สนุก! ดาวเดือน Season 3 ชิงทุนการศึกษากว่า 2 แสนบาท
แนะนำสถานที่ ท่องเที่ยว ที่พัก โรงแรม  การเดินทาง ร้านอาหาร   ทัวร์ ทะเล ภูเขา น้ำตก ล่องแก่ง เดินป่า ดอกไม้
  ค้นหาเรื่องท่องเที่ยว
  Untitled Document
ภาพเด็ดวันนี้
เก็บตกมาฝาก
แพ็คเกจทัวร์
สนุก! คาราวาน
เรื่องของคนชอบเที่ยว
เที่ยวไปกินไป
ที่พักประทับใจ
ดูนก, ผีเสื้อ
ถามทาง
รีสอร์ท & สปา ทั่วไทย
อุปกรณ์ท่องเที่ยว
ผลัดกันไปชิม
ทริปเด็ดห้ามพลาด
ภาคเหนือ
ภาคกลาง
ภาคอีสาน
ภาคตะวันออก
ภาคใต้
ร้านอาหาร
ท่องราตรี
สองเท้าพาเดิน
เทศกาลงานเมือง
ช๊อปปิ้ง
เที่ยวผจญภัย
เที่ยวทะเล-ดำน้ำ
จักรยานเสือภูเขา
เที่ยวอนุรักษ์
ราคาทัวร์ทั่วไทย
วอลล์เปเปอร์
สายด่วนท่องเที่ยว
รวมเว็บท่องเที่ยว
เรื่องจากทางบ้าน
ข่าวท่องเที่ยว
บล็อค ท่องเที่ยว
เรื่องท่องเที่ยวต่างแดน
helper end
 
ท่องเที่ยว > เที่ยวกับ นุ บางบ่อ > ดำน้ำ
เที่ยวทะเล - ดำน้ำ

โลกใต้ทะเลที่เกาะสุรินทร์

หน้าแรก > ติดใจทริปนี้ > โลกใต้ทะเลที่เกาะสุรินทร์
โลกใต้ทะเลที่เกาะสุรินทร์


โลกใต้ทะเลที่เกาะสุรินทร์

โดย...กัณรัตน์  กฤษฎาชัยทิพย์ , กนกเพชร   10/03/03

    ในขั้นแรกเราต้องติดต่อกับทางอุทยานก่อน เพื่อติดต่อจองที่พักก่อนเพราะว่า ที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์นี้ รองรับนักท่องเที่ยวได้ประมาณ 300 คน/คืน  หรือในช่วงเทศกาลหรือที่มีคนมากๆ ก็ให้ได้ไม่เกิน 500 คน/คืน (สำหรับการพักที่อ่าวช่องขาด) แต่สำหรับตอนนี้จะมีเปิดที่พักเพิ่มขึ้นก็คือ อ่าวไม้งาม  ซึ่งก็รับนักท่องเที่ยวได้ประมาณ 300 คน/คืนเช่นกัน โดยควรจองล่วงหน้า 1 เดือน (โดยเฉพาะหากต้องการที่พักเป็นบ้านพัก) เมื่อเราติดต่อกับทางอุทยาน ทางอุทยานจะแนะนำเรือของบริษัทที่จะพาเราไปเกาะ หลังจากนั้นเราก็ติดต่อบริษัททัวร์และอาจจะต้องโอนเงินส่งไปให้แต่อย่าลืมเก็บใบโอนเงินไว้เป็นหลักฐานนะ  และเมื่อจองที่พักได้แล้วก็อย่าลืมจองตั๋วรถทัวร์ต่อล่ะ เพราะคนไปเที่ยวทางภาคใต้ค่อนข้างมากเหมือนกัน

      เราเริ่มเดินทางกันจากสายใต้วันที่ 30/1/46 เวลาประมาณ 18.50 น. โดยรถของบริษัทภูเก็ตเซ็นทรัลทัวร์ ค่าโดยสารประมาณ 480 ต่อคน ปอ.1 32 ที่นั่ง (สำหรับรถทัวร์นี้มีหลายบริษัทให้เลือกอาจเป็น ลิกไนท์ทัวร์, ภูเก็ตการท่องเที่ยว, หรือ บริษัทขนส่ง) จุดมุ่งหมายที่เราจะไปกันคือ อ.คุระบุรี การนั่งรถนี้ใช้เวลาประมาณ 10 ชม. ซึ่งเมื่อมองเวลาเราอาจคิดว่านาน แต่จริงๆแล้วแป๊ปเดียวเท่านั้น เพราะตื่นขึ้นมาเราก็ถึงคุระบุรีแล้ว แต่ก็ทำให้เราเมื่อยตัวเหมือนกัน

    วันที่ 31/1/46

     เราถึงคุระบุรีประมาณตี 4 กว่าๆเกือบตี 5 ของวันที่ 31/1/46 เมื่อไปถึงทางรถทัวร์ที่ อ.คุระบุรี จะเปิดให้จองตั๋วรถทัวร์ เพื่อกลับกรุงเทพฯ หากเราไม่จองก่อนอาจไม่มีรถกลับ (การจองตั๋วกลับกรุงเทพฯ ก็จองได้หลายวิธีคือ 1. จองที่ท่ารถบขส.อ.คุระบุรี ที่เราจอง 2. จองตั๋วไปกลับตั้งแต่ที่กรุงเทพฯ แต่อาจจะไม่ได้ ขึ้นกับช่วงที่เราไปเที่ยว 3.จองกับพี่สุทัศน์ จะเป็นผู้ดูแลรถที่จะมารับนักท่องเที่ยวไปที่ทำการอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์) หลังจากนั้นเราก็นั่งรถของพี่สุทัศน์ ไปที่ทำการอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์(ท่าเรือคุระบุรี) ระยะทางจากท่ารถ บขส.ไปถึงที่ทำการประมาณ 10 กม. ค่าโดยสารไป-กลับ 80 บาท/คน รถออกเมื่อนักท่องเที่ยวพร้อมที่จะไปต่อ (เราใช้เวลารอประมาณ 20 นาทีเท่านั้นรถก็ออก)

      ที่ทำการอุทยานแห่งชาตินี้มีร้านค้าสวัสดิการ ร้านอาหารและห้องน้ำให้เราได้ทำกิจธุระต่างๆ  หลังจากทำธุระต่างๆ เสร็จแล้วเราก็ติดต่อบริษัทเรือที่เราจองไว้ คือ บ.ซาบิน่าทัวร์ เพื่อชำระค่าเรือโดยสารที่เหลือ โดยเรือโดยสารนี้มี 2 แบบ คือ 
    1.เรือโดยสารธรรมดา ใช้เวลาเดินทางไปหมู่เกาะประมาณ 4-5 ชม. เรือออกเวลา 8.00 น. มีเพียงช่วงเวลาเดียวเท่านั้น ค่าโดยสารไป-กลับ 1,000 บาท/คน 
    2.เรือโดยสาร speed boat ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชม. เรือออกเวลา 8.00 น. ค่าโดยสารไป-กลับ 1,500 บาท/คน 

     การโดยสารเรือนี้เรามุ่งหน้าไปที่หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติอ่าวช่องขาด ระยะทางห่างจากท่าเรือคุระบุรี ประมาณ 60 กม. เมื่อลงเรือบริษัทซาบิน่าทัวร์จะจัดเตรียมขนมปัง น้ำ ลูกอม และยาแก้เมาเรือให้คนละ 1 ชุด (มีเฉพาะขาไปเท่านั้น)  สำหรับคนที่ไม่รู้ตัวว่าเมาหรือไม่เมาก็กินยาป้องกันไว้ก่อนก็ดี และถ้าจะให้ดีก็ต้องเตรียมยาหม่อง ป้องกันอีกก็จะดี

     ระหว่างที่เรานั่งเรือมุ่งหน้าไปเกาะนี้เราจะเห็นป่าไม้ชายเลนตามเกาะที่เราผ่าน ซึ่งสวยงามมาก ในวันนี้เรานั่งเรือที่ชั้นล่างระหว่างที่นั่งหากเจอคลื่นแรงๆ น้ำทะเลก็จะกระเซ็นโดนหน้ากว่าจะไปถึงเกาะเมื่อลูบหน้าลูบตัวดูจะเจอสะเก็ดเกลือเกาะตามหน้าตา เหนียวไปทั้งตัว แต่พอถึงเกาะก็จะลืมความเหนียวเหลือแต่ความสดชื่น เพราะจะได้พบชายหาดบริเวณอ่าวช่องขาดซึ่งสวยมาก และมีนกชาปีไหน (ไม่รู้ว่าใช่หรือเปล่า ตอนแรกเข้าใจว่าเป็นนกอินทรีย์) เหิรฟ้ามาต้อนรับเรา  (ความจริงไม่ได้มาต้อนรับเราหรอก เพียงแต่เขามาหาอาหารเท่านั้น) 

     เรือเมล์ที่เราโดยสารมานี้ไม่สามารถเข้าไปเกยหาดได้จะต้องผูกทุ่นลอยลำอยู่ และจะมีเรือหางยาวจากเกาะมารับเราเข้าเกาะเรามาถึงเกาะเวลาประมาณ 12.00 น. เรือหางยาวที่มารับนี้จะส่งนักท่องเที่ยวไปตามจุดที่พักที่ทางอุทยานจัดไว้ให้ สำหรับเราพักที่อ่าวช่องขาด  และบางคนที่พักที่อ่าวไม้งามเรือหางยาวก็จะพาไปส่งถึงที่เหมือนกัน สำหรับสัมภาระจะส่งตามมาทีหลัง 
      เมื่อถึงอ่าวช่องขาดก็ติดต่อกับเจ้าหน้าที่อุทยาน เรื่องที่พักแต่ยังไม่ต้องจ่ายค่าที่พักและค่าธรรมเนียมต่างๆ เพราะทางอุทยานให้จ่ายในวันกลับ ที่อุทยานนี้จะมีร้านอาหารพร้อมเราไม่ต้องเตรียมอาหารไปก็ได้ ทางอุทยานได้จัดอาหารแบบเป็นชุดไว้ด้วย แต่ต้องติดต่อเจ้าหน้าที่ก่อน โดยรวมค่าอาหาร 3 มื้อ 400 บาท/คน/วัน (แยกเป็นมื้อเข้า 80 บาท, กลางวัน 140 บาท, เย็น 180 บาท) หรือหากไม่ได้จองไว้ก็สั่งอาหารตามสั่งได้เช่นกันราคาประมาณ 60,80,100 บาทแล้วแต่ชนิดอาหารที่เราสั่ง 
     เมื่อเสร็จธุระแล้วสัมภาระที่เรารอก็มาถึงพอดี เราก็จัดเตรียมที่พัก เราพักกันโดยเอาเต็นท์ไปกางเอง โดยจะมีพนักงานพาเราไปจุดกางเต็นท์เราจะกางบริเวณใดก็ได้ แต่ต้องไม่ขวางทางเดินและเป็นบริเวณที่ทางอุทยานกำหนดให้ และทางเจ้าหน้าที่อุทยานเตือนมาว่า สำหรับของกินให้เก็บเข้าเต็นท์ให้หมดเพราะที่นี่มีลิงเยอะ และจะเอาเฉพาะของกินเท่านั้น  ส่วนของใช้น่ะไม่มีความจำเป็นสำหรับเจ้าลิงหรอก

     เมื่อจัดเตรียมที่พักเรียบร้อย เรายังไม่ไปดำน้ำในวันนี้เพราะยังรู้สึกว่าค่อนข้างเพลียกับการนั่งเรือ (จากที่เราเมาเรือนิดๆ)  จึงไปเดินป่าศึกษาธรรมชาติตามที่ทางอุทยานแห่งชาติได้จัดเส้นทางศึกษาธรรมชาติ  เดินผ่านผืนป่าดงดิบตรงไปยังอ่าวไม้งาม ระยะทางประมาณ 2 กม. ใช้เวลาประมาณ 1 ชม. แต่หากไปแล้วกลับมาหลังพระอาทิตย์ตกก็อย่าลืมไฟฉายติดตัวไว้ด้วยละกัน 

     ระหว่างทางเดินป่าก็จะมีสถานีต่างๆ  และจะมีป้ายบอกความรู้ต่างๆ เกี่ยวกับธรรมชาติ และความหมายบางชนิดของพืชเด่นๆ และพบป่าลักษณะต่างๆ เช่นป่าชายฝั่ง ป่าดิบชื้น ป่าชายเลน ป่าชายหาด  เมื่อไปถึงปากทางเข้าอ่าวไม้งาม เราจะพบรูปแกะสลักจากไม้ เรียกกันว่า “ลอโปง” ว่ากันว่าเป็นตัวแทนของวิญญาณที่ปกปักรักษาชาวมอแกน
     และเมื่อถึงอ่าวไม้งามก็จะพบหาดทรายที่จัดว่าสวยเหมือนกัน แต่เราไปถึงเป็นช่วงน้ำลงความสวยจึงลดลงไปนิด  สำหรับขากลับเราอาจจะเดินป่ากลับทางเดิมก็ได้ หรืออาจจะนั่งเรือที่ทางอุทยานจัดสำหรับส่งนักท่องเที่ยวกลับจากอ่าวข่องขาดก็ได้โดยไม่เสียค่าบริการ  ระหว่างการนั่งเรือกลับนี้เราจะพบธรรมชาติสวยงามมากมายทั้งป่า ชายหาด และโขดหินริมเกาะ มองไปจินตนาการเป็นรูปต่างๆได้มากเชียว  เมื่อมาถึงอ่าวช่องขาดพระอาทิตย์ก็ตกดินพอดี เลยไม่ได้ชมวิวชายหาดของอ่าวช่องขาดต่อแต่ไม่เป็นไรวันอื่นยังมีอีก จึงทำธุระส่วนตัว สำหรับห้องน้ำที่นี่จัดว่าอยู่ในเกณฑ์ที่สะอาดเชียวหล่ะ

     สำหรับในช่วงค่ำเวลาประมาณ 19.00 น.ทางอุทยานได้เปิดให้ชมวีดีโอ ความรู้ต่างๆ เกี่ยวกับอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ และความรู้อื่นๆ อีก  ทางอุทยานฯ จะเปิดให้ชมทุกวัน สำหรับไฟฟ้าทางอุทยานจะตัดไฟตั้งแต่เวลาประมาณห้าทุ่ม เพราะฉะนั้นถ้าหลังห้าทุ่มถ้าใครจะเดินทางไปไหนก็ต้องพกไฟฉายติดตัวไปด้วย  สำหรับวันนี้ก็หมดไปอีก 1 วันแล้ว

    วันที่ 1/2/46

     เช้านี้ตื่นขึ้นมาตี 5 กว่าๆ เกือบ 6 โมง กะว่าจะดูพระอาทิตย์ขึ้นซะหน่อย แต่ผิดหวังเพราะพระอาทิตย์โดนเขาบังเลยอดเลย  แต่แม้ไม่ได้ดูพระอาทิตย์ดูวิวแทนก็พอทดแทนกันได้  เพราะสวยมากเหมือนกัน ส่วนบริเวณชายหาดมองไปจะเห็นทั้งปูเสฉวนค่อยๆ เดิน และปูลมวิ่งลงรู  หาดทรายเวลาเช้าๆ แบบนี้จะกว้างมากเพราะน้ำลง แต่เพียงแค่แป๊ปเดียวประมาณ 8.00 น.จะเหลือหาดเพียงนิดเดียว เพราะน้ำขึ้นไวมาก  ซึ่งช่วงที่เราไปอาจเป็นช่วงที่น้ำขึ้นมาก และต่ำมากก็ได้ 
     แต่ตอนนี้ต้องหยุดชมวิวชายหาดแล้วเพราะต้องเตรียมตัวไปดำน้ำเวลา 9.00 น. การนั่งเรือดำน้ำนี้ควรจะซื้อตั๋วสำหรับนั่งเรือไปดำน้ำล่วงหน้าตั้งแต่ตอนกลางคืน โดยเฉพาะวันที่มีนักท่องเที่ยวมาก  การซื้อจะซื้อเป็นช่วงคือ ช่วงเช้า 50 บาท/คน และช่วงบ่าย 50 บาท/คน เหมือนกัน การจองแบบนี้จะคละกันไปไม่ได้มีเฉพาะกลุ่มเรากลุ่มเดียวเท่านั้น  แต่สำหรับที่มีกลุ่มใหญ่ประมาณ 12-15 คน หรือคนที่ต้องการไปตามสะดวกไม่มีกำหนดเวลาก็อาจจะใช้วิธีการเช่าเหมาก็ได้ ราคา 1,500 บาท/วัน  สำหรับคนที่ไม่ได้เตรียมอุปกรณ์ดำน้ำมา ก็เช่าจากที่อุทยานได้มีชูชีพ และสน้อร์คเกิ้ล คนละ 150 บาท/วัน  เมื่อเตรียมตัวกันแล้วเจ้าหน้าที่ของอุทยานก็จะให้คำแนะนำต่างๆ ก่อนออกเดินทาง
    การดำน้ำที่นี่จะมีแหล่งดำน้ำทั้งหมด 10 ที่ แต่ละวันจะพาไปดำ 5 ที่(เช้า-บ่าย) จะมีกำหนดแน่นอนว่าวันนี้จะไปดำที่ใดบ้าง และจะสลับกันทุกวัน เรือที่เราได้นั่งไปนี้มีชื่อว่า ฉลามวาฬ หมายเลข 8 กัปตันผู้นำทีมคือคุณไมตรี สลาม เจ้าหน้าที่ของอุทยาน ฟังจากพี่หนุ่ม,คุณแก้ว(นักท่องเที่ยวที่มาบ่อย) บอกว่าพี่ไมตรีจะเหมือนสังข์ทองมักจะเรียกสัตว์แปลกๆมาให้ดูบ่อยๆ เอาละเราเริ่มไปดำน้ำกันเลยละกัน

ช่วงเช้า

     เกาะสต๊อค ที่เกาะสต๊อคนี้จะเป็นทางผ่านของสัตว์ใหญ่ในช่วงที่เราดำอยู่นี้เราเจอฉลามหูดำประมาณ 3-4 ตัวได้ ส่วนกลุ่มที่พี่ไมตรีพาไปเจอตั้ง 7 ตัว ว่ายเวียนอยู่ไม่ไปไหนเหมือนจะอวดให้ดูเป็นขวัญตา แต่ว่ายเวียนนานมากจนพี่ๆ เขาเริ่มกลัวเลยถอยดีกว่า (ถึงจะรู้ว่าไม่ทำอะไรเราก็เถอะ แต่ขึ้นชื่อว่าฉลามก็เสียวใช่หยอก)  บางกลุ่มโชคร้ายไม่เจอสักตัว นอกจากฉลามหูดำแล้ว หากใครโชคดีมากก็อาจจะเห็นเต่าทะเล หรือ กระเบนราหูที่ว่ากันว่าเป็นสัตว์ที่ใหญ่มากบางตัวที่ใหญ่มากๆ ประมาณ 6-7 เมตร แต่ส่วนใหญ่ที่เจอกันจะประมาณ 4-5 เมตร พี่ไมตรีบอกว่าถ้าช่วงเดือนมีนาคม จะขึ้นมามาก เพราะฉะนั้นช่วงเดือนมีนาคมนักท่องเที่ยวจะค่อนข้างเยอะมาก มีบางครั้งที่มีฝรั่งเช่าเรือมานั่งเฝ้าเป็นวันๆ เพื่อรอดูกระเบนราหู อย่าเพิ่งคิดว่านั่งอยู่บนเรือแล้วจะเห็นนะต้องลงไปดำด้วย นอกจากสัตว์ใหญ่ๆ ก็มีสัตว์เล็กๆ น่ารักๆ มากเหมือนกันนะ
     อ่าวจาก ถือว่าเป็นจุดรวมของยอดปะการังที่สวยงามจะมีปะการังมากมาย แม้ว่าช่วงที่เราไปน้ำจะขุ่นนิดหน่อยจากการที่มีลมแรงๆ แต่ก็ยังเห็นว่าสวยมาก นอกจากนี้ยังมีปลาเล็กปลาน้อยมากมาย แต่ว่าตอนนี้น้อยลงกว่าเมื่อก่อนมากเพราะพวกที่ลักลอบจับปลา 
    นอกจากนี้ก็ยังมีพวกหอยมือเสือที่มีหลายสีบางคนเรียกหอยมือแมว (ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร) นอกจากนี้ก็ยังเจอกัลปังหาที่สวยๆ เห็นบอกกัลปังหานี่โตไวเหมือนกัน ส่วนปะการังที่เห็นมากก็จะเป็นปะการังเขากวาง และปะการังจาน
    หมู่บ้านชาวมอร์แกน อันนี้ก็ถือเป็นความโชคดีของเราอีกเหมือนกัน ที่พี่ไมตรีพามาเยี่ยมชาวมอร์แกน ปกติผู้ที่จะมาอาจต้องเช่าเรือมาเองเพราะไม่มีอยู่ในรายการดำน้ำ  แต่พี่เขาเห็นเป็นทางผ่านเลยแวะมาให้ ช่วงเรามาเป็นช่วงที่น้ำขึ้น เรือหางยาวเลยเข้าไปจอดได้เราเลยได้มีโอกาสเห็นภาพสวยๆ เราได้เก็บภาพมาฝากด้วยนะ  หาดทรายที่หมู่บ้านชาวมอร์แกนตั้งอยู่เป็นหาดทรายที่สวยมากๆ สวยกว่าที่อ่าวช่องขาดที่เราเห็นครั้งแรกอีก (ในความคิดของเรานะ) 
     หมู่บ้านนี้ตั้งอยู่ในอ่าวไทรเอน ใกล้ๆกันจะมีหน่วยพิทักษ์อุทยานฯ และมีสถานีประมง สำหรับบ้านของชาวมอร์แกนสร้างกันแบบง่ายๆ มีเสาสูง หลังเล็กนิดเดียวคิดว่า หากขึ้นไปคงต้องนั่งอย่างเดียว เพราะต่ำแต่เราไม่มีโอกาสได้ขึ้นไปข้างบนหรอก ได้แต่แอบนั่งบนบันไดบ้านถ่ายรูปเป็นที่ระลึกเท่านั้นแหละ
     ที่นี่ยังมีของฝากมากมายที่ชาวมอร์แกนทำขึ้นเองมีทั้งเสื่อ กล่องใส่ของเล็กๆ ราคาไม่แพงด้วยนะ เท่าที่มองดูนะจะเห็นชาวมอร์แกนมักจะนั่งเล่นนอนเล่นอยู่ใต้บ้านมากกว่าที่จะอยู่บนบ้านอาจจะเย็นกว่าก็ได้นะ แต่ตอนนี้ต้องรีบกลับอุทยานก่อนแล้วหละเพราะช่วงบ่ายมีโปรแกรมดำน้ำต่ออีก 3 ที่ เริ่มตอน 14.00 น.

ช่วงบ่าย

    ในช่วงบ่ายเพื่อนร่วมเรือมีกลุ่มใหม่ หนึ่งในนั้นมีพี่คนหนึ่งซึ่งมีความรู้ และประสบการณ์มาก แนะนำอะไรหลายอย่างให้เราได้รู้มากขึ้นเช่นว่า ก่อนลงน้ำให้บ้วนน้ำลายลงบนหน้ากากดำน้ำ และล้างน้ำออกก่อนใส่ เพื่อที่กระจกของหน้ากากไม่เกิดฝ้า น้ำจะทำให้มองไม่ชัดพี่ที่ว่านี้เรารู้จักแค่ชื่อเล่นของเขาเท่านั้นคือ พี่เอก และนอกจากจะให้ความรู้แล้วยังทำให้เรือมีสีสันมากขึ้น
    อ่าวแม่ยาย สิ่งที่ประทับใจสุดๆ ก็คือน้ำที่ใสมากๆ และเป็นแหล่งปะการังน้ำตื้น เวลาที่เราดำดูเราจะใกล้ชิดกับปลาตัวเล็กตัวน้อยมาก มองดูเหมือนว่าจะจับได้ ลงไปแล้วเหมือนอยู่ในตู้ปลายังไงอย่างงั้น ที่นี่ยังเจอกุ้งมังกรด้วยแต่เก็บภาพไม่ได้เพราะแบตฯ กล้องหมด เลยไม่มีรูปมาฝาก ปะการังที่นี้สวยมากมีทั้งปะการังหนัง ปะการังดำ กัลปังหา และยังมีหอยมือเสือ หอยมือหมีอีก บรรยายถึงความสวยไม่ถูกถ้ามีโอกาสต้องลองดำดูแล้วจะเห็นว่าสุดบรรยาย
    แต่เห็นบอกว่า เมื่อก่อนนี้จะสวยกว่านี้มาก แต่เกิดการเสื่อมโทรมทั้งจากนักท่องเที่ยว และจากสาหร่ายเห็ดหูหนูทำให้ความสวยหมดไป และทางอุทยานได้ปิดไว้เพื่อรอการฟื้นฟู  แต่จุดที่เราไปดำนี้ เป็นจุดปากอ่าวบริเวณปลายแหลม  ยังคิดอยู่ถ้าเราเห็นตอนที่ยังไม่เสื่อมโทรมจะสวยขนาดไหนนะ
     เกาะหินกอง (หินราบ,กองหินขาวหลังเกาะ) เกาะนี้จะมีทั้งส่วนที่ตื้นและลึก ในส่วนที่ตื้นจะพบปลาในแนวปะการังมาก ส่วนบริเวณที่ลึกนี้ในวันที่เราไปพบมีคนเจอกระเบนราหูด้วย และยังเจอฉลามหูดำอีกหลายตัว แต่เราไม่ได้ไปทางนั้นเลยไม่เห็น นอกจากนี้ก็ยังมีกัลปังหาสวยๆ อีก พี่ไมตรียังบอกอีกว่า ที่จุดนี้บางครั้งจะมีฉลามวาฬ ซึ่งถือเป็นปลาที่ใหญ่ที่สุด ว่ายมาหาอาหารแถวนี้ด้วย แต่เราไม่มีโอกาสได้เจอหรอกนะ
    อ่าวเต่า ที่นี่แนวปะการังจะเป็นลักษณะ slope ทางด้านใกล้ฝั่งจะตื้นบริเวณแนวตื้นนี้จะมองเห็นปลาตัวเล็กตัวน้อยมากมายสวยงามมาก  ส่วนทางด้านขวาของเราจะเห็นทะเลลึก บางครั้งอาจเห็นสัตว์ใหญ่แถวนี้ได้ ระหว่างที่เราดำและกำลังเพลินกับการดูปลาเล็กๆ และแนวปะการังเราเหลือบมองด้านล่างเห็นเต่ากระตัวใหญ่มากกำลังว่ายออกจากแนวตื้นเข้าส่วนที่ลึก คาดว่ากำลังหาอาหารกินพอดี แต่เราเห็นแค่แป๊ปเดียวเท่านั้นเต่ากระก็ว่ายไปไกลแล้ว ใครบอกนะว่าเต่าเชื่องช้าแต่เวลาอยู่ในทะเลนี้ไวมากขนาดมองยังไม่ทันจะเห็นลายบนกระดองด้วยซ้ำ
   ที่อ่าวนี้เป็นที่ที่ดำน้ำที่นักท่องเที่ยวหลายคนประทับเช่นกันเพราะอยู่เหมือนเราได้อยู่ใกล้สัตว์เล็กๆ เกือบจะจับได้ และปลาว่ายเวียนเล่นใกล้ๆ เรา นอกจากนี้นักท่องเที่ยวบางคนยังได้เห็นกุ้งมังกร และเรายังเห็นปลาสิงโตอีกด้วย ซึ่งกว่าจะฝ่าเข้าไปดูปลาสิงโตได้ก็พบปลา 5 หัวเต็มไปหมดต้องคอยหลบ แต่สิ่งที่ขอเตือนสำหรับเกาะนี้ ก็เห็นจะเป็นเรื่องเพิ่มความระมัดระวังในการดำ เพราะน้ำตื้นเราอาจเผลอไปเหยียบโดนเข้าได้
    หลังจากกลับจากดำน้ำเรารีบล้างตัวเพื่อเตรียมพัก เพราะวันนี้เป็นวันแรกที่เราดำน้ำ และเราก็ไม่ได้เตรียมตัวกันก่อนมา  เลยฝากบอกเพื่อนหากใครคิดจะมาก็ให้ฟิตร่างกายกันก่อนละกัน เพราะเหนื่อยมากๆ กลับมาถึงเต็นท์ก็แทบหลับ  วันนี้เป็นอีกวันที่เราคิดจะเดินดูชายหาดแต่ก็ไม่ได้เดินเพราะเหนื่อยจริงๆ 
     วันนี้เรากินข้าวริมชายหาดลมเย็นมาก หลังจากกินข้าวกันเรียบร้อย พี่หนุ่มก็เดินถือฟินด์ (ตีนกบ) ดำน้ำ  พร้อมแต่งตัวครบชุดเพื่อเตรียมดำน้ำ และชวนเราลงไปดำดูด้วยกัน แต่เราคิดว่าไม่ไหวแน่ๆ เพราะขนาดกลางวันยังขนาดนี้แล้วกลางคืนจะขนาดไหน  เลยให้พี่เขาไปเองแต่เราก็ไปเฝ้าดูอยู่ใกล้ๆด้วยนะเผื่อมีปัญหาอะไร หลังจากนั้นประมาณ 20 นาทีก ็ขึ้นมาแล้วและบอกว่า เริ่มไม่ไหวเหมือนกัน เพราะเพิ่งกินข้าวเสร็จสู้ไม่ไหว 

     และพี่ก็เล่าให้ฟังว่าดำไปเจอ ปลานกแก้วกางร่ม คือปลานกแก้วเวลานอนจะพ่นน้ำลายมาคลุมตัวเพื่อพรางตัวจากศัตรู  แต่ถ้าใครไปโดนเข้าปลานกแก้วจะว่ายหนีไม่คิดชีวิต ชนหินชนปะการังเหมือนปลาตาบอด เพราะฉะนั้นเวลาเห็นก็พยายามเบาๆ อย่าไปโดนเข้าละน่ะเพราะสงสาร หลังจากนั้นระหว่างที่เรากำลังดูดาว พี่เอกเดินผ่านมาก็เลยแวะมานอนดูดาวด้วย ดาวที่นี่สวยมากฟ้าเปิดมองเห็นชัดเจนบวกกับบรรยากาศทำให้สวยมากขึ้นไปอีก

     ระหว่างที่นอนดูดาวพี่เอกก็เล่าประสบการณ์ต่างๆให้ฟังว่า พี่เอกเคยมาที่เกาะนี้ตั้งแต่เริ่มตั้งใหม่ๆ ปี 2524  บอกว่า ที่ที่เรานอนนี้เคยเป็นสถานที่ฝังศพของชาวมอร์แกน  เล่นเอาพวกเราแถบย้ายที่นอน แต่พี่เอกห้ามไว้ว่าไม่มีอะไรหรอกมันก็จริงนะเพราะเรานอนมาแล้ว 1 คืนแต่ก็ไม่มีอะไร และพี่เอกยังบอกอีกว่า ชายหาดที่อ่าวช่องขาดนี้เมื่อก่อนเต็มไปด้วยปะการังสวยมาก  แค่เดินลงไปนิดเดียวก็จะเจอกับปลาการ์ตูนแหวกว่ายในปะการังมากมาย ต่างกับตอนนี้ เลยขอเตือนเพื่อนๆ ที่จะไปเที่ยวให้ช่วยกันนิด ทั้งคนที่รู้และไม่รู้อย่างไรก็ระวังไว้ก่อนละกันอย่าโดนปะการังเป็นดี เพราะบางครั้งเราอาจคิดว่า เป็นหินแต่จริงๆ แล้วเป็นปะการังก้อนกลม ซึ่งทางเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ก็จะคอยเตือนอยู่ตลอดเวลา คุยกันได้สักพักเราต่างคนก็ต่างเริ่มง่วงนอน อาจเป็นเพราะเหนื่อยกัน  จึงแยกย้ายกับกลับที่พัก  เมื่อถึงเต็นท์ก็ยังนึกถึงคำพูดของพี่เอกที่ว่าที่นี่เคยเป็นที่ฝังศพ เราเลยสวดมนต์ซะยกใหญ่ แต่พอหัวถึงหมอนก็หลับทันที

วันที่ 2/2/46 

     เช้าวันนี้ตื่นมาเราก็เดินเล่นที่ชายหาดอีกเหมือนเดิม  วันนี้เรามีเรื่องตื่นเต้นที่ชายหาดคือ ตอนเดินใกล้ๆ ปะการังเราเจอปลาสิงโตนอนอยู่ในซอกปะการัง เราเห็นโดยที่เราไม่ต้องดำน้ำเพราะตอนเข้าๆ น้ำยังไม่ขึ้นเวลาเราจ้องมากเหมือนปลาจะรู้ตัวเลยว่ายไปหลบอีกซอกหนึ่งเราเลยเก็บภาพไม่ทัน  ใกล้ๆ กันเราเห็นชาวมอร์แกนหาปลาอยู่ เท่าที่รู้คือทางอุทยานจะอนุญาติให้เฉพาะชาวมอร์แกนเท่านั้นที่หาปลาได้เพราะเขาหากันเพื่อยังชีพ ไม่ได้หาเพื่อการค้า เป็นภาพที่สวยอีกภาพที่ได้เก็บมาฝากเพื่อนๆ หลังจากนั้นเราก็เตรียมตัวเพื่อไปดำน้ำต่อ

ช่วงเช้า

     เกาะมังกร หรือเกาะปาจุมบา ที่เกาะนี้เจอกุ้งมังกรตัวใหญ่ บางครั้งอยู่กันเป็นชั้นๆขึ้นไปเรียก คอนโดกุ้ง นอกจากนี้ยังเจอฝูงปลาสาก พี่เอกบอกว่าเจอปลาฝูงนี้ต้องระวังหากเข้าใกล้อาจได้เลือดเหมือนกัน นอกจากนี้ยังมีเต่าทะเลหากใครดำน้ำลึกได้อาจลงไปลูบคลำกระดองได้ แต่ถ้าจะให้ดีควรดูแต่ตาเพราะหากเต่าโดนรบกวนมากๆ ต่อไปเราอาจไม่เห็นเต่าบริเวณที่เราพบก็ได้เพราะเต่าเป็นสัตว์ที่รักสงบเหมือนกัน นอกจากสัตว์ต่างๆ แล้วยังมีปะการังสวยๆ มาก
อ่าวสุเทพ จุดเด่นๆ ของอ่าวนี้น่าจะเป็นในเรื่องปะการังที่สมบูรณ์ขึ้นชื่อของหมู่เกาะสุรินทร์ ที่นี้จะมีกัลปังหาที่สวยกอใหญ่มากประมาณ 5 กอ แต่ยังเป็นที่เถียงกันอยู่เพราะมีคนเห็นว่ามี 6 กอ กอที่ 6 เพิ่งเริ่มโตบางคนจึงยังไม่ทันเห็น แต่ถ้าใครรู้จริงก็บอกบ้างก็ได้นะ นอกจากัลปังหาแล้วก็ยังมีปะการังเขากวางกอนใหญ่สมบูรณ์
อ่าวไม้งาม ที่อ่าวไม้งามนี้วิวจะสวยมองออกไปจะเห็นเป็นช่องเขา ส่วนการดำน้ำก็จะเห็นปะการังหลากหลายชนิดทั้งปะการังโต๊ะ ปะการังเขากวาง และยังมีดอกไม้ทะเลหลากสี

ช่วงบ่าย

    เกาะตอรินลา หรือ เกาะไข่ หรือเกาะราบ ที่เกาะนี้จุดเด่นเห็นจะเป็นปะการังเขากวางที่แผ่เป็นพื้นที่กว้าง และยังมีเต่า และฉลามด้วย นอกจากนี้ตามซอกหินก็ยังพบปลาไหลมอเรย์อีกด้วย ช่วงที่เราไปดำเป็นช่วงที่กระแสน้ำแรงมาก ทำเอาเราเหนื่อยเหมือนกันกว่าจะดำไปยังจุดที่เราต้องการ เพราะกระแสน้ำมักจะพาเราเข้าฝั่งตลอด แต่เราต้องว่ายออกจากฝั่งเพราะหากเข้าฝั่งมากอาจทำให้ปะการังเสียหายได้  นอกจากปลาใหญ่เรายังพบปลาเล็กๆ เช่นปลาสลิดเขียว ปลาหูช้าง และปลาอีกหลายอย่างแต่เราไม่ค่อยรู้จักชื่อเท่าไร
    อ่าวผักกาด ที่อ่าวนี้จะมีความลาดชันมากจึงค่อนข้างลึก ที่นี่เราจะเห็นปะการังผักกาดบริเวณด้านในของอ่าวอยู่บริเวณริมหิน สำหรับบริเวณหัวแหลมของอ่าวจะเจอพวกสัตว์ใหญ่ เพราะบริเวณนี้จะเป็นร่องน้ำระหว่างอ่าวผักกาดกับเกาะตอรินลา
    หลังจากกลับจากการดำน้ำวันนี้ยังไม่เย็นมาก และห้องน้ำคนยังมาก เราเลยดำน้ำต่อที่อ่าวช่องขาดหน้าที่พักที่นี่ เราเดินออกไปเพียงแค่ 4-5 เมตร ก็ถึงไม่ต้องนั่งเรือ แต่ขอบอกก่อนว่าที่นี่น้ำตื้นมากโอกาสที่ผู้ที่ดำน้ำจะทำลายปะการังโดยไม่ได้ตั้งใจจะมีมากจึงต้องเพิ่มความระมัดระวังมากเป็นพิเศษ  เราเริ่มจากการก้มลงดูจากผิวน้ำก็จะมองเห็นปลาตัวเล็กๆ และเมื่อเรายืนเหยียบทรายก็จะเห็นปลาทั้งตัวเล็กตัวใหญ่ว่ายเวียนอยู่รอบๆ เท้าเรา และมีปลาบางตัวว่ายขึ้นมาเล่นกล้องน่ารักมาก
   หลังว่ายไปเรื่อยๆเราก็เจอปลาการ์ตูนฝูงหนึ่งกำลังว่ายเล่นปะการังอยู่ และใกล้ๆกันมีดอกไม้ทะเลหลบกล้องหุบเข้าไปในปะการัง และสักพักก็ออกมาอวดความสวยต่อ ที่นี่มีปลานกแก้วที่เราเห็นชัดๆ ตัวใหญ่ และสัตว์ตัวเล็กทั้งกุ้ง ปู และยังมีปลาลักษณะคล้ายๆปลาไหลแต่เป็นปล้องลาย บอกได้เลยว่าการดำดูที่นี่ก็สวยทำให้ติดใจได้เหมือนกันโดยที่เราไม่ต้องนั่งเรือออกไปไกล

     ระหว่างที่เราดำน้ำก็จะมีเจ้าหน้าที่ของอุทยานฯ คอยตะโกนเตือนผู้ดำน้ำให้ระวังอย่าโดนปะการังดูแล้วเหนื่อยแทน  เขาบอกว่าทางอุทยานฯ ไม่อยากห้ามเพราะอยากให้นักท่องเที่ยวเที่ยวได้เต็มที่  เลยใช้วิธีเตือนให้ระวังแทน และใช้จิตสำนึกของนักท่องเที่ยวแทน  หลังจากดำดูปะการังจนอิ่มแล้วเราก็เตรียมตัวกินข้าวเย็นกันที่ชายหาดต่อ วันนี้ลมแรงมากทำให้เรากินข้าวพร้อมทราย หลังจากกินเสร็จได้เดินเล่นอยู่ใกล้  และได้คุยกับพี่ไมตรีทำให้เราได้ข้อมูลต่างๆ มาเล่าให้เพื่อนๆ ฟัง เมื่อเห็นว่า ดึกเราเลยขอตัวกลับเมื่อกลับถึงเต็นท์ปรากฎว่า เต็นท์เราเกือบพังเพราะลมแรงมากๆ  แต่โชคดีที่ของหนักเลยแค่โย้นิดเดียว คืนนี้นอนหลับไม่ค่อยสนิทสักเท่าไรเพราะลมแรงกลัวเต็นท์พัง

วันที่ 3/2/46

      วันนี้เราเริ่มดำน้ำที่อ่าวช่องขาดกันแต่เช้า ขอเก็บภาพสวยๆ ก่อนกลับ หลังจากนั้นก็เตรียมพร้อมที่จะขึ้นเรือเพื่อกลับบ้าน เรานั่งเรือเวลา 10.00 น. สำหรับขากลับนี้ไม่มียาป้องกันเมาเรือให้ และตอนแรกเรานั่งอยู่ชั้นล่างรู้สึกเมามากเลยเปลี่ยนบรรยากาศนั่งชั้นบนแทนทำให้รู้สึกดีขึ้น อาการเมาหายเป็นปลิดทิ้งเพราะด้านบนจะโล่งมีลมพัด และไม่โดนน้ำทะเลกระเซ็น 

    ถึงที่ท่าเรือคุระบุรีประมาณ 13.00 น. และรถที่จะไปส่งที่ท่า รถ บขส. อ.คุระบุรี จะมีตลอด โดยพี่สุทัศน์จะดูว่า นักท่องเที่ยวพร้อมที่จะไปหรือยังหากพร้อมก็ออกรถเลย แต่เรานั่งรออยู่ที่ท่าเรือดีกว่าเพราะกว่า รถทัวร์ไปกรุงเทพฯ จะออกตั้ง 18.00 น. เราเลยนั่งเล่นกันอยู่แถวท่าเรือจนถึงเวลาประมาณ 16.30 น. จึงนั่งรถออก เมื่อไปถึงท่ารถ บขส. อ.คุระบุรี เราได้รถของ บ.ภูเก็ต การท่องเที่ยว หลังจากนั้นก็นั่งรอรถทัวร์จนกระทั่งเกือบ 19.00 น. จึงได้ขึ้นรถแต่ขากลับนี้เราได้รถ 40 ที่นั่ง  ก็อึดอัดนิดหน่อยแต่ก็ไม่มีปัญหาอะไร แล้วเราก็เริ่มหลับกันอีก ตื่นขึ้นมาอีกทีก็ถึงกรุงเทพฯแล้ว ถึงประมาณ ตี 5 กว่าๆ 

    อ้อ! ลืมบอก มีพี่ที่เขาไปเที่ยวที่หมู่เกาะสุรินทร์บ่อยๆ  ฝากบอกมาว่า สำหรับนักท่องเที่ยวบางคนที่เหมาเรือต้องขอให้แจ้งพนักงานของเรือให้ผูกเรือกับทุ่นที่ทางอุทยานทำไว้  เพราะบางที่มีเรือบางลำที่ทิ้งสมอลงทำให้ปะการังเสียหายโดยไม่รู้ตัว

 

กัณรัตน์  กฤษฎาชัยทิพย์ , กนกเพชร   10/03/03

 








 
 
หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้ว  ครั้ง