|
ตะลุยเมืองมนตรา.....ลังกาวี...โดย
แอ๋ม
เกาะลังกาวี
เคยเป็นเกาะที่อยู่ในอาณาเขตประเทศสยามก่อนสงครามโลก
แต่ด้วยเหตุการณ์ผันแปรจากเล่ห์เพทุบายของประเทศฝรั่งอาณานิคม
ทำให้เกาะลังกาวีต้องตกไปเป็นของประเทศมาเลเซียในปัจจุบัน
ประชาชนส่วนใหญ่จะเป็นชาวมาเลย์นับถือศาสนาอิสลาม
ชาวจีน ชาวอินเดีย
และชาวไทยอยู่บ้าง
แต่ไม่มากนัก
..
ลังกาวี
เมืองแห่งตำนานพระนางเลือดขาว
มัสซูรี หรือ
ปะไหมสุหรี
แห่งศุลต่านลังกาวี
ที่ถูกประหารชีวิตตั้งแต่วัยสาว
ด้วยคมกริช
เพราะความริษยาของผู้อื่น
ในขณะที่สวามีออกรบในสงคราม
ไม่มีผู้ใดให้ความช่วยเหลือนางได้เนื่องจากนางเป็นคนต่างแดน
ที่มาจากจังหวัดภูเก็ตประเทศไทย
ซึ่งมีภาพถ่ายยืนยันในช่วงที่นางอาศัยอยู่ในภูเก็ตด้วย
(ไม่ยืนยันความถูกต้องเนื่องจากได้ข้อมูลมาจากไก๊ด์)
มีเรื่องราวตำนานที่เล่าขานกันว่า
ตอนที่พระนางมัสซูรี
ถูกประหารชีวิตด้วยคมกริช
นางมีความรู้สึกว่าถูกกลั่นแกล้ง
ไม่มีความยุติธรรม
และความเจ็บปวดทรมานจากคมกริช
ก็ได้อธิษฐานว่า
ถ้านางไม่มีความผิดตามที่ถูกกล่าวหาว่า
มีชู้จริง
ก็ขอให้เลือดหลั่งออกมาเป็นสีขาว
พร้อมกับขอสาปแช่งให้ลังกาวีไม่มีความเจริญไม่ให้พบกับสันติสุขไปจนถึง
7 ชั่วโคตร
ซึ่งปรากฎหลักฐานคำสาปแช่งหลังนางถูกประหาร
ลังกาวีก็เงียบเหงาอยู่ในมนตรา
หาดทรายก็เป็นสีดำ (จริง
ๆ
แล้วหาดทรายมีแร่เหล็กมากก็เลยมีสีดำมาก)
ปัจจุบันพ้นเวลาแห่งคำสาป
หาดทรายดำในปัจจุบันจึงเหลือสีดำเพียงน้อยนิด
เกาะลังกาวีก็กลับฟื้นคืนชีวิต
กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ต่างชาติเข้ามามากมายในแต่ละปี
ซึ่งอาจจะเกิดจากประเทศมาเลเซียทุ่มเงินจำนวนมหาศาล
เพื่อสร้างเมืองลังกาวีให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว
ที่เป็นคู่แข่งของจังหวัดภูเก็ตของไทย
และเขาก็กำลังจะทำได้ในไม่ช้า
เนื่องจากยังคงมีธรรมชาติที่สวยงามมากมาย
ไม่ว่าจะเป็นน้ำทะเลใสสะอาด
และมีเกาะแก่งที่ยังคงสมบูรณ์ทางธรรมชาติ
เช่นที่ Pulau Payer
อุทยานทางทะเลที่ต้องใช้เวลาเดินทางจากฝั่งประมาณ
2 ชั่วโมง ที่นั่นจะสามารถสัมผัสกับปลาทะเลหลากสีรวมทั้งปลาฉลาม
แต่พวกเราไม่ได้ไปพิสูจน์เนื่องจากไม่มีเวลาพอ
ถ้าจะไปที่นั่นต้องพักในลังกาวีถึง
2 คืน
แต่คิดว่าคงไม่แตกต่างจากทะเลอันดามันของไทยสักเท่าไหร่
โดยเฉพาะที่เกาะพีพี
หรือ ทะเลตรัง ที่ยังคงมีปลาทะเลสีสวยมาว่ายน้ำให้เห็นกันมากมาย
..
วันแรกของการเดินทาง
4 มิถุนายน 2544
ณ จุดนัดพบ
สถานีรถไฟหัวลำโพง-กรุงเทพฯ
เดินทางโดยรถไฟด่วนพิเศษ
กรุงเทพ ฯ -บัสเตอร์เวอร์ส
พวกเราใช้บริการตู้นอนชั้น
1
เนื่องจากเป็นการเดินทางโดยรถไฟครั้งแรกในชีวิต
ทำให้เกิดเหตุหน้าแตกอย่างแรงขึ้นในโบกี้รถไฟ
เหตุเกิดหลังจากที่ขนสัมภาระเข้าไปในห้องที่อยู่ในตู้นอนพิเศษเรียบร้อย
ด้วยความรอบคอบก็ต้องสำรวจสถานที่กันตามระเบียบ
จากข้อมูลที่ได้จากบริษัททัวส์บอกว่า
ในตู้นอนบนรถไฟชั้นพิเศษ
จะมีอ่างล้างหน้า
และห้องน้ำอยู่ด้านในด้วย
ภายในห้องพิเศษชั้น 1
มีโซฟายาว 1 ตัว ตอนกลางคืนจะปรับเปลี่ยนเป็นเตียงนอน
มีชั้นเล็ก ๆ
ยื่นออกมาเป็นโต๊ะ มีแจกันดอกกุหลาบน่ารัก
2 ดอก
โต๊ะนี้ใช้สำหรับวางอาหาร
มีอ่างล้างหน้าเล็ก ๆ
ข้างประตูทางเข้า
และด้านผนังตรงข้ามโซฟาที่นั่งมีบานประตู
2 บานติดกันซึ่งเปิดได้
พวกเรามั่นใจเต็ม 100
ว่านั่นคือห้องน้ำ..ชัวส์
เราช่วยกันเปิดสลักออก
ทั้งผลัก ทั้งดัน
แต่ประตูก็ไม่เปิด
พยายามอยู่เป็นนาน มีเจ้าหน้าที่รถไฟเดินผ่านพวกเราก็รีบสอบถามทันทีว่า
ทำไมประตูสองบานนี้เปิดไม่ได้
นี่คือเหตุการณ์หน้าแตกค่ะ
เพราะประตูสองบานเป็นห้องพักผู้โดยสารอีกห้องที่ติดกัน
เค้ามีไว้สำหรับผู้โดยสารที่มากันเป็นครอบครัวได้เปิดหากันได้ ส่วนห้องน้ำอยู่หลังโบกี้
(ภาพประตูห้อง
ที่คุณแอ๋มออกแรงผลักอยู่นาน
ลุงจิ๊บ แห่งสบาย.คอม
แถมให้เป็นพิเศษ ครับ)
ทิวทัศน์สองข้างทางรถไฟ
แตกต่างจากเส้นทางรถยนต์เป็นอย่างมาก
สำหรับในกรุงเทพ ฯ
สองข้างทางจะมีแต่บ้านเรือนเป็นเพิงเล็ก
ๆ
มีคนอาศัยอยู่หนาแน่นติดทางรถไฟ
พอรถไฟข้ามสะพานพระราม
6 เข้าสู่เขตทวีวัฒนา
บรรยากาศเริ่มเปลี่ยนเป็นสวนผักสวนผลไม้
ยิ่งไกลออกไปตามต่างจังหวัดประมาณช่วงจังหวัดเพชรบุรีใกล้ดวงอาทิตย์ตก
จะเป็นท้องทุ่งนาเขียวขจีสวยงามมาก
รถไฟออกเดินทางจากสถานีหัวลำโพง
14.20 น. ถึงสถานีหาดใหญ่ 08.30
น. วันรุ่งขึ้น มีรถตู้ของบริษัททัวส์มารับที่สถานีรถไฟ
ได้พบกับผู้ร่วมเดินทางอีก
4 ท่าน คือ คุณลุง กับ
คุณป้า
มาจากจังหวัดขอนแก่น
เป็นนักท่องเที่ยวที่ใช้เวลาหลังเกษียรอายุท่องเที่ยว
ทั้งในประเทศ
และต่างประเทศ คุณลุงคุณป้าเป็นนักท่องเที่ยวที่อัธยาศัยดีมากที่สุดเท่าที่เคยร่วมท่องเที่ยว
ที่ใช้บริการบริษัททัวร์
ส่วนอีก 2
คนเป็นหนุ่มสาวเมืองกรุง
ที่ใช้เวลาวันหยุดร่วมทางไปกับพวกเราด้วย
อีกครอบครัวหนึ่ง พ่อ+แม่+ลูกสาววัย
10 ขวบ ได้ล่วงหน้ามาทางเครื่องบินมารออยู่ที่โรงแรมในตัวเมืองหาดใหญ่
ส่วนไก๊ด์ป้าแอ๊ด
เป็นไก๊ด์มือโปรรุ่นเก๋า
ที่เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก
..
จากหาดใหญ่เดินทางสู่อำเภอสะเดา
แวะแลกเงินเหรียญมาเลเซีย
อัตราแลกเปลี่ยนในวันนั้น
เงินไทย 12.95 บาทแลกได้ 1
Ringgit ที่ด่านสะเดามีนักท่องเที่ยวชาวไทยมากมายรอคิดเข้าตรวจเอกสารหนังสือเดินทาง
(Passport)
ใช้เวลาที่ด่านนานพอสมควร
จากนั้นก็มุ่งหน้าสู่รัฐกัวลาปะลิศ
เพื่อขึ้นเรือเฟอรี่ไปยังเกาะลังกาวี
ได้ขึ้นเรือเที่ยว 10.45 น
ใช้เวลาเดินทาง 1
ชั่วโมง
บรรยากาศบนเรือเฟอรี่จะติดแอร์ทั้งหมดมี
2 ชั้น
นั่งได้ทั้งลำประมาณ 150
คน คลื่นลมปกติ ถึงท่าเรือเกาะลังกาวีก็ต้องตะลึงกับความใหญ่โตโอ่อ่าของท่าเรือ
ซึ่งไม่มีที่ไหนในเมืองไทยเทียบเท่า
จากท่าเรือใช้บริการรถตู้ท้องถิ่นที่มีมากมาย
นำพวกเราไปทานอาหารกลางวันที่ร้านอาหารจีนใกล้ชายหาดแห่งหนึ่ง
หลังอาหารแวะ Shopping
ที่ตลาดกั๊วใกล้ ๆ
ร้านอาหาร
เป็นตลาดที่จำหน่ายสินค้าราคาถูกที่สุดในลังกาวี
สินค้าส่วนใหญ่จะเป็นผ้าโสร่งปาเต๊ะ
ผ้านวม สุรา บุหรี่
และขนมช็อคโกเล็ตหลายอย่าง
แต่เมื่อเทียบราคากับตลาดหาดใหญ่ราคาผ้าสะโหร่งปาเตะจะแพงกว่าที่หาดใหญ่มาก
หรือ
อาจจะเป็นเพราะพวกเราไม่มีความรู้เรื่องการเลือกซื้อผ้าปาเต๊ะก็ได้จึงคิดว่าราคาแพง
คุณพิศหาซื้อผ้าสะโหร่งปาเต๊ะไปฝากคุณย่า
กับคุณยายแล้วก็คุณน้าหลายผืน
ราคาอยู่ที่ 15-17 Ringgit
ส่วนแอ๋มก็ไม่พ้นขนม
และช็อคโกเล็ตไปฝากพี่
ๆ ที่ทำงานและเพื่อนซี๊
จากนั้นก็เดินทางไปที่สุสานของพระนางมัสซูรี
ซึ่งเป็นตำนานเก่าแก่ของเกาะลังกาวี
ภายในบริเวณเดียวกัน นอกจากสุสาน
ยังมีเรือนไม้โบราณ ด้านบนเรือนไม้จะมีการจัดห้องนอน
และห้องนั่งเล่น
ให้ชมบรรยากาศในสมัยที่พระนางมัสซูรียังมีชีวิตอยู่
ส่วนใกล้ ๆ กันจะมีการแสดงดนตรีโบราณ
และมีอาคารนิทรรศการที่มีภาพระนางมัสซูรีหลายภาพ
รวมทั้งภาพถ่ายสมัยอยู่ในภูเก็ต
.
ออกจากสุสานเดินทางไปชมชีวิตสัตว์น้ำที่
Under Water World
ซึ่งเป็นตู้ปลาขนาดใหญ่
โดยทั่วไปคล้าย ๆ
กับที่บางแสนของไทย
แต่จะมีจุดสนใจที่แปลกมากคือ
ม้าน้ำที่มีครีบข้างๆ
เป็นใบไม้เล็ก ๆรอบตัว
น่าเสียดายที่เค้าไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปด้านในศูนย์แสดงสัตว์น้ำ
.
ภายในบริเวณเดียวกับ Under
Water World
มีห้างสรรพสินค้าที่เป็น
Duty Free
มีสินค้าประเภทเครื่องสำอางค์และ
อาหาร
เครื่องประดับหลายอย่าง
สินค้าส่วนใหญ่จะราคาสูง
ยกเว้นเครื่องสำอางค์ที่เป็นยี่ห้อต่างประเทศ
สุรายาเมาต่าง ๆ
จะราคาต่ำกว่าในเมืองไทยมาก
ใกล้ ๆ
กับห้างสรรพสินค้ามีร้านไอศครีม
และภัตตาคารอาหารจีน
ซึ่งบริการอาหารรสจัดสไตล์คนไทย
อาหารอร่อยมาก
โดยเฉพาะเมนู
ผัดเต้าฮู้ (คล้ายเต้าฮู้น้ำแดงในไทย)
ปลาราดพริก ผัดผัก (
แต่ก็ยังสู้ร้านอาหารในเมืองไทยไม่ได้)
หลังอาหารเย็นเดินทางไปยังที่พักที่เป็นรีสอร์ทหรู
อยู่ติดกับอ่าวจอดเรือยอร์ช
บรรยากาศของรีสอร์ทหรูหราเทียบเท่าโรงแรมระดับ
5 ดาว แถวพัทยา
ด้านหน้ารีสอร์ทตอนเย็นถึงประมาณ
5 ทุ่ม
จะมีรถจำหน่ายอาหารหลายอย่าง
อาทิ ข้าวต้ม
ก๋วยเตี๋ยว โรตี
ขนมหวาน เครื่องดื่ม
แต่ราคาค่อนข้างสูง
โดยเฉพาะน้ำดื่มที่นี่ขนาดขวดธรรมดาที่ไม่ใช่น้ำแร่ราคาขวดละ
2 Ringgid เทียบเงินไทย 23
บาทกว่า
เช้าวันที่
2 วันที่ 5 มิถุนายน 2544
การเดินทางท่องเที่ยวในต่างแดนต้องใช้เวลาคุ้มค่ามากที่สุด
ต้องจัดตารางเวลาเป็น
6-7-8 เกือบทุกวันคือ
ตื่นนอน 6 โมง
ทานอาหารเช้า 7 โมง
และออกเดินทาง 8 โมง
พวกเราตื่นเต้นกับบรรยากาศที่สวยซึ้งของรีสอร์ท
Awana ตื่นนอนกันตั้งแต่ตี
4 กว่า
รีบลงมาทานอาหารเช้า
แล้วก็นั่งรอชมบรรยากาศพระอาทิตย์ขึ้นจากขอบฟ้าด้านหน้ารีสอร์ทที่สวยงามมาก
ที่นี่คุณพิศตากล้องเจ้าเก่าเฝ้าเก็บภาพไว้หลายภาพสวย
ๆ ทั้งน๊าน
08.00 น.
ออกจากโรงแรมด้วยรถตู้คันเดิมที่ใช้บริการเมื่อวันวาน
พาพวกเราไปสู่หัวใจของเกาะนี้นั่นคือ
ลานกว้างที่จุดชมวิวใกล้
ๆ กับท่าเรือ
มีสัญลักษณ์นกอินทรีย์ตัวใหญ่ยืนสง่างาม
.
หลังเก็บภาพกับนกอินทรีย์ก็เดินทางมายังท่าเรือ
นั่งเรือออกจากลังกาวีเวลา
10.00 น.
เรือลำนี้เป็นเรือเฟอรี่ติดแอร์เหมือนกันแต่มีชั้นเดียว
นั่งได้ประมาณ 100 กว่าคน
ขากลับวันนี้คลื่นลมแรงเนื่องจากได้รับแจ้งว่าอีก
2
วันจะมีพายุเข้าที่เกาะลังกาวี
..
เรือโคลงมาก
หลายครั้งที่เอียงไปตามเกลียวคลื่นน่าหวาดเสียว
ทำเอาพวกเราต้องลุ้นแทบแย่กว่าจะมาถึงฝั่ง
ซึ่งใช้เวลาเท่าตอนมาเมื่อวานนี้คือ
1 ชั่วโมง
หลังจากนั้นก็เดินทางต่อไปยัง
Genting Highland
บ่อนคาสิโนหรูราวศูนย์การค้าใหญ่ของไทย
บนยอดภูเขาสูงจากระดับน้ำทะเล
6000 ฟุต
ที่มีอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี
ข้อมูลการเดินทาง
ลังกาวีอยู่ห่างจากเกาะตะรุเตา
จังหวัดสตูล 8 กิโลเมตร
หรือ
จะเดินทางจากอำเภอสะเดาจังหวัดสงขลาไปลงเรือที่ท่าเรือเมืองคันการ์
รัฐกัวลาปะลิศระยะทาง 42
กิโลเมตร (ตามเส้นทางที่พวกเราเดินทาง)
มีสนามบินบนเกาะลังกาวี
และยังมีเรือสำราญสตาร์ครูซ์สจัดสายการท่องเที่ยวไปยังเกาะลังกาวีเช่นกัน
คอยพบกับบันทึกเรื่องเที่ยว
ทุ่งดอกไม้ป่าเมืองไทย
เร็วๆ นี้ เที่ยวที่ไหนก็ไม่สุขใจเท่าเมืองไทย..เฮ้อ
!!
"
แอ๋ม "
ส่งเรื่องท่องเที่ยวมาร่วมสนุกเรามีรางวัลให้ครับ
|
ความคิดเห็นเกี่ยวกับ: ตะลุยเมืองมนตรา.....ลังกาวี
แสดงความคิดเห็น
ซ่อนความคิดเห็น
รำคาญข้อความโฆษณา หรือพบข้อความไม่เหมาะสม กรุณาช่วยกันคลิก "
" เพื่อช่วยให้ทีมงานดำเนินการลบข้อความดังกล่าวได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ขอบคุณมากค่ะ
จำนวนข้อความทั้งหมด 86
Re: ตะลุยเมืองมนตรา.....ลังกาวี
Re: ตะลุยเมืองมนตรา.....ลังกาวี
ไปครั้งเดียว รุ้สึกรักเมืองไทยขึ้นมาอีกเยอะ
ไม่มีไรที่มีความสุข สบาย น่าปลอดภัยเท่าเมืองไทยอีกแล้วค่ะ
.................ประทับใจอย่างเดียวคือ Cable CaR............
Re: ตะลุยเมืองมนตรา.....ลังกาวี
Re: ตะลุยเมืองมนตรา.....ลังกาวี
Re: ตะลุยเมืองมนตรา.....ลังกาวี
Re: ตะลุยเมืองมนตรา.....ลังกาวี
Re: ตะลุยเมืองมนตรา.....ลังกาวี
Re: ตะลุยเมืองมนตรา.....ลังกาวี
Re: ตะลุยเมืองมนตรา.....ลังกาวี
Re: ตะลุยเมืองมนตรา.....ลังกาวี
Re: ตะลุยเมืองมนตรา.....ลังกาวี
เลือกชุดสัญลักษณ์แสดงอารมณ์