับถือพุทธก็ได้ปรับเปลี่ยนปราสาทขอมให้เป็นวัดในศาสนาพุทธ ศิวลึงค์ถูกแปรเปลี่ยนเป็นพระประธาน พร้อมๆกับการเรียกขานชื่อเป็น “ปราสาทวัดภู”
       

ชาวลาวนิยมนำน้ำธรรมชาติที่ไหลมาจากภูเกล้าดื่มกินและล้างหน้าล้างตาเพราะเชื่อกันว่านี่คือน้ำศักดิ์สิทธิ์
       กระนั้นร่องรอยความเป็นศิลปะขอมก็ยังคงปรากฏให้เห็นอยู่ทั่วไป ไล่ไปตั้งแต่เมื่อเราเดินทางมาถึงก็จะเห็นบารายขนาดใหญ่
       
       ถัดจากบารายก็จะผ่านร่องรอยของเสานางเรียง(ย้ำเหลือเพียงร่องรอย) จากนั้นก็จะเป็นปราสาทหลังใหญ่ 2 หลัง ที่แม้ว่าจะพุพังไปตามกาลเวลา แต่ร่องรอยของความงามในอดีตอย่างพวกลวดลายสลักหินต่างๆก็ยังคงมีให้เห็น ในรายละเอียดและความงาม
       
       เลยจากปราสาท 2 หลังออกไป ก็ถึงทางเดินขึ้นสู่ปราสาทประธานบนยอดเขา ที่เป็นบันไดหินสูงชันในแบบขอม โดยที่เชิงทางขึ้นบันไดช่วงที่มีซุ้มต้นจำปาที่เราชอบมากนั้น จะมีรูปเคารพของ “พญากรมทา” ซึ่งแม่เฒ่าที่ขายเครื่องสักการบูชาข้างๆรูปเคารพได้บอกว่า พญากรมทานี่แหละเป็นคนที่เปลี่ยนจากศาสนสถานแห่งนี้ปราสาทมาเป็นวัด ด้วยเหตุนี้จึงมีชาวลาวแวะเวียนมาสักการะอยู่เสมอ(จริงเท็จประการใด ใครสงสัยคงต้องไปถามป้าเอาเอง)
       
       เมื่อเดินผ่านความงามและความหอมเย็นของซุ้มต้นจำปา สู่ปราสาทปรางค์ประธาน บนนั้นก็จะเป็นปราสาทเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยลวดลายแกะสลักศิลปะขอมที่แสดงถึงความเป็นฮินดูอยู่ครบครันไม่ว่าจะเป็น รูปนางอัปสร รูปทวารบาล รูปพระศิวะ รูปพระนารายณ์ รูปหน้ากาล
       
       แต่ว่าในสิ่งก่อสร้างที่เป็นฮินดูนั้น ณ วันนี้ก็มีวิถีแห่งความเป็นพุทธอยู่เต็มเปี่ยม สิ่งนี้ “ผู้จัดการท่องเที่ยว” ดูได้จากปราสาทปรางค์ประธาน ที่น่าจะเรียกว่าโบสถ์มากกว่า เพราะในนั้นมีพระพุทธรูปทั้งพระประธานและพระพุทธรูปองค์เล็กๆอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งก็เป็นที่กราบไหว้บูชาของทั้งคนลาว คนไทย และนักท่องเที่ยวที่นับถือศาสนาพุทธ
       

รูปสลักนางอัปสราที่ผนังด้านหนึ่งของปรางค์ประธาน
       ส่วนที่ด้านข้างๆของปรางค์ประธานก็มีพระพุทธรูปขนาดเท่าคนประดิษฐานไว้ให้สักการบูชาอีกหนึ่งจุด และสิ่งที่น่าสนใจอีกจุดหนึ่งซึ่งนักท่องเที่ยวหลายๆคนมักจะมองข้ามไป ก็คือที่เชิงเขาด้านหลังทางฝั่งซ้ายของปรางค์ประธาน จะมีซอกหินที่มีน้ำธรรมชาติหยดติ๋งๆ ลงมาจากยอดภูเกล้าชาวลาวเขาถือกันว่านี่คือน้ำศักดิ์สิทธิ์ ที่ใครได้ดื่มกินล้างหน้าล้างตา ก็จะเสริมสิริมงคลให้กับชีวิต
       
       เรื่องนี้จะจริงหรือเท็จประการใด ไม่สามารถพิสูจน์ได้ แต่ว่าการที่เราเดินขึ้นไปบนปราสาทวัดภูเหนื่อยๆ เมื่อได้น้ำธรรมชาติเย็นๆล้างหน้าล้างตา มันก็ช่วยให้ร่างกายสดชื่นขั้นมามากโข
       
       นอกจากนี้ที่บนยอดเขาปรางค์ประธานนี่ก็ถือเป็นจุดชมวิวชั้นดี คือเมื่อมองย้อนทางเดินขึ้นลงไปก็จะเห็นบารายขนาดใหญ่ เห็นท้องทุ่งกว้าง เห็นคนเดินขึ้นเขา เห็นดวงจำปาที่ขึ้นเป็นซุ้มสวยงาม รวมถึงเห็นทิวทัศน์ส่วนหนึ่งของแขวงจำปาสัก ที่ไม่ใช่มีดีแค่ปราสาทวัดภูและมวลหมู่ดวงจำปาที่ขึ้นอย่างงดงามเท่านั้น แต่ว่าจำปาสักยังมีสิ่งน่าสนใจให้เที่ยวชม อย่าง “มหานที สี่พันดอน” ที่มีน้ำตก “คอนพะเพ็ง” น้ำตกใหญ่ที่ได้รับฉายาว่าเป็น “ไนแองการ่าแห่งเอเชีย” ที่ถือเป็นหนึ่งในเสน่ห์ของจำปาสัก ซึ่งจะยิ่งใหญ่น่าเที่ยวชมขนาดไหนคงต้องมาติดตามกันต่อในตอนหน้า 
       
       
       
       

*    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *    *
        
       ปราสาทวัดภู ตั้งอยู่ในแขวงจำปาสัก สปป.ลาว ที่ด้านหน้าของทางเข้าปราสาทวัดพูจะมีพิพิธภัณฑ์ภายในแสดงชิ้นส่วนประติมากรรมและสถาปัตยกรรมที่ขุดได้จากปราสาทวัดพู
       

       สำหรับการเดินทางสู่ปราสาทวัดพูจากเมืองไทย ข้ามชายแดนที่ด่านช่องเม็ก จ.อุบลราชธานี ข้ามไปด่านในสปป.ลาว จากนั้นเดินทางสู่เมืองปากเซประมาณ 50 กม.(ทางหมายเลข 13 ใต้) หากนั่งรถโดยสารค่ารถคนละ 5,000 กีบ( 1 บาท ประมาณ 250 กีบ) จากปากเซไปอีกประมาณ 30 กม. หรือ หลัก 30 ในภาษาลาว ก็จะมีทางแยกไปแพขนานยนต์ (คนลาวเรียกว่า “บั๊ก”) ข้ามระหว่างท่าบ้านม่วง-บ้านพระพีน ค่าข้ามคนละ 2,000 กีบ
       

       เมื่อข้ามแม่น้ำแล้วก็จะถึงเมืองเก่าจำปาสัก จากจำปาสักไปอีกประมาณ 10 กม.ก็จะถึงยังปราสาทวัดภู หากนั่งรถโดยสารจากปากเซไปปราสาทวัดภูจะเสียค่ารถประมาณ 7,000 กีบ สำหรับค่าเข้าชมปราสาทวัดภูนั้นชาวต่างชาติ 5,000 กีบ(20 บาท) คนลาว 500 กีบ สอบถามรายละเอียดการเดินทางจากอุบลฯเข้าลาวได้ และสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจในจำปาสักได้ที่ ททท. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เขต 2 โทร.0-4524-3770
       

       สามารถติดต่อขอวีซ่าเข้าสปป.ลาวได้ที่สถานทูตลาว โดยต้องกรอกใบสมัครพร้อมติดรูป 2 ใบ ยื่นพร้อมกับหนังสือเดินทาง และต้องยื่นเฉพาะช่วงเช้าเท่านั้น หากไม่ทำวีซ่าก็สามารถไปทำบอร์เดอร์พาสที่ด่านชายแดนได้ แต่จะอยู่ในลาวได้เพียง 3 วัน 2 คืน  สอบถามรายละเอียดได้ที่สถานทูตลาว 0-2539-6667-8, 0-2539-7341

 
 
หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้ว  ครั้ง
 
   

ความคิดเห็นเกี่ยวกับ: เสน่หา จำปาสัก ตอนแรก : ต้องมนต์จำปา ที่ปราสาทวัดภู

แสดงความคิดเห็น

ซ่อนความคิดเห็น

รำคาญข้อความโฆษณา หรือพบข้อความไม่เหมาะสม กรุณาช่วยกันคลิก " แจ้งลบ " เพื่อช่วยให้ทีมงานดำเนินการลบข้อความดังกล่าวได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ขอบคุณมากค่ะ

จำนวนข้อความทั้งหมด 25

  1. Re: เสน่หา จำปาสัก ตอนแรก : ต้องมนต์จำปา ที่ปราสาทวัดภู

  2. Re: เสน่หา จำปาสัก ตอนแรก : ต้องมนต์จำปา ที่ปราสาทวัดภู

  3. Re: เสน่หา จำปาสัก ตอนแรก : ต้องมนต์จำปา ที่ปราสาทวัดภู

  4. Re: เสน่หา จำปาสัก ตอนแรก : ต้องมนต์จำปา ที่ปราสาทวัดภู

    • ความคิดเห็นที่22
    • เที่ยวลาวใต้ 5,999 บาท 3 คืน 4 วัน กับโปรแกรมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เที่ยวปราสาทวัดภู น้ำตกคอนพะเพ็ง น้ำตกหลี่ผี น้ำตกตาดฟาน ไร่ชากาแฟ น้ำตกตาดผาส้วม เที่ยวตลาดดาวเรือง ซื้อของปลอดภาษีราคาถูก ชมการแสดงและกิจกรรมต่างๆอีกมากมายจากนักศึกษา วันศุกร์ที่ 30 มีนาคม - วันจันทร์ที่ 2 เมษายน 2550 สนใจติดต่อ คุณอาร์ท 084-119-4289
    • art_ka@hotmail.com รูปประจำตัว

      • โดยคุณ: art_ka@hotmail.com
      • เมื่อ[11 มกราคม 2550 - 22:25 น.]
      • IP[58.9.172.XXX]
  5. Re: เสน่หา จำปาสัก ตอนแรก : ต้องมนต์จำปา ที่ปราสาทวัดภู

    • ความคิดเห็นที่21
    • เพิ่มเติม ถ้าต้องการนำรถยนต์ส่วนตัวขับเข้าไปเที่ยวสามารถนำไปได้โดยไปติดต่อกับเจ้าหน้าที่ ตม.โดยนำทะเบียนรถต์ตัวจริงซึ่งเจ้าของคือผู้ขับขี่ สำเนาบัตรประชาชน ไปติดต่อที่ด่านได้เลย จะเสียค่านำรถต์เข้าทางด่านฝั่งลาวประมาณ 100 บาท ค่าประกันภัย 500 บาท ถูกมากเมื่อเทียบกับเช่ารถต์เข้าไป ถนนฝั่งโน้นลาดยางตลอด รถเก๋งก็นำเข้าไปสบายมาก ส่วนบอร์เดอร์พาสหรือใบผ่านแดนชั่วคราว ก็ทำที่ชายแดนได้เลย นำรูปถ่าย 3 ใบ สำเนาบัตรประชาชน 3 ใบ เงิน 35 บาท ทำ 20 นาทีก็เข้าลาวได้แล้ว ส่วนเด็กที่ยังไม่มีบัตรประชาชนก็ใช้สำเนาใบเกิดหรือสำเนาทะเบีนยบ้านแทน ที่พักหรือโรงแรมในปากเซ ก็มีมากมายราคาตั้งแต่ 500 ถึง 1000 บาท ร้านอาหารในปากเซแนะนำร้านอาหารอะหร่อยรสชาดไทยๆ สะอาด ราคาปกติ กว้างขวางเย็นสะบาย เป็นกันเองกับลูกค้า เจ้าของชื่อคุณนินี ร้านอยู่สี่แยกโรงพยาบาลปากเซ เปิด ห้าโมงเย็นถึงเที่ยงคืน ด้านหน้าร้านมีเบียร์สด ไอรสครีมสำหรับเด็กๆ ลมเย็นสบาย รับรองไม่ผิดหวัง บอกว่า ออ็ด ปตท แนะนำมาไปอ้างลดราคาได้อีก ที่แนะนำมาไม่มีเอี้ยวแต่เคยไปใช้บริการและก็ประทับใจ แทนที่จะไปกินร้านเฝอคล้ายๆก๋วยเตี๋ยว ราคาตกเข้าไปชามละ 8000 ก
    • boom รูปประจำตัว

      • โดยคุณ: boom
      • เมื่อ[19 มิถุนายน 2549 - 20:22 น.]
      • IP[203.113.45.XXX]
  6. Re: เสน่หา จำปาสัก ตอนแรก : ต้องมนต์จำปา ที่ปราสาทวัดภู

    • ความคิดเห็นที่19
    • ไปกันแค่ไม่ถึงอาทิตย์ทำเป็นคุยใหญ่ ผมไปทำงานโครงการมาเกือบ 2 ปี เที่ยวซะพรุนแล้วปากเซอ่ะ แต่เมืองน่าอยู่นะเงียบสงบดีข้ามไปฝั่งท่าหินสิ มีร้านหมี่อร่อยอยู่ สองร้านร้านแรกอยู่ที่โรงหนังเก่า ร้านที่สองอยู่เลยร้านแรกไปประมาณสามสิบเมตรฝั่งตรงข้ามร้านที่สองวุ้นอร่อยมากขอบอก(นักท่องเที่ยวอย่าซ่าใส่พริกในเครื่องปรุงที่ให้มาเยอะนะเดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือนใส่เพียงวิญญาณพริกก็เผ็ดแล้ว)
    • ผมเอง รูปประจำตัว

      • โดยคุณ: ผมเอง
      • เมื่อ[20 มกราคม 2549 - 13:28 น.]
      • IP[222.186.137.XXX]

ร่วมแสดงความคิดเห็น

[เพิ่มเติม]

รหัสความปลอดภัย

ต้องการรหัสอื่น

เงื่อนไข การร่วมแสดงความคิดเห็น ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็บบอร์ดไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหาย ต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง email มาที่ feedback@sanook.com เพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบและทำการลบข้อความนั้น ออกจากระบบต่อไป ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้