เข้าไปในเมืองลับแล

เข้าไปในเมืองลับแล

เข้าไปในเมืองลับแล

สัมผัสอุตรดิตถ์ในมุมมองใหม่

ขอเพียงสัจจะวาจา
แม่มายเมืองลับแล
หญิงที่ควรยกย่อง เชิดชูในคุณความดี
ยอมเสียสละความรักเพื่อธำรงจารีตประเพณี
ของการรักษาวาจาสัตย์ไว้ ซึ่งเป็นคุณสมบัติของชาวเมืองลับแลทุกคน

     เรื่องของเรื่องเมืองลับแล…เมืองลับแลนั้นเป็นอำเภอเล็กๆ  อำเภอหนึ่ง ที่อยู่ในจังหวัดอุตรดิตถ์  แต่เดิมนั้นคงเป็นเมืองที่ยากต่อการเดินทางไปถึง   ด้วยเส้นทางอันคดเคี้ยว  ทำให้คนที่ไม่ชำนาญทางพลัดหลงได้ง่าย  จึงเป็นที่มาของชื่อเมืองลับแล  ซึ่งหมายความว่า เมืองที่มองไม่เห็น 

     มีเรื่องเล่ากันมาช้านานว่า  กาลครั้งหนึ่งมีชาย (น่าจะเป็นคนเมืองทุ่งยั้ง…ปัจจุบันเป็นตำบลหนึ่งในอำเภอลับแล)  ได้เข้าไปในป่า  แล้วพบเห็นหญิงสาวสวยหลายคนเดินออกมาจากบริเวณชายป่า นางเหล่านั้นได้นำใบไม้ที่ถือมาไปซ่อนไว้ในที่ต่างๆ แล้วก็เข้าไปในเมือง  ซึ่งใบไม้นั้นเปรียบเสมือนกุญแจประตูสู่เมืองลับแล

     ด้วยความสงสัย  ชายหนุ่มจึงแอบหยิบใบไม้มาเก็บไว้ใบหนึ่ง ตกบ่ายหญิงสาวเหล่านั้นกลับมา ต่างก็หาใบไม้ที่ตนซ่อนไว้  เมื่อได้แล้วก็ถือใบไม้นั้นเดินหายลับกลับไป  แต่มีหญิงสาวคนหนึ่งหาใบไม้ของตนไม่พบ เพราะชายหนุ่มผู้นี้แอบหยิบมา   นางวิตกเดือดร้อนมาก ชายหนุ่มจึงปรากฏตัวให้เห็นและคืนใบไม้ให้ โดยมีข้อแลกเปลี่ยนคือ  ขอติดตามนางกลับไปด้วย  เพราะปรารถนาจะได้เห็นเมืองลับแล… 

     หญิงสาวนางนั้นก็ยินยอม  นางได้พาชายหนุ่มเข้าไปยังเมืองลับแล  ซึ่งทั้งเมืองมีแต่ผู้หญิง นางได้อธิบายว่าคนในเมืองนี้ล้วนมีศีลธรรม ถือวาจาสัตย์ ใครประพฤติผิดก็ต้องออกจากหมู่บ้านไป ผู้ชายส่วนมากมักไม่รักษาวาจาสัตย์จึงต้องออกจากหมู่บ้านกันไปหมด…จากนั้นนางได้พาชายหนุ่มไปพบมารดาของนาง  ระหว่างนั้นชายหนุ่มเกิดความรักใคร่ในตัวนางจึงขออาศัยอยู่ด้วย  มารดาของหญิงสาวก็ยินยอม แต่ให้ชายหนุ่มสัญญาว่าจะต้องอยู่ในศีลธรรม ไม่พูดเท็จ  ต่อมาชายหนุ่มจึงได้แต่งงานและอยู่กินกับนางผู้นี้ จนมีบุตรชายด้วยกัน 1 คน

     จวบจนมาถึงวันหนึ่ง  ขณะที่ภรรยาไม่อยู่บ้าน ชายหนุ่มผู้เป็นพ่อจำต้องเลี้ยงบุตรอยู่ที่บ้าน บุตรน้อยเกิดร้องไห้หาแม่ไม่ยอมหยุด ผู้เป็นพ่อจึงปลอบว่า "นั่น…แม่เจ้ามาแล้วๆ"  ทั้งที่แม่ของเด็กน้อยยังไม่มา  ในเวลานั้นมารดาของภรรยาได้ยินเข้าก็โกรธมากที่บุตรเขยพูดเท็จ  เมื่อบุตรสาวกลับมาก็บอกให้รู้เรื่อง ฝ่ายภรรยาของชายหนุ่มเสียใจมากที่สามีไม่รักษาวาจาสัตย์  นางบอกให้เขาออกจากหมู่บ้านไปเสีย…  

     แต่ด้วยความเป็นห่วง นางก็จัดหาย่ามใส่ของให้สามีพร้อมกำชับว่า “อย่าเปิดออกดูจนกว่าจะถึงบ้านเมืองของตน”  จากนั้นก็พาสามีไปยังชายป่า ชี้ทางให้ แล้วนางก็กลับไปเลี้ยงดูบุตรเพียงลำพัง  ชายหนุ่มโศกเศร้าเสียใจ แต่ก็จำใจต้องเดินทางกลับบ้านเมืองของตนไปตามที่ภรรยาชี้ทางให้   

     ระหว่างทางที่เดินกลับนั้น เขามีความรู้สึกว่าถุงย่ามที่ถือมาหนักขึ้นเรื่อยๆ พรางสงสัยถึงของในย่ามที่ภรรยาให้มา  จึงตัดสินใจเปิดออกดูโดยลืมนึกถึงคำสั่งของภรรยา  เมื่อเปิดออกมาพบเห็นเป็นแง่งขมิ้นธรรมดา  จึงทิ้งเสียกลางทาง  แล้วนำติดตัวกลับไปเพียง 1 แง่ง เท่านั้น

     ครั้นเดินทางกลับไปถึงหมู่บ้านเดิม บรรดาญาติมิตรต่างก็ซักถามว่าหายไปอยู่ที่ไหนมาเป็นเวลานาน  ชายหนุ่มจึงเล่าให้ฟังโดยละเอียดรวมทั้งเรื่องขมิ้นที่ภรรยาใส่ย่ามมาให้  แต่เขาได้ทิ้งไปเกือบหมด เหลืออยู่เพียงแง่งเดียว พร้อมทั้งหยิบขมิ้นที่เหลืออยู่ออกมา ปรากฏว่าขมิ้นนั้นกลับกลายเป็นทองคำทั้งแท่ง ชายหนุ่มรู้สึกแปลกใจและเสียดาย จึงพยายามย้อนกลับไปเพื่อค้นหาขมิ้นที่ทิ้งไว้ 

     ปรากฏว่าขมิ้นเหล่านั้นได้งอกเป็นต้นไปหมดแล้ว และเมื่อขุดดูก็พบแต่แง่งขมิ้นธรรมดาที่มีสีเหลืองทอง แต่ไม่ใช่ทองเหมือนแง่งที่เขาได้ไป เขาพยายามหาทางกลับไปเมืองลับแล แต่ก็หลงทางวกวนไปไม่ถูก  จนในที่สุดก็ต้องละความพยายามกลับไปอยู่หมู่บ้านของตนตามเดิม 

     จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ พอจะอนุมานได้ว่าที่เมืองลับแล  แต่เดิมนั้นเคยเป็นเมืองใหญ่ เป็นชุมชนของพวกละว้าและขอม มีความเจริญรุ่งเรืองมาช้านาน  เพราะได้มีการขุดพบกลองมโหระทึก และพร้าสำริด ได้ในบริเวณดังกล่าว 

     ต่อมาเมื่ออาณาจักรขอมล่มสลายลง ชนกลุ่มแรกที่มาอยู่ในบริเวณเมืองลับแล นั้นอพยพมาจากอาณาจักรเชียงแสน (โยนกนาคพันธุ์)  โดยมาตั้งถิ่นฐานอยู่ทางด้านทิศเหนือของเมือง ซึ่งมีภูมิประเทศเป็นป่าเขาสลับซับซ้อน มีบรรยากาศเยือกเย็นในยามพลบค่ำ  แม้ตะวันจะยังไม่ตกดินบริเวณนี้ก็จะมืดแล้ว เพราะมีดอยม่อนฤๅษีเป็นฉากกั้นแสงอาทิตย์  ป่านี้จึงได้ชื่อว่า "ป่าลับ แลง" (คำว่า “แลง” แปลว่า “เวลาเย็น”) ต่อมาเพี้ยนเป็น "ลับแล" ซึ่งกลายมาเป็นชื่ออำเภอลับแลในสมัยปัจจุบัน 

     ผู้คนที่อพยพมาจากอาณาจักรโยนกเชียงแสน อพยพหลบภัยสงครามเข้ามาตั้งรกรากอยู่บริเวณที่ราบเขาและตั้งชื่อ บ้านว่า "บ้านเชียงแสน"  เมื่อได้ทำมาหากินกันระยะหนึ่งคนกลุ่มนั้นได้ไปอัญเชิญเจ้าชายฟ้าฮ่า มกุมาร จากอาณาจักรโยนกเชียงแสน มาเป็นผู้นำของตนที่ป่าลับแล  โดยให้ชื่อว่าเมืองลับแล  

     ครั้นต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ ในราว พ.ศ. 2444 พระบาทสมเด็จพระจุล จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสเมืองอุตรดิตถ์ และได้เสด็จมาถึงเมืองลับแลในวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2444 ได้โปรดให้ย้ายศาลากลางจังหวัดจากเมืองพิชัยมาตั้งที่บางโพ และยุบเมืองทุ่งยั้งมารวมกับเมืองลับแล และสถาปนาเมืองลับแลขึ้นเป็นอำเภอ   

     ต่อมาในปีเดียวกันนี้  พระพิศาลคีรี ได้ย้ายอาคารที่ทำการไปตั้งที่ม่อนจำศีล (ห่างจากที่ว่า การ อำเภอปัจจุบันไปทางทิศเหนือประมาณ 1 กิโลเมตร) ครั้นถึง พ.ศ. 2457 สมัยพระศรีพนมมาศ (เมื่อ ครั้งเป็นหลวงศรีพนมมาศ) เห็นว่าห่างไกลจากตัวเมืองลำบากแก่ราษฎรไปติดต่อ  ประกอบกับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชประสงค์จะสงวนที่ม่อนจำศีล เป็นที่ประดิษฐานพระเหลือ (พระพุทธรูปที่สร้างจากทองที่เหลือจากการหล่อพระพุทธชินราชที่จังหวัดพิษณุโลก) เพราะทรงเห็นว่าทิวทัศน์ของม่อนจำศีลคล้ายกับเมืองชวา  จึงได้ย้ายอาคารที่ทำการจากม่อนจำศีล มาอยู่ที่ ม่อนสยามินทร์ (ชาว บ้านเรียกม่อนสามินทร์) เพราะเคยเป็นที่ตั้งพลับพลารับเสด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นที่ตั้งที่ว่าการอำเภอในปัจจุบัน

     ปัจจุบันอำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นอำเภอที่มีความน่าสนใจ เหมาะสำหรับการเดินทางไปท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และเกษตรกรรม  วัดวาอารามในอำเภอลับแล อาทิ วัดบรมธาตุทุ่งยั้ง ได้มีการจัดงานประเพรีอัฐมีบูชา หรือ ประเพณีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระพุทธเจ้าจำลอง ขึ้นทุกปี ในช่วงวันแรม 8 ค่ำ เดือน 6 ซึ่งเป็นประเพณีที่ยิ่งใหญ่มีความเก่าแก่ และหาชมได้ยากในปัจจุบัน  ชาวอำเภอลับแล และหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ได้ให้ความสำคัญกับประเพณีอันดีงามนี้ โดยจัดให้เป็นงานประเพณีที่ยิ่งใหญ่ของจังหวัดอุตรดิตถ์สืบต่อกันมาทุกปี

     นอกจากนี้ ด้วยสภาพภูมิประเทศอันเป็นเอกลักษณ์ ที่ไม่มีที่ใดเสมอเหมือน ทำให้ชาวบ้านในอำเภอลับแล สามารถผลิตผลไม้ประเภททุเรียนพันธุ์หลงลับแล และ หลินลับแล ซึ่งเป็นสายพันธุ์ใหม่ ที่ปลูกได้ในพื้นที่อำเภอลับแลเท่านั้น  มีรสชาติอร่อย ราคาแพง แต่สามารถหาซื้อรับประทานได้  โดยทุเรียนพันธุ์หลงลับแล และ หลินลับแล นั้นจะออกในช่วงเดือนมิถุนายน และ กรกฎาคม   

     หากนักท่องเที่ยวมีความสนใจ ทางอำเภอลับแลได้จัดการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ชมสวนทุเรียน และโบราณสถานต่างๆ ในอำเภอลับแล ไว้คอยบริการ นักท่องเที่ยวจะได้ชมวิถีชีวิตของชาวสวนทุเรียน ซึ่งมีการเก็บเกี่ยว การขนส่งทุเรียนจากต้นข้ามภูเขา โดยการใช้รอกลวดสลิง  และการขับขี่รถจักรยานยนต์บรรทุกทุเรียนลงมาจากภูเขาด้วยความชำนาญ  นอกจากทุเรียนแล้ว ก็ยังมีผลไม้อื่นอีก เช่น ลางสาด , ลางกอง (สายพันธุ์ผสมกับ ลางสาด) นับได้ว่า หากมาเที่ยวเมืองลับแล้ว คงต้องใช้เวลา 2 – 3 วัน จึงจะเดินทางท่องเที่ยวชมวิถีชีวิต ซึมซับประสบการณ์ใหม่ของชาวอุตรดิตถ์ ได้อย่างครบถ้วน 

     อำเภอลับแล  ดินแดนที่หลายคนเคยสงสัยถึงความลี้ลับสับสน วันนี้ประตูเมืองลับแลได้เปิดออกแล้ว  เปิดให้ผู้คนจากภายนอก ที่มีศีลธรรมอันดีได้เข้าไปเยือนยล ชมปุถุชนความเป็นอยู่ สู่อดีตบรรพกาล ตำนานเมืองลำแล

นุ  บางบ่อ...เรื่อง / ภาพ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่
ที่ว่าการอำเภอลับแล
โทร. 0 5543 1089
สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวอุตรดิตถ์
โทร. 0 5543 1439
ททท. สำนักงานแพร่
โทร. 0 5452 1118 , 0 5452 1127
www.easternlanna.org

แนะนำที่พัก
โรงแรมสีหราช   อำเภอเมือง  จังหวัดอุตรดิตถ์
โทร. 0 5541 1106 , 0 5541 2172

แนะนำ อาหารพื้นเมือง – กาแฟสด - สินค้าหัตถกรรม
ม่อนลับแล
โทร. 0 5543 1439

หมี่พัน ลับแล
อาหรพื้นบ้าน ของชาวลับแล (สอบถามชาวอำเภอลับแล จะรู้จักกันดี) สามารถซื้อกลับไปรับประทานได้

ร้านลมเย็น (ถนนสายพิษณุโลก – เด่นชัย)
โทร. 0 5541 4611 , 08 1675 6098
www.lomyenfood.com

สถานีตำรวจท่องเที่ยว จังหวัดอุตรดิตถ์
โทร. 0 5524 5357-8

โรงพยาบาลอุตรดิตถ์
โทร. 0 5541 4484-8

ขอขอบคุณ
เจ้าหน้าที่ ททท. สำนักงานแพร่  ทุกท่าน
เอื้อเฟื้อการเดินทางในการไปเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจในอำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์

 

อลังการทะเลหมอก จุดชมวิวผาหัวสิงห์ ภูทับเบิก

อลังการทะเลหมอก จุดชมวิวผาหัวสิงห์ ภูทับเบิก

ไปนอนกางเต๊นท์แบบฟิน ๆ บน "เขาตะเคียนโง๊ะ" หนึ่งในจุดชมวิวที่สวยที่สุดบนเขาค้อ!!

ไปนอนกางเต๊นท์แบบฟิน ๆ บน "เขาตะเคียนโง๊ะ" หนึ่งในจุดชมวิวที่สวยที่สุดบนเขาค้อ!!

แจกหมอก เมืองเพชรบูรณ์ ตอนที่ 2

แจกหมอก เมืองเพชรบูรณ์ ตอนที่ 2

7 สิ่งห้ามพลาดกับสวนผึ้งเมืองกลางหุบเขาสุดโรแมนติก!!

7 สิ่งห้ามพลาดกับสวนผึ้งเมืองกลางหุบเขาสุดโรแมนติก!!

ไปชมหมอกหน้าฝน นับดาวบนฟ้า ทุ่งดอกหงอนนาค @ภูสอยดาว กันไหม?

ไปชมหมอกหน้าฝน นับดาวบนฟ้า ทุ่งดอกหงอนนาค @ภูสอยดาว กันไหม?

พาตัวเองไปอยู่ท่ามกลางอ้อมกอดของธรรมชาติ ณ กิ่วแม่ปาน

พาตัวเองไปอยู่ท่ามกลางอ้อมกอดของธรรมชาติ ณ กิ่วแม่ปาน

รีวิวทริป "มหัศจรรย์เขากระโจม" สวรรค์ของคนรักธรรมชาติใกล้กรุงเทพ !!

รีวิวทริป "มหัศจรรย์เขากระโจม" สวรรค์ของคนรักธรรมชาติใกล้กรุงเทพ !!

สิงหาคมนี้ ไปไหนกันดี … เข้าป่า เล่นน้ำตก ชมวิวธรรมชาติ

สิงหาคมนี้ ไปไหนกันดี … เข้าป่า เล่นน้ำตก ชมวิวธรรมชาติ

พาชมทุ่งดอกกระเจียวกลุ่มสุดท้ายของประเทศไทยในปีนี้ !! @ อุทยานแห่งชาติไทรทอง

พาชมทุ่งดอกกระเจียวกลุ่มสุดท้ายของประเทศไทยในปีนี้ !! @ อุทยานแห่งชาติไทรทอง

ไปลองชิมทุเรียนแก่งกระจาน และนอนชิลท่ามกลางขุนเขาและสายน้ำ ทริปชิล ๆ ต้อนรับวันแม่

ไปลองชิมทุเรียนแก่งกระจาน และนอนชิลท่ามกลางขุนเขาและสายน้ำ ทริปชิล ๆ ต้อนรับวันแม่

พาชม "สวิตเซอร์แลนด์แดนอีสาน" ทุ่งคอสมอสจังหวัดชัยภูมิ !!

พาชม "สวิตเซอร์แลนด์แดนอีสาน" ทุ่งคอสมอสจังหวัดชัยภูมิ !!

รวมโปรโมชั่น ที่เที่ยว ที่พัก งานเที่ยวทั่วไทยไปทั่วโลก ครั้งที่ 21 ลด แลก แจก แถมกระจาย!!

รวมโปรโมชั่น ที่เที่ยว ที่พัก งานเที่ยวทั่วไทยไปทั่วโลก ครั้งที่ 21 ลด แลก แจก แถมกระจาย!!

ล่องแก่งน้ำเข็ก สนุก มันส์ ท้าทายเหล่าผู้กล้าที่รักการผจญภัย!!

ล่องแก่งน้ำเข็ก สนุก มันส์ ท้าทายเหล่าผู้กล้าที่รักการผจญภัย!!

พาชมฝูงแกะที่ซ่อนตัวอยู่บนดอยอินทนนท์ บรรยกาศราวกับอยู่เมืองนอก !!

พาชมฝูงแกะที่ซ่อนตัวอยู่บนดอยอินทนนท์ บรรยกาศราวกับอยู่เมืองนอก !!

บุกป่า ฝ่าดง "เขาใหญ่"

บุกป่า ฝ่าดง "เขาใหญ่"

พาชม "ป้อมผีเสื้อสมุทร" ร่องรอยแห่งประวัติศาสตร์กลางแม่น้ำเจ้าพระยา

พาชม "ป้อมผีเสื้อสมุทร" ร่องรอยแห่งประวัติศาสตร์กลางแม่น้ำเจ้าพระยา

พาเที่ยวเมืองแห่งหมอก จ.เพชรบูรณ์

พาเที่ยวเมืองแห่งหมอก จ.เพชรบูรณ์

วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว สถาปัตยกรรมอันงดงามที่ซ่อนตัวอยู่หลังสายหมอก!!

วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว สถาปัตยกรรมอันงดงามที่ซ่อนตัวอยู่หลังสายหมอก!!

มหัศจรรย์เดินป่าหน้าฝน ณ ภูหินร่องกล้า ความสวยงามของป่าที่ประเมินค่าไม่ได้ !!

มหัศจรรย์เดินป่าหน้าฝน ณ ภูหินร่องกล้า ความสวยงามของป่าที่ประเมินค่าไม่ได้ !!

อยุธยา ประตูข้ามเวลา สู่อดีต

อยุธยา ประตูข้ามเวลา สู่อดีต

ส่งอีเมล์ให้เพื่อน

ส่งให้เพื่อนหลายคนใส่ “,” (ส่งพร้อมกันมากสุด 50 อีเมล์)

ส่งอีเมล์