โมโกจู (ตอนจบ)

โมโกจู (ตอนจบ)

โมโกจู (ตอนจบ)

 

 

 

เช้าวันอาทิตย์ที่ 10 พ.ย. 2545 พวกเรามุ่งหน้าไปยังแค้มป์น้ำตกแม่รีวาที่ต้องเดินเท้าลึกเข้าไปอีกประมาณ 1 ชั่วโมง ทางเดินในวันนี้ค่อนข้างสั้นและไม่มีภูเขาสูงๆให้ต้องปีนป่าย ตลอดเส้นทางเป็นป่าไผ่ที่ร่มรื่น พวกเราพบดงเห็ดโคนมากมาย และแต่ละต้นก็อวบหนาจนอดไม่ได้ที่จะคาดหวังถึงอาหารมื้อเย็นของเราในวันนั้น

 

 

 

 

 

เรามาถึงแค้มป์แม่รีวาตอน 10 โมงกว่าๆ (ระยะทางสั้นและเดินสบายจริงๆ) เราจัดหาที่กางเต็นท์นอนกันอีกแต่ครั้งนี้ไม่ต้องเร่งให้ทันพระอาทิตย์ตกเพราะเวลามีเหลือเฟือ หลังจากทานมื้อกลางวัน พี่โอ๋ก็นำเราออกเดินไปชมน้ำตกแม่รีวาตามแผนที่วางไว้

 

 

ทางไปน้ำตกออกจะยาวกว่าทางที่เราเดินมาจากคลองแม่กระสา และยังมีเนินหินลื่นๆที่เราต้องบากบั่นข้ามกันตลอด โชคยังดีที่เราไม่ต้องแบกสัมภาระเพราะเราตั้งใจมาชมน้ำตก และก็กลับไปนอนที่แค้มป์เหมือนเดิม น้ำตกแม่รีวาเป็นน้ำตกขนาดใหญ่เป็นลำดับสาม ในแม่วงก์แต่มีชื่อเสียงมากพอๆ กันกับน้ำตกแม่กี ซึ่งอยู่นอกเส้นทางขึ้นยอดโมโกจู กระแสน้ำแรงเอ่อทะลักมาจากซอกหินขนาดใหญ่ชั้นบน และผ่านร่องน้ำมาตกยังแอ่งกว้างชั้นล่างสุด

 

 

 

 

 

 

นอกจากนั้นความแรง และปริมาณที่มหาศาลของน้ำยังเซาะแก่งหินด้านล่าง จนเอ่อล้นรวมตัวไหลทอดเป็นทางยาวลงสู่พื้นที่ต่ำตามแรงโน้มถ่วง เกิดเป็นลำน้ำขนาดย่อมที่หล่อเลี้ยงพื้นที่ป่าโดยรอบ เพื่อนๆ ในคณะทนเสียงดังเสนาะของสายน้ำที่ร้องเรียกให้ลงไปแหวกว่ายกันไม่ได้อีกต่อไป ต่างถอดรองเท้าพับขากางเกงกระโจนลงสู่แอ่งน้ำใหญ่เย็นชื่นใจกันอย่างไม่มีใครรีรอ

 

 

 

บางส่วนของชาวเราอยู่บนบก เพื่อเก็บภาพความอลังการของน้ำตกที่ยิ่งใหญ่ไว้อวดคนที่มาไม่ถึง เล็งขึ้นไปบนจุดสูงสุดของน้ำตกตามที่สายตาของเรามองเห็น พบกับเพื่อนๆ มสธ.ที่เดินลัดเลาะเลยขึ้นไปบนแอ่งหินต้นน้ำด้านบนกำลังโบกไม้โบกมือลงมา ขณะที่เรายืนอยู่ด้านล่าง เราเห็นเพื่อนๆ ตัวโต 6 คนบนนั้นเป็นเพียงมนุษย์ตัวเล็กๆ จึงทำให้เราคิดได้ว่า แท้จริงแล้วธรรมชาตินี้เองที่อยู่เหนือเรา ถ้าเทียบกับความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ มนุษย์เราที่แม้สามารถบันดาลอะไรได้สารพัดก็เป็นเพียงองค์ประกอบเล็กๆ ของแวดล้อมบนโลกใบนี้เท่านั้น

 

 

 

 

 

 

 

 

เมื่อเราดื่มด่ำกับสายน้ำของน้ำตกแม่รีวาจนฉ่ำใจแล้ว พี่โอ๋ก็นำเราเดินกลับมาตามเส้นทางเดิมสู่แค้มป์พักแรม ตอนกลางคืนอากาศเริ่มเย็นขึ้นกว่าคืนก่อน และมียุงชุม แต่ในตอนนี้ ยุงไม่ใช่คู่ปรับของคณะเดินทางอีกต่อไป ตัวคุ่นเป็นแมลงอีกชนิดหนึ่งที่เราเตรียมพร้อมมาเจอ ในสภาพป่าทึบเช่นนี้มีตัวคุ่นอยู่มาก พวกมันกัดเจ็บและมักทิ้งรอยแผลเป็นรูเลือดเล็กๆ แสบๆ คันๆ ให้พวกเรารำคาญใจได้ตลอดการเดินทาง บางรายถ้าแพ้มากจะเป็นแผลบวม และทิ้งรอยดำไว้ให้ดูต่างหน้าไปอีกนาน

 

 

 

 

 

 

วันที่สามของการเดินทาง พวกเราตื่นเช้าเป็นพิเศษ เพราะต้องเตรียมอาหารสำหรับมื้อกลางวันระหว่างทาง วันนี้พวกเราทั้ง 15 คน จะเดินยาวจากแค้มป์แม่รีวาจนถึงตีนเขาหรือดอยที่ใกล้ทางขึ้นยอดโมโกจูมากที่สุด สภาพเส้นทางตั้งแต่ออกเดินเป็นทางลาดชัน ร้อยละ 80 ถึง 90 เป็นทางขึ้นเขาสลับกับพื้นที่ราบเพียงน้อยนิด ครึ่งวันเช้าคณะเดินทางจะต้องบากบั่นต่อสู้กับความลาดเอียงประมาณ 60 องศา ของทางเดินแคบๆ ที่ไม่มีกิ่งไม้แผ่ปกคลุม บางส่วนเป็นแนวไหล่เขาที่ต้องอาศัยความระมัดระวังในการเดินอย่างมาก



เป้สัมภาระบนหลังพร้อมกับน้ำดื่มที่ตระเตรียมกันมาพอสมควร (เพราะระหว่างทางไม่มีแหล่งน้ำ) ถ่วงบ่าและเอวทำให้เกิดความยากลำบากเวลาเหยียบแง่งหินแต่ละแง่งเพื่อโหนตัวขึ้นไป  ความร้อนของแดดตอนสายเกือบใกล้เที่ยงทำให้เราผลาญน้ำดื่มกันอย่างไม่ทันระวังตัว ผงเกลือแร่ก็ถูกงัดกันออกมาผสมน้ำดื่มกินกันอย่างหิวกระหาย

 

เพื่อนเราบางคนถึงกับออกอาการหน้ามืดเป็นลมเพราะอากาศร้อน และสภาพการเดินป่าที่โหดร้าย เรากังวลกันเหลือเกินว่าวันนี้จะไปไม่ถึงที่หมาย มีเพื่อนคนหนึ่งในชุดแรกบาดเจ็บที่หัวเข่าจนต้องหยุดพักเพื่อตัดสินใจว่าจะไปต่อดีหรือไม่

 

 

 

และในที่สุดเมื่อมองจากระยะทางที่ยังอีกไกลโข และในวันพรุ่งนี้ที่ยังมียอดโมโกจูที่สูงและชันยิ่งกว่าต้องพิชิต เพื่อนร่วมทางผู้โชคร้ายคนนั้นก็ต้องจำใจล้มเลิกการเดินทางโดยมีเพื่อนอีกคนเดินประคองกลับแค้มป์ที่พักที่จากมา พี่โอ๋เจ้าหน้าที่นำทางผู้เอื้ออารีก็จำต้องนำนักเดินทางกลับที่พัก และปล่อยให้ลุงอภิวัฒน์นำพวกเราขึ้นสู่ยอดดอยเพียงลำพัง

 

เมื่อเราทราบเช่นนั้น ความเหนื่อยล้าจนเกือบท้อใจกลับกลายเป็นแรงฮึดสู้ รู้แต่ว่าเรามีโอกาสดีกว่าเพื่อนคนนั้นเพราะเราไม่บาดเจ็บ เราและเพื่อนๆอีก 8 คนแข็งใจแบกสัมภาระพร้อมอุปกรณ์ถ่ายภาพที่หนักอึ้ง ฉุดกระชากลากกันจากเนินดินหนึ่งสู่อีกเนินหนึ่ง มิตรภาพบนทางชันก่อกำเนิดขึ้นโดยไม่มีใครรู้ตัว ไม่เคยมีซักครั้งที่เราจะหยุดพักเหนื่อยกันเกินนาที เราเร่งทำเวลากันสุดใจเพราะไม่อยากให้ตะวันตกดินก่อนถึงที่หมาย เพราะนั่นหมายถึงความลำบาก และอันตรายที่ต้องมีมากขึ้น

 

ตกบ่ายสองโมงกว่าๆ เราเดินตัดหุบเขามาจนเห็นยอดเขาสุดท้ายอันเป็นที่หมายของเราอยู่ไกลๆ ตามที่เราศึกษารายละเอียดมา ก่อนเวลาบ่ายสามโมงของวันที่สามนี้เราจะต้องมองเห็นยอดโมโกจูแล้ว ไม่เช่นนั้นเราจะไปถึงตีนดอยค่ำเกินไป ในตอนนั้นเราไม่รู้ว่าเพื่อนๆร่วมทางของเรารู้สึกอย่างไรที่เห็นยอดเขาสูงคอยอยู่เบื้องหน้า

 

แต่สำหรับเราช่วงเวลานั้นคือจุดเริ่มต้นแห่งความสำเร็จ จึงพาลทำให้เราจินตนาการเห็นยอดของโมโกจูหรือก้อนหินรูปเรือใบตั้งตระหง่านอยู่บนเขาสูงลูกนั้น แต่เพียงวูบเดียวไม่ทันที่ช่างภาพจะวางขาตั้งกล้อง ยอดดอยสูงก็ถูกบดบังด้วยกลุ่มเมฆหมอกหนาที่ม้วนตลบมาบดบังทิศทาง เราต่างทยอยออกเดินหน้ากันต่อไป

 

 

 

เกือบหกโมงเย็นที่เรามาถึงแค้มป์ที่พักตีนดอย ลุงอภิวัฒน์ก่อกองไฟคอยท่าเราอยู่ก่อนแล้ว แกนำเรามาห่างๆเพราะเส้นทางเดินนั้นมีร่องรอยมนุษย์เหยียบย่ำพงหญ้าและดงหนามค่อนข้างชัดเจน โดยรอบบริเวณก่อนที่จะลงเขามาเจอแค้มป์นี้ก็เป็นป่ารกและมีความชื้นสูง แน่นอนว่าเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงฝูงทากเกลอเก่าจอมสูบเลือดได้ แต่ไม่มีใครในคณะเราที่กังวลใจกับแผลดูดเลือดของทากและคุ่นเลย

 

 

ความอ่อนเพลียและความหนาวเย็นของป่าดิบทำให้เราแค่อยากหาที่ผิงไฟและซุกตัวนอน การหุงหาอาหารเย็นของเราในคืนนั้น เป็นไปด้วยความยากลำบากอย่างยิ่งเพราะกิ่งไม้ใบไม้ที่จะนำมาทำฟืนนั้นเปียกละอองหมอก

โชคยังดีที่เราอดทนแบกแก๊สหุงต้มเล็กๆ ขึ้นไปด้วย แต่พอไม่มีกองไฟใหญ่ คืนนั้นจึงกลายเป็นคืนแห่งการหลับนอนที่แสนจะยาวนาน และทรมานที่สุด พวกเราที่อยู่ในเต็นท์ออกจะเห็นใจเพื่อนๆ ที่นอนเปลสู้กับความหนาวเหน็บกันอยู่ด้านนอก



เช้าตรู่ของวันที่ 12 พ.ย. เพื่อนคนหนึ่งในคณะของเราก็มาปลุก ฟ้ายังคงมืดสนิทเพราะเป็นเวลาแค่ตีสี่กว่าๆ วันนี้เราจะพิชิตยอดโมโกจู ซึ่งเพื่อนๆ 4 คนจาก มสธ. ได้บากบั่นขึ้นไปชมพระอาทิตย์ตกดินมาเมื่อเย็นวาน (เนื่องจากทีมนี้เคยมาแล้วและตั้งใจมาครั้งนี้เพื่อชมพระอาทิตย์ตอนเย็นบนยอดเขา) กว่าเราทั้ง 9 คนจะพร้อมก็ปาเข้าไปตีห้า ลุงอภิวัฒน์เดินนำหน้าเราไปไกลโขแล้ว แต่แกส่องไฟบอกทิศทางเราเป็นระยะ

 

เส้นทางขึ้นดอยนี้ถือเป็นสุดยอดแห่งการเดินทางก็ว่าได้ อากาศช่างหนาวเย็นและหนทางก็มืดมิดจนแทบมองเท้าตัวเองไม่เห็น เราทั้ง 9 คนเดินเกาะกลุ่มกันไปติดๆโดยมีไฟฉายส่องทางเพียง 3 อัน

ด้วยความเป็นห่วงเพื่อนทำให้เราแต่ละคนคอยส่งเสียงบอกคนข้างหลังว่า จะต้องระวังซ้ายระวังขวา พื้นที่ลาดชัน และลื่นไถลทำให้พวกเราต้องใช้มือสองข้างตะกุยดินกันขึ้นไป บ้างก็เหนี่ยวคว้าต้นหญ้าสูงๆที่ขึ้นรอบบริเวณไว้เพื่อใช้เป็นหลักยึด กว่าเราจะมองเห็นหลังคนข้างหน้าได้ก็ตอนหกโมงเช้า ซึ่งเป็นเวลาที่เราขึ้นมาพ้นแนวป่าทึบ

อากาศที่หนาวเย็นขึ้น และน้ำค้างที่ตกลงมามากจนเหมือนจะเป็นฝนบอกให้รู้ว่าเราใกล้จะถึงยอดเต็มที และเมื่อเราโผล่พ้นเนินดินสุดท้ายออกสู่ที่โล่งบนพื้นที่เหนือระดับน้ำทะเลกว่า 1,900 เมตร เราก็สูดอากาศยามเช้าที่ใกล้ยอดโมโกจูเข้าเต็มปอด

 

ณ ที่โล่งแห่งนั้นยังไม่ใช่จุดสูงสุดแห่งเส้นทาง เนินเขาที่เรากำลังยืนอยู่นี้เหมือนเนินน้อง เพราะก้อนหินทรงประหลาดนั้นกลับตั้งเด่นอยู่บนยอดของเนินพี่ที่เชื่อมต่อกันโดยพื้นที่เขาแคบๆ สองข้างเขาคือเหว (เพื่อนบอกว่าลักษณะพื้นที่แบบนี้เรียกว่า "กิ่ว" ) เราต้องเดินผ่านความน่าหวาดเสียวสุดยอดของกิ่วนี้ไปอีกประมาณ 200 เมตรเพื่อขึ้นสู่จุดสูงสุดของผืนป่าตะวันตก

 

 

และแล้ว ประมาณเจ็ดโมงเช้าของวันที่ 12 พ.ย. พวกเราทั้ง 9 ก็ได้ชมความน่าพิศวงของก้อนหินรูปเรือใบ จุดสูงสุดแห่งการผจญภัยในหลายวันที่ผ่านมา บรรดาช่างภาพต่างไม่รอช้าชักภาพเราแต่ละคนกับก้อนหินสง่า เรามีเบื้องหลังเป็นความนุ่มละมุนงดงามของทะเลหมอกและแสงสว่างแรกแห่งวันนั้น ความตื่นเต้นดีใจทำให้เราหายเหนื่อยและลืมความยากลำบากที่ผ่านมาได้อีกหน

 

และเราเชื่อว่า ในนาทีนี้ พวกเราทุกคนต้องแอบรู้สึกภูมิใจที่ครั้งหนึ่งในชีวิตมีโอกาสได้ประจักษ์แก่สายตาตัวเอง ถึงความยิ่งใหญ่อลังการของผืนป่าธรรมชาติแห่งเมืองไทยที่เราได้มองลงไปจากพื้นที่สูงลิบลิ่ว ณ ที่ที่เรายืนอยู่...ณ ยอดโมโกจู…ที่ซึ่งในชีวิตนี้มีน้อยคนนักจะสามารถปีนป่ายขึ้นมาถึง

 

 

ลุงอภิวัฒน์บอกว่าเรามีเวลาอยู่ยลโฉมธรรมชาติเบื้องบนอยู่แค่ชั่วโมงเดียว เพราะเราต้องรีบลงมาเก็บข้าวของเพื่อเดินทางกลับ บนยอดสูงนั้นถ้าทุกคนยังจำได้เราไม่ได้มีคำพูดอะไรมากมาย แต่เราแอบมองหน้าเพื่อนๆ ที่ร่วมเผชิญความยากลำบากมาด้วยกัน และเข้าใจว่าถ้ามีโอกาสแต่ละคนต้องอยากมานั่งมองพระอาทิตย์บนยอดโมโกจูนี้ด้วยกันอีก

 

 

 

เราอดมีคำถามในใจไม่ได้ว่าพระอาทิตย์ยามเย็นบนโมโกจูนี้จะวิเศษเพียงใด วันหนึ่งวันใดในช่วงปลายปีหน้าที่แม่วงก์เปิดรับนักท่องเที่ยวอีกครั้ง เราจะกลับมาค้นหา แต่ปีนี้เราอยากปล่อยให้โอกาสเป็นของเพื่อนๆ ที่รักการเดินทางเที่ยวธรรมชาติคนอื่นๆได้ขึ้นมาร่วมรับรู้ความประทับใจแบบพวกเราทั้ง 9 คนบ้าง

 

 

 

 

ข้อมูลเพิ่มเติม
เขาโมโกจู ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ และอยู่ในพื้นที่ อ.แม่วงก์ จ.นครสวรรค์ และ อ.คลองขลุง จ. ที่ตั้งของที่ทำการอุทยานฯ อยู่ที่ อ.คลองลาน จ.กำแพงเพชร

การเดินทาง
เริ่มจาก จ.กำแพงเพชร ใช้เส้นทาง กำแพงเชร - นครสวรรค์ (ทางหลวงหมายเข 1) ถึง กม.ที่ 338 ให้เลี้ยวขวา ไปทาง อ.คลองลาน (ทางหลวงหมายเข 1117) ขับตรงไปเรื่อยๆ ถึง กม.ที่ 65 ใช้เส้นทางคลองลาน - อุ้มผาง ต่อไปอีกประมาณ 15 กม.

ติดต่ออุทยานแห่งชาติแม่วงก์ : โทร. 0 - 5571 - 9010 - 1

 

 

Alex Face’s Alive: การกลับมาของศิลปินกราฟิตี้และเด็กหญิงสามตาของเขา image

Alex Face’s Alive: การกลับมาของศิลปินกราฟิตี้และเด็กหญิงสามตาของเขา

สถานีเฝ้าชมเมฆ โดย Phormwiharn Bumroongthin

สถานีเฝ้าชมเมฆ โดย Phormwiharn Bumroongthin

สุขเงียบๆ ในจังหวัดพิษณุโลก

สุขเงียบๆ ในจังหวัดพิษณุโลก

เฟรเซอร์ รีสอร์ท พัทยา

เฟรเซอร์ รีสอร์ท พัทยา

ศิลปะแห่งการถ่ายภาพ

ศิลปะแห่งการถ่ายภาพ

สีสันตะวันออก

สีสันตะวันออก

เข้าไปในเมืองลับแล

เข้าไปในเมืองลับแล

เทศกาลกินหมี่ ประเพณีแห่เทียนพรรษา อ.โชคชัย

เทศกาลกินหมี่ ประเพณีแห่เทียนพรรษา อ.โชคชัย

วันวิสาขบูชา

วันวิสาขบูชา

เคนธีระเดช หน่อยบุษกร คู่รักหวานเที่ยวอิตาลี

เคนธีระเดช หน่อยบุษกร คู่รักหวานเที่ยวอิตาลี

5 บูทีคโฮเทล ริมหาดสุดโรแมนติกในวันฝนฉ่ำ สำหรับคู่รัก

5 บูทีคโฮเทล ริมหาดสุดโรแมนติกในวันฝนฉ่ำ สำหรับคู่รัก

ยโส(ธร)... เมื่อเดือน ๓ (ตอนจบ)

ยโส(ธร)... เมื่อเดือน ๓ (ตอนจบ)

ยโส(ธร)... เมื่อเดือน ๓ (ตอนที่สอง)

ยโส(ธร)... เมื่อเดือน ๓ (ตอนที่สอง)

ยโส(ธร)... เมื่อเืดือน ๓

ยโส(ธร)... เมื่อเืดือน ๓

หลากอารมณ์ที่...สกลนคร (ตอนจบ)

หลากอารมณ์ที่...สกลนคร (ตอนจบ)

หลากอารมณ์ที่...สกลนคร (ตอนแรก)

หลากอารมณ์ที่...สกลนคร (ตอนแรก)

สะหวันนะเขต (ตอนจบ)

สะหวันนะเขต (ตอนจบ)

สะหวันนะเขต

สะหวันนะเขต

งานบุญผะเหวดที่ร้อยเอ็ด

งานบุญผะเหวดที่ร้อยเอ็ด

สาวเกาหลีแฟนคลับนิชคุณ แห่เที่ยวภูเก็ต

สาวเกาหลีแฟนคลับนิชคุณ แห่เที่ยวภูเก็ต

ส่งอีเมล์ให้เพื่อน

ส่งให้เพื่อนหลายคนใส่ “,” (ส่งพร้อมกันมากสุด 50 อีเมล์)

ส่งอีเมล์