3 คืน 4 วัน ฝันดีที่...อันดามัน (ตอนจบ)
ข้ามไปเกาะยาวน้อย... จากเกาะยาวใหญ่
เรือแล่นมาไม่เกินสิบห้านาทีก็ถึงเกาะยาวน้อย
เรือที่พวกเรานั่งมาขึ้นเทียบฝั่งที่ท่าเรือท่าเขา
ซึ่งที่จริงแล้วบนเกาะมีท่าเรือหลายแห่งแล้วแต่ว่าเรามีจุดหมายที่ทางไหน
ชาวบ้านที่นี่ให้การต้อนรับด้วยรอยยิ้มและคำทักทายอย่างอบอุ่นเช่นเดียวกัน
แต่ที่เด็ดไปกว่าคืออาหารทะเลสดๆ ให้เลือกหลากหลายรายการ (อันนี้เห็นแก่กินจริงๆ)
ทั้งกุ้ง หอย ปู ปลา สารพัดสัตว์ทะเล ต่างก็ได้มาจากชาวประมงพื้นบ้าน ที่ออกวางลอบ
วางอวน แถวๆ ทะเลรอบเกาะ
ซึ่งชาวบ้านลงทรัพย์ลงขันร่วมแรงตระเตรียมไว้ให้...บุฟเฟ่ต์คลุกทราย
ฉบับลูกทุ่งพื้นบ้าน ในแบบที่คนเมืองไม่มีโอกาสได้เจอ หากไม่มาที่นี่...
เริ่มขึ้นและลงท้ายที่ริมหาดท่าเขา ด้วยบรรยากาศฉันท์พี่น้อง... ชุมชนบนเกาะยาวน้อย
นับว่าเป็นชุมชนที่มีจิตสำนึกแห่งการรักท้องถิ่นอย่างเต็มเปี่ยม ในราวปี พ.ศ.2538
เกาะยาวน้อยเริ่มเป็นที่รู้จัก นักท่องเที่ยวเริ่มเข้ามามากขึ้น
ทำให้เกิดสภาพของการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่ไม่เหมาะสม
โดยเฉพาะการดัดแปลงพื้นที่เพื่อเป็นที่พัก จึงมีปัญหาขยะน้ำเสียเกิดขึ้นตามมา
แม้เป็นการเพิ่มรายได้ให้กับชาวบ้าน แต่ขาดการวางแผนในการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน
ชาวบ้านจึงได้รวมตัวจัดตั้ง ชมรมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์เกาะยาวน้อย
เพื่อให้ชาวเกาะยาวน้อย ได้มีส่วนร่วมในการจัดการและวางแผน
เกี่ยวกับการเจริญเติบโตและทิศทางการท่องเที่ยวในเกาะ ป้องกันการทำลายทรัพยากร
วัฒนธรรม ตลอดจนเป็นการสร้างงาน
กระจายรายได้ให้แก่ประชาชนบนเกาะทั่วถึงทุกครัวเรือน ด้วยจิตสำนึกของชาวบ้าน ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล
จึงค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ ชาวบ้านใช้ทรัพยากรอย่างดูแล ไม่ทำลาย แม้ต้นไม้ป่าเขา
ก็ยังช่วยกันรักษาเป็นอย่างดี สัตว์ป่าชนิดหนึ่งอยู่ที่นี่ได้อย่างปลอดภัย นกเงือก สัญลักษณ์ที่บ่งบอกได้ถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า
และปลอดภัยจากศัตรูที่มารุกรานนั่นคือมนุษย์เรานี่เอง ชีวิตของนกเงือกที่เกาะยาว
จึงโบยบินได้อย่างเป็นอิสระ บางทีก็บินไปเกาะบนยอดมะพร้าวหลังบ้าน
ชาวบ้านจึงรักนกเงือกเหมือนเป็นสมาชิกชีวิตหนึ่งในครอบครัว สถานพักแรมบนเกาะยาวน้อย มีให้เลือกหลายประเภทหลายระดับ
แต่ที่สร้างงานสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนพื้นถิ่นคือที่พักแบบโฮมสเตย์
โดยแบ่งกลุ่มที่พักอาศัยเป็นชุมชนต่างๆ หลายชุมชน เน้นการท่องเที่ยวของท้องถิ่น ในลักษณะศึกษาวิถีชีวิต การประกอบอาชีพของชาวบ้านอย่าง การประมง การทำนา
การทำข้าวเม่า ทำสวนยางพารา การทำผ้าบาติก การแปรรูปผลิตภัณฑ์
การศึกษาระบบนิเวศน์ป่าชายเลน รวมไปถึงการท่องเที่ยวทั่วไปเช่น นั่งเรือชมเกาะ
ดำน้ำ ตกปลา เดินป่า ดูนก ขี่จักรยาน
รวมถึงการสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับชาวบ้าน การจัดการของโฮมสเตย์ค่อนข้างมีระบบระเบียบที่ชัดเจน
ยกตัวอย่าง ค่าที่พัก ค่าบริหารจัดการ 20 บาท ค่าสิ่งแวดล้อม 20
บาท อีก 10 บาท เป็นค่าสวัสดิการแก่สมาชิกในกลุ่ม
ส่วนการเข้าพักจะหมุนเวียนไปตามคิวของบ้านที่เป็นสมาชิกในกลุ่ม
ที่นี่จึงเรียกได้ว่า เป็นชุมชนเข้มแข็ง
อันเกิดจากความสมัครสมานสามัคคีและรับผิดชอบต่อท้องถิ่น
จนได้รับรางวัลมากมายทั้งในและต่างประเทศ อาทิ รางวัลอนุรักษ์มรดกโลก World Legacy
Award จากนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟิก สหรัฐอเมริกา ฯลฯ แต่มีข้อพึงปฏิบัติสำหรับนักท่องเที่ยวที่จะมาพักเช่นกัน
เนื่องจากชุมชนเกือบทั้งพื้นที่เป็นชาวไทยมุสลิมที่เคร่งครัด
จึงห้ามดื่มสุราและเสพสิ่งเสพติดในหมู่บ้าน ห้ามแต่งตัวไม่สุภาพประเภทเสื้อสายเดียว
สองสาย เกาะอก ห้ามทิ้งขยะในหมู่บ้าน ห้ามเก็บเปลือกหอยและปะการัง
ผมเชื่อว่าหากท่านเป็นนักท่องเที่ยวที่มีความตั้งใจ
ต้องการศึกษาและเรียนรุ้วิถีชีวิตชาวบ้าน ข้อปฏิบัติเหล่านี้ย่อมไม่ใช่อุปสรรค
เพราะเป็นการเคารพให้เกียรติซึ่งกันและกัน แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาผมว่าคุ้มเกินคุ้ม พระอาทิตย์ตกที่นี่สวยมากนะจะบอกให้ ในที่เดียวกัน... และในที่เดียวกัน... สำหรับผม...ดีใจทุกครั้งที่ลืมตามาเห็นพระอาทิตย์อยู่เหนือฟ้า
เพราะนั่นคือเรายังมีชีวิตอยู่
เมื่อพระอาทิตย์ลับโลก...หากบุญวาสนายังมี เราคงตื่นมามีลมหายใจมีชีวิตปกติ
เห็นแสงอาทิตย์อีกครั้ง...จะเอาอะไรกันมากมาย ระหว่างเดินไปยืนมองพระอาทิตย์ตกที่หัวหาด
หน้ารีสอร์ตที่พัก...ผมกับเพื่อนเห็นต้นไม้ไหวและเสียงนกร้อง จึงค่อยๆ
ย่องเข้าไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น ห่างจากสายตาไม่เกินยี่สิบเมตร บนยอดไม้รกครื้ม
นกเงือกห้าตัวโดดไปมาบนกิ่งไม้หนึ่งไปกิ่งไม้หนึ่ง
อย่างสบายเพราะคงชินกับชีวิตที่ปลอดภัยบนเกาะนี้ แต่สำหรับผมและเพื่อน...ขนลุกขนพองด้วยความดีใจ ไม่เสียชาติเกิดแล้วเรา
มีโอกาสได้เห็นนกเงือกในธรรมชาติของจริง
ในระยะประชิดขนาดนี้...ผมเชื่อสนิทใจว่าคนกับสัตว์อยู่ร่วมกันได้
หากมีความไว้ใจแก่กัน ไม่ทำร้ายกัน...และคนเกาะยาวได้พิสูจน์ให้ผมเห็นแล้ว ถ้าเพื่อนที่ตั้งคำถามอยู่กับผมด้วยตอนนี้
ผมจะตอบมันว่า...พระอาทิตย์ตกที่เกาะยาวน้อย สวยงามกว่าที่ไหน เพราะมีนกเงือกตั้ง 5
ตัว ยืนมองไปพร้อมกันกับผม... ขึ้นฝั่งที่กระบี่... หากแล่นเรือปกติคงใช้เวลาราวชั่วโมงเศษๆ
แต่พวกเราใช้เวลามากกว่าปกติ หมดไปกับการชื่นชมทะเลอันดามันที่สวยใสงดงาม
อย่างคุ้มค่า...เพราะไม่รู้เมื่อไหร่จะมีโอกาสกลับมาอีก
สำหรับผม...มาหมู่เกาะละแวกนี้เป็นครั้งที่สองในรอบปี...ธรรมชาติก็ยังสงบงามมิรู้เบื่อ ....นี่แหละเมืองไทย เที่ยวที่ไหนไม่สุขใจเท่าบ้านเรา...
เรื่อง/ภาพ : ธนิสร หลักชัย เรื่องที่เกี่ยวข้อง ค้นหารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
|
เลือกชุดสัญลักษณ์แสดงอารมณ์