ชัยภูมิ... ไม่ได้มีแค่ “ดอกกระเจียว” (ตอนที่ 1)

ชัยภูมิ... ไม่ได้มีแค่ “ดอกกระเจียว” (ตอนที่ 1)

ชัยภูมิ... ไม่ได้มีแค่ “ดอกกระเจียว” (ตอนที่ 1)

“ไปชัยภูมิ ต้องไปดูสิ”  ใครๆ มักพูดอย่างนี้เสมอ ดอกกระเจียวจึงเป็นสิ่งแรกที่ผู้คนนึกถึงเมื่อพูดถึงเมืองนี้ แต่ก่อนจะพูดถึงเรื่องดอกกระเจียว(ซึ่งป่านนี้คงโรยไปหมดแล้ว) เราไปเที่ยวกันก่อนดีกว่า  


บ้านกุดโง้ง ... ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ อดีตของปัจจุบัน 
    บ้านกุดโง้ง ชุมชนเล็กๆ ที่ภูมิประเทศมีลักษณะคล้ายเกาะ เพราะถูกลำน้ำปะทาวรายล้อมบริเวณไว้ พื้นที่ราบส่วนใหญ่ใช้ทำนาเพาะปลูก ลักษณะคล้ายชุมชนในสมัยทวารวดี ซึ่งมักจะมีคูน้ำหรือใช้คูน้ำเป็นคันคูล้อมเมือง  มีการพบหลักฐานทางโบราณคดีคือ “ใบเสมาหินทราย” ศิลปะทวารวดีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 12-15 กระจายอยู่ทั่วบริเวณรอบหมู่บ้าน แต่เดิมใบเสมาเหล่านี้จะจมอยู่ในดินทั้งชิ้น หรือโผล่เฉพาะส่วนยอดพ้นดินขึ้นมาให้เห็น บางส่วนได้ขุดขึ้นมาเก็บรักษาไว้ บางส่วนก็ยังจมอยู่ในที่ดินและผืนนาของชาวบ้านในชุมชม


    “เห็นอย่างนี้มาตั้งแต่เด็กแล้ว” 
พี่สาวชาวนาคนหนึ่งบอก ระหว่างที่พวกเรากำลังให้ความสนใจกับใบเสมา ซึ่งอยู่ภายในผืนนาที่เธอกำลังตรวจตราความเรียบร้อยอยู่ “ข้างหลังนี่ก็มีนะ” เธอชี้ให้ดูหินที่โผล่พ้นดินด้านหลังพวกเรา ห่างไม่ถึง 2 ฟุต ซึ่งหากไม่สังเกตุให้ดีก็อาจคิดว่าเป็นเพียงหินทรายก้อนหนึ่ง แต่มันคือส่วนบนสุดของใบเสมาที่จมอยู่ในดินนั่นเอง 

   



    เสมา หรือ สีมา หมายถึง  เขตชุมนุมของสงฆ์หรือเขตที่สงฆ์ตกลงไว้ สำหรับภิกษุทั้งหลายที่อยู่ภายในเขตนั้น จะต้องทำสังฆกรรมร่วมกัน สีมาแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ  “พัทธสีมา”  แปลว่า  “แดนที่ผูก”  ได้แก่   เขตที่สงฆ์กำหนดขึ้นเอง  และ “อพัทธสีมา” แปลว่า “แดนที่ไม่ได้ผูก”  ได้แก่ เขตที่ทางราชการกำหนดไว้ หรือเขตที่เกิดโดยใช้ธรรมชาติเป็นเครื่องกำหนด ไม่ได้ทำหรือผูกขึ้นใหม่ 


    เนื่องจากพระพุทธเจ้าได้ทรงกำหนดให้ภิกษุสงฆ์ต้องทำอุโบสถ ปวารณาและสังฆกรรมร่วมกัน โดยเฉพาะการสวดปาติโมกข์  ซึ่งทรงอนุญาตให้สวดในวันอุโบสถ 14 หรือ 15 ค่ำ โดยให้มีเขตที่มีเครื่องหมายเป็นที่ทราบกัน เขตนี้เรียกว่าสีมา และสีมาตามพระวินัยต้องมีความบริบูรณ์ตามที่กำหนดจึงจะใช้ได้ หากไม่เป็นตามที่กำหนดถือว่าเป็นสีมาบัติ การทำสังฆกรรมต่างๆ ภายในสีมาบัติ ถือเป็นโมฆะ   

    ข้อกำหนดของสีมาที่สมบรูณ์ คือต้องมีขนาดใหญ่พอที่พระสงฆ์ 21 รูป เข้าไปนั่งหัตถบาสได้ (หัตถบาส - ระยะห่างชั่วยื่นมือถึง)  หมายถึงการลงประชุมเพื่อทำสังฆกรรม ภิกษุแต่ละรูปจะต้องนั่งห่างไม่เกิน 1 ชั่วแขน หากเกินกว่านั้นเรียกว่า เสียหัตถบาส  และต้องไม่ใช้เขตที่กว้างเกิน 3 โยชน์  ในการกำหนดเขตสีมาต้องกำหนดด้วยเครื่องหมายที่เรียกว่า นิมิต ที่พระพุทธเจ้าทรงกำหนดไว้ 8 อย่าง  ได้แก่ ภูเขา ศิลา ป่าไม้  ต้นไม้  จอมปลวก ถนน (หนทาง) แม่น้ำ และน้ำ  การใช้นิมิตต่างๆ ดังกล่าว จะต้องมีตั้งแต่ 3 เขต หรือจุดกำหนดขึ้นไปจึงใช้ได้  อีกทั้งสามารถขีดเป็นแนวราบ เป็นวงได้ตลอด ก่อให้เกิดสัณฐานของวงสีมาเป็นรูปต่างๆ เช่น รูปสามเหลี่ยม รูปสี่เหลี่ยม

    ใบเสมามีหลายลักษณะ ทั้งแบบเป็น แท่งหิน 4 เหลี่ยม และ 8 เหลี่ยม , แบบแผ่นหิน รวมถึงแบบแท่งหินหรือแผ่นหินที่มีรูปร่างไม่แน่นอน สำหรับการตกแต่งใบเสมา มักจำหลัก (แกะสลัก) ลายเรื่องราวในพุทธศาสนา ประวัติ ชาดก หรือรูปสถูปเจดีย์ตรงกลางใบเสมา ฯลฯ บริเวณส่วนฐาน บางครั้งก็จำหลักรูปกลีบบัวหรือลวดลายประดับต่างๆ เสมาที่พบที่บ้านกุดโง้ง เป็นหินทรายแดง ทั้งแบบแผ่นหินเรียบและแบบจำหลักลวดลาย ทั้งที่ไม่ใช่ภาพเล่าเรื่อง และลวดลายที่เป็นภาพเล่าเรื่องชาดก, พุทธประวัติ พระชาติต่างๆ ของพระพุทธเจ้า

   
    “จริงๆ แล้วที่จมอยู่ในดินยังมีอีก แต่ที่เห็นตั้งอยู่นี้ผมเจอตอนปรับไถที่ดิน” อาจารย์เสนาะ เที่ยงธรรม เจ้าของที่ดินผืนหนึ่งซึ่งมีใบเสมาตั้งเรียงรายอยู่หลายชิ้น บอกกับพวกเรา  ใบเสมาบ้างชิ้นที่มีการจำหลักลาย สันนิษฐานว่า อาจใช้ปักเพื่อเป็นเครื่องหมายแสดงถึงลานศักดิ์สิทธิ์ รวมถึงเป็นรูปเคารพกราบไหว้ทำนองเดียวกับพระพุทธรูป มากกว่าจะใช้เป็นเครื่องกำหนดเขตสังฆกรรมเช่น ใบเสมาแผ่นที่ 1 ซึ่งสลักภาพพระพุทธเจ้าประทับนั่งขัดสมาธิ ถัดลงมาเป็นแท่นสี่เหลี่ยม ใบเสมาแผ่นนี้พบอยู่ตรงกลางเนินดิน ที่มีใบเสมาแผ่นอื่นๆ ล้อมรอบ แสดงให้เห็นถึงการใช้ใบเสมาเป็นวัตถุรูปเคารพที่มีความศักดิ์สิทธิ์ในตัวเอง

    ใบเสมาหินส่วนใหญ่ ได้นำมาเก็บรักษาอยู่ภายในบริเวณวัดศรีปทุมคงคาวนาราม โดยมีการสร้างอาคารถาวร ข้างโรงเรียนบ้านกุดโง้งที่อยู่ในบริเวณเดียวกัน ทั้งหมดอยู่ในความดูแลของกรมศิลปากร

การเดินทาง
     จากตัวเมืองชัยภูมิไปตามทางหลวงหมายเลข 202 ประมาณ 12 กิโลเมตร มีทางแยกขวาไปอีก 3 กิโลเมตรถึงบ้านกุดตุ้ม แล้วแยกขวาเข้าเส้นทางสาย กุดตุ้ม-บุ่งคล้าไปอีก 4 กิโลเมตร



นมัสการขอพร “พระเจ้าองค์ตื้อ” ที่วัดศิลาอาสน์ (ภูพระ)
     โบราณวัตถุสถาน อันเป็นศิลปะที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนา พบหลักฐานว่า เริ่มมีขึ้นในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ในพุทธศตวรรษที่ 2 ซึ่งทรงเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นอันมาก ทรงอุปถัมภ์บำรุงและสร้างพุทธเจดียสถานไว้หลายแห่ง แต่อินเดียสมัยนั้นมีข้อห้ามไม่ให้ทำรูปคนไว้สำหรับเคารพกราบไหว้ จึงไม่สามารถทำรูปพระพุทธองค์เป็นรูปมนุษย์ได้ เลยใช้วิธีการสร้างเป็นสัญลักษณ์อย่างอื่นขึ้นแทน เช่น ปางประทานปฐมเทศนา ก็ทำเป็นรูปธรรมจักรมีรูปกวางหมอบ อันหมายความว่า ทรงแสดงพระธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ปฐมเทศนา ในป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เป็นต้น 

     ล่วงมาภายหลังพุทธศตวรรษที่ 6 เล็กน้อย จึงมีการสร้างรูปพระพุทธองค์เป็นรูปมนุษย์ขึ้น กาลเวลาที่ล่วงเลยสมัยพุทธกาลมาช้านาน ลักษณะพระพุทธรูปจึงออกมาในลักษณะที่ทำตามความคิดฝัน เพื่อเป็นพุทธานุสสติ ให้ระลึกถึงและน้อมใจปฏิบัติตามคำของสั่งสอนของพระพุทธองค์ มิใช่เพื่อต้องการทำให้เหมือนองค์พระพุทธเจ้า

     “สัทธา” หรือ “ศรัทธา” แปลว่า ความเชื่อ หมายถึงเชื่อด้วยปัญญา เชื่อด้วยเหตุผล
     “ตถาคตโพธิสัทธา” แปลว่า ความเชื่อความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า คือเชื่อว่า พุทธเจ้าได้ตรัสรู้จริง ธรรมที่พระองค์ตรัสรู้มีและดีจริง สามารถนำผู้ปฏิบัติให้เข้าถึงสุข ตั้งแต่สุขธรรมดาในโลกจนถึงสุขอันยอดเยี่ยม เป็นหนทางให้บรรลุถึงมรรคผลนิพพานได้จริง ตถาคตโพธิสัทธา จึงเป็นเหตุให้มั่นใจในพระพุทธเจ้าและธรรมที่พระองค์สอน พร้อมปฏิบัติตามด้วยความมั่นใจ ปราศจากความลังเลสงสัย คนที่ไม่มีตถาคตโพธิสัทธาย่อมไม่เชื่อว่าพระพุทธเจ้ามีจริง เมื่อปฏิเสธพระพุทธเจ้า ก็เป็นอันปฏิเสธทั้งธรรมที่ทรงสอน ทั้งกรรมและผลกรรม 

     เนินเขาเตี้ยๆ ในเขตบ้านนาไก่เซา ต.นาเสียว อ.เมือง จ.ชัยภูมิ เป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของภูแลนคา มีเรื่องราวที่ถูกถ่ายทอดจากคนรุ่นเก่าสืบกันมาเป็นร้อยๆ ปีว่า มีคนมาพบสถานที่แห่งนี้ บริเวณผนังเพิงผาจำหลัก เป็นพระพุทธรูปขนาดต่างๆ รวม 9 องค์ จึงเป็นที่มาของชื่อ “เขาภูพระ” 

     


    พุทธรูปองค์ใหญ่จำหลักในลักษณะนั่งขัดสมาธิเพชร พระหัตถ์ขวาวางอยู่ที่พระเพลา(ตัก) พระหัตถ์ซ้ายวางพาดอยู่ที่พระชงฆ์ (แข้ง) เป็นลักษณะตรงข้ามกับปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 5 ฟุต สูง 7 ฟุต เรียกกันว่า “พระเจ้าองค์ตื้อ” มีพระพุทธรูปขนาดเล็กสูงประมาณ 7 นิ้ว ลักษณะเดียวกันอีก 1 องค์ จำหลักอยู่ที่ผนังหินด้านหน้าทางซ้ายมือของพระเจ้าองค์ตื้อ (ถ้าไม่สังเกตให้ดีก็คงไม่เห็น) ใกล้ๆ กันมีพระพุทธรูปอีก 7 องค์ จำหลักรอบเสาหินทราย ประทับนั่งเรียงแถวปางสมาธิ 5 องค์ และปางเดียวกับพระเจ้าองค์ตื้ออีก 2 องค์ พระพุทธรูปเหล่านี้มีพุทธลักษณะแบบสมัยอู่ทองหรือทวารวดี มีอายุระหว่างพุทธศตวรรษที่ 18 –19  

     หากจินตนาการย้อนกลับไป ในท่ามกลางไพรป่ารกชัฎ ต้นทางในความพยามยามจำหลักพระพุทธรูปเหล่านี้ คงสืบเนื่องมาจากตถาคตโพธิสัทธาและพุทธานุสสติ ของผู้คนในสมัยนั้นเป็นแน่แท้ 

    
 


    กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเขาภูพระเป็นโบราณวัตถุสถาน เมื่อวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ.2478 เป็นต้นมา ภายหลังได้กำหนดขอบเขตที่ดินเป็นเขตโบราณสถานไว้ เพื่อป้องกันมิให้มีการทำลายโบราณสถาน ที่ขึ้นทะเบียนในจังหวัดด้วย ในปี พ.ศ.2483 พระวิบูลนิโรธกิจ อดีตเจ้าคณะจังหวัดชัยภูมิ (พระครูเจริญนิโรธ เจ้าคณะจังหวัดขณะนั้น) ได้ขอตั้งเป็นสำนักสงฆ์ชื่อ “ศิลาอาสน์” พร้อมแผ้วถางบริเวณ ในปีถัดมาได้สร้างกุฏิ เพื่อให้พระภิกษุอยู่จำพรรษามาตลอดจนทุกวันนี้ มีคำบอกเล่ากันมาว่า ณ บริเวณนี้ เคยเป็นที่ปฏิบัติธรรมของพระอริยสงฆ์หลายรูป เช่น พระอาจารย์มั่น พระอาจารย์ฝั้น  หลวงปู่แหวน ฯลฯ เพราะแต่เดิมมีสภาพป่าทึบสงบเงียบ เหมาะแก่การปฏิบัติธรรมยิ่ง



     

     ถึงวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 3 และเทศกาลบุญเดือน 5 วันขึ้น 13-15 ค่ำ ของทุกปี จะมีงานนมัสการพระเจ้าองค์ตื้อ ชาวบ้านทั้งในและนอกพื้นที่จากทั่วสารทิศ ต่างเดินทางมาเพื่อบูชาหรือแก้บน เพราะมักนิยมมาบนบานขอให้หายป่วยหรือขอบุตร โดยเฉพาะบุตรชาย อันเป็นความเชื่อของผู้คนที่นับถือในพระเจ้าองค์ตื้อ โดยจะจัดแต่งเครื่องบูชา ดอกไม้ ธูปเทียน ของหวาน มานมัสการและปิดทองรูปแกะสลักบนผนังหิน จะมีผู้สูงอายุที่เรียกว่าแม่หมอ เป็นผู้นำประกอบพิธีขอพรและรำบวงสรวง ที่เรียกว่า “รำผีฟ้า” มีหมอแคนเป่าให้จังหวะ ด้วยมีความเชื่อว่า การบวงสรวงและรำผีฟ้าถวาย จะทำให้หายเจ็บป่วย อยู่เย็นเป็นสุข บางคนจัดเตรียมเครื่องนอน มาอยู่ที่วัดตลอดจนพิธีแล้วเสร็จ จึงเดินทางกลับบ้านก็มี

 











การเดินทาง 

     จากตัวเมืองชัยภูมิไปตามทางหลวงหมายเลข 201(ชัยภูมิ-ภูเขียว) 13 กิโลเมตร โดยประมาณ แล้วเลี้ยวซ้ายตามเส้นทาง นาเสียว – ห้วยซัน อีกประมาณ 5 กิโลเมตร ก็จะถึงทางเข้าวัด

 

 




มอหินขาว... ประติมากรรมธรรมชาติ ผ่านกาลเวลา
     เสาหินขนาดใหญ่ทั้ง 5 ที่อยู่ตรงหน้าพวกเรา ดูแปลกตาและชวนพิศวง หากแต่วิชาธรณีวิทยา ซึ่งเจ้าหน้าที่กรมทรัพยากรธรณี ได้เข้ามาสำรวจ ก็ทำหน้าที่เฉลยคำตอบ ถึงที่มาที่ไปพอสังเขปว่า

 




   “ประมาณ 175 – 195 ล้านปีที่ผ่านมา พื้นที่บริเวณมอหินขาวมีการสะสมตัวของ ตะกอนทรายแป้งและดินเหนียว จากทางน้ำที่โค้งตวัดไปมา รวมถึงหนองบึงที่อยู่โดยรอบ เมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลง ตะกอนที่สะสมตัวได้เปลี่ยนเป็นทราย บวกกับทางเดินของแม่น้ำมาประสานสายรวมกัน ท่ามกลางสภาวะอากาศแบบแห้งแล้งกึ่งร้อนชื้น ตะกอนใหม่เข้ามาทับถมลงบนตะกอนทรายแป้งและดินเหนียวที่เกิดก่อน จากนั้นจึงเกิดการแข็งตัวกลายเป็นหิน 



    ต่อมาเกิดการเคลื่อนไหวของเปลือกโลก ด้วยแรงบีบด้านข้างทำให้มีการคดโค้ง แตกหัก บวกกับการกัดเซาะจากธรรมชาติทั้งสายน้ำและกระแสลม จึงเกิดการผุพังทั้งในแนวตั้งและแนวนอน เรื่อยๆ มา ทำให้เกิดลักษณะเสาหินและแท่งหินอย่างที่เห็นในปัจจุบัน”

    

     ลักษณะภูมิประเทศที่เรียกว่า “มอ” (ภาษาถิ่นที่ใช้เรียกเนิน หรือเนินเขา ซึ่งไม่สูงมากนัก) สภาพแวดล้อมที่เคยเป็นป่าดงพงหญ้า ชาวบ้านได้เข้ามาแผ้วถางเพื่อทำไร่มันสำปะหลัง แต่ก็มิได้สนใจกับหินรูปร่างแปลกตาที่พบอยู่ทั่วบริเวณนี้นัก จนมาสังเกตว่า หลังฝนตกทุกครั้ง ก้อนหินจะมีแสงสะท้อนเป็นสีขาวมองเห็นแต่ไกล รวมไปถึงในทุกคืนวันพระข้างขึ้น ก็จะมีแสงสะท้อนสีขาวให้มองเห็นเช่นเดียวกัน ชาวบ้านย่านนั้นจึงเรียกกันว่า “มอหินขาว”




    ชื่อมอหินขาว ได้รับการบอกต่อ จนเริ่มมีคนแวะเวียนเข้ามาดูมอหินขาวอยู่เป็นระยะๆ ผู้นำชุมชนจึงได้ทำการสำรวจพื้นที่ แล้วเสนอเรื่องไปยังหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ในปี พ.ศ.2545 กรมทรัพยากรธรณี ได้มาสำรวจ เรื่องราวของมอหินขาวจึงถูกไขความกระจ่าง และมีการพัฒนาเพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยว จนถือเป็นหนึ่งสิ่งมหัศจรรย์ของเมืองไทย และหนึ่งในโครงการ 12 เดือน 7 ดาว 9 ตะวัน ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ :  www.1279thailand.com )

    มอหินขาวอยู่ในเขตบ้านวังคำแคน ต.ท่าหินโงม อ.เมือง ปัจจุบันเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติภูแลนคา พื้นที่ย่านนี้มีกลุ่มหินกระจายอยู่หลายกลุ่ม หินกลุ่มแรกซึ่งถือว่าเป็นเครื่องหมายการค้า และที่มาของชื่อ มอหินขาว คือ “เสาหิน 5 ต้น” ลักษณะเป็นแท่งหินขนาดใหญ่ แต่ละแท่งมีความกว้างประมาณ 4 – 5 เมตร สูงประมาณ 15 – 20 เมตร ตั้งเรียงกัน ชาวบ้านวังคำแคนเล่าว่า เมื่อก่อนบริเวณนี้เป็นสำนักสงฆ์ ในช่วงวันเพ็ญ มักเกิดปรากฎการณ์แปลกๆ คือ จะมีลูกไฟสีขาวขนาดใหญ่ ลอยพุ่งออกจากหินด้านทางทิศเหนือไปทางทิศใต้ให้เห็นอยู่บ่อยๆ เป็นเรื่องที่ต่างเล่าขานต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน แต่ถ้าว่ากันตามหลักวิชาการ สีขาวที่สะท้อนออกมาจากหิน เกิดจากเกล็ดแก้วที่มีอยู่ในเนื้อหินทราย เมื่อต้องแสงจันทร์หรือแสงตะวัน ก็จะทอประกายระยิบระยับออกมาให้เห็น มอหินขาวซึ่งมีขนาดใหญ่ จึงทำให้ปริมาณเกล็ดแก้วมีมาก การสะท้อนแสงจึงมีมากเช่นกัน  

 
   ถัดมาไม่ไกลจากเสาหิน 5 ต้น เป็นที่ตั้งของหน่วยพิทักษ์ฯ มอหินขาว ซึ่งเป็นสถานที่กางเต็นท์ สำหรับผู้ที่ต้องการมานอนนับดาวยามค่ำคืน จากหน่วยพิทักษ์ฯ เราสามารถเดินทางต่อไปยังกลุ่มหินต่างๆ คือ สวนหินล้านปี,, หมู่หินเจดีย์ หินโขลงช้าง, ลานหินต้นไทร แต่ละที่จะมีหินรูปทรงแปลกตา ให้ได้จินตนาการกันไประหว่างเที่ยวชม ว่ามีรูปร่างเหมือนอะไรกันบ้าง ทั้งยังสามารถมองเห็นอ่างเก็บน้ำลำปะทาวอยู่ไกลลิบๆ เป็นทิวทัศน์ที่งดงามไม่แพ้ที่ไหน 

    จุดที่อยู่ปลายทางคือ จุดชมวิวผาหัวนาค  เป็นจุดชมวิวและชมพระอาทิตย์ตกดินที่สวยงาม ห่างจากหน่วยฯ ไปราว  2.5 กิโลเมตร สูงจากน้ำทะเลประมาณ 1,008 เมตร เกิดจากการสังเกตของชาวบ้านด้านล่างที่มองขึ้นมา เห็นเป็นรูปร่างคล้ายหัวพญานาค 5 หัว ที่ด้านล่างยังพบถ้ำที่ชาวบ้านเรียกว่า ถ้ำพญานาค ซึ่งเกิดจากความเชื่อของชาวอีสานด้วย

    มอหินขาวมีลานสำหรับกางเต็นท์ พร้อมห้องน้ำไว้บริการ ส่วนเรื่องอาหารต้องเตรียมไปเอง ติดต่อได้ที่ อุทยานแห่งชาติภูแลนคา โทร. 0 4481 0902 – 3  หรือต้องการนอนโฮมสเตย์ที่บ้านวังคำแคน ติดต่อได้ที่ ผู้ใหญ่เจริญ เจสันเทียะ โทร. 08 7960 1853 (ราคา 300 บาท/คน/คืน พร้อมอาหาร) ทั้งยังมีบริการรถกระบะจากหมู่บ้านขึ้นไปมอหินขาวในช่วงหน้าฝน ซึ่งไม่สะดวกสำหรับรถขับเคลื่อนปกติไม่ใช่แบบขับเคลื่อน 4 ล้อ (ราคาประมาณ 500 บาท) ส่วนฤดูอื่นไม่มีปัญหาทั้งรถตู้รถเก๋ง 

 

   บ้านวังคำแคนมีรถสองแถวประจำทางจากตัวเมืองถึงหมู่บ้าน วันละ 1 เที่ยว รถออกจากตัวเมืองเวลา 13.30 น. หรือจะเหมารถจากตัวเมืองก็ได้ ราคาประมาณ 500 บาท (สิงหาคม 2552- ตัวเลขค่าใช้จ่ายเรื่องพาหนะ อาจเปลี่ยนแปลงตามราคาน้ำมัน) 


การเดินทาง

    จากตัวจังหวัด ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 2051 ถนนสายชัยภูมิ – ตาดโตน ระยะทางประมาณ 18 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายก่อนถึงด่านของอุทยานแห่งชาติตาดโตน ตามถนนตาดโตน – ท่าหินโงม ไปอีก 12 กิโลเมตร แยกซ้ายตามถนนแจ้งเจริญ – โสกเชือก ราว 5.5 กิโลเมตร มีถนนลูกรังช่วงปลายทางประมาณ 1.5 กิโลเมตร ก็จะถึงบ้านวังคำแคน จากนั้นเลี้ยวขวา ซึ่งเป็นทางลูกรังที่ชาวบ้านที่นี่ใช้เป็นเส้นทางสำหรับขนพืชไร่ ไปต่ออีกประมาณ 3.8 กิโลเมตร รวมระยะทาง 40 กิโลเมตรโดยประมาณ
โปรดติดตามตอนต่อไป...

บุญรักษา คุณพระคุ้มครอง เจริญสุขทุกๆ ท่านครับ ...   

โดย ธนิสร หลักชัย


ขอขอบคุณ

งานสื่อมวลชนสัมพันธ์ภายในประเทศ  กองประชาสัมพันธ์ในประเทศ  การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
โทร. 1672 เว็บไซต์ :  www.tourismthailand.org 
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนครราชสีมา
โทร. 0 4421 3666, 0 4421 3030 เว็บไซต์ :  www.tourismthailand.org/nakhonratchasima

 

ผลงานเขียนของคุณธนิสร หลักชัย
ชัยภูมิ... ไม่ได้มีแค่ “ดอกกระเจียว” (ตอนจบ)
น้ำว้า...ท้ายลมหนาว
ประเพณีผีขนน้ำ บ้านนาซ่าว
เจดีย์หินทราย วัดป่ากุง (บรมพุทโธเมืองไทย)
มิตรภาพ... สายน้ำ...และความสามัคคี (ที่ลำน้ำเข็ก)
งานประเพณีบุญผะเหวดร้อยเอ็ด ประจำปี 2552
มิตรภาพเหนือระดับน้ำทะลที่ภูกระดึง
เนปาล..อ้อมกอดแห่งสวรรค์ (ตอนที่ 1)
เนปาล…อ้อมกอดแห่งสวรรค์ (ตอนที่ 2)
เนปาล…อ้อมกอดแห่งสวรรค์ (ตอนจบ)
.
.
.

 

เปิดแล้ววันนี้ "ช่างชุ่ย" ดินแดนแห่งความอาร์ต จิตวิญญาณแห่งศิลปะ!!

เปิดแล้ววันนี้ "ช่างชุ่ย" ดินแดนแห่งความอาร์ต จิตวิญญาณแห่งศิลปะ!!

รีวิวจัดเต็ม! มหัศจรรย์ "สันหลังมังกร"  ไปนอน เกาะยาวน้อย!!

รีวิวจัดเต็ม! มหัศจรรย์ "สันหลังมังกร" ไปนอน เกาะยาวน้อย!!

พาเที่ยวตลาดนัดกลางคืนที่ไม่เหมือนใคร เพราะที่นี่คือตลาดอินดี้!!

พาเที่ยวตลาดนัดกลางคืนที่ไม่เหมือนใคร เพราะที่นี่คือตลาดอินดี้!!

5 ที่เที่ยวธรรมชาติใจกลางเมือง ไปสูดโอโซนให้เต็มปอด และอยู่ในอ้อมกอดของธรรมชาติ!

5 ที่เที่ยวธรรมชาติใจกลางเมือง ไปสูดโอโซนให้เต็มปอด และอยู่ในอ้อมกอดของธรรมชาติ!

5 วัดสวย แปลก แหวกแนว ทั่วประเทศไทย!! ต้อนรับเทศกาลเข้าพรรษา

5 วัดสวย แปลก แหวกแนว ทั่วประเทศไทย!! ต้อนรับเทศกาลเข้าพรรษา

นครเพตราแห่งประเทศไทย ผาช่อเชียงใหม่ ความยิ่งใหญ่ระดับโลก!!

นครเพตราแห่งประเทศไทย ผาช่อเชียงใหม่ ความยิ่งใหญ่ระดับโลก!!

ชวนร่วมกิจกรรม วิ่งเพื่อผู้พิทักษ์ RUN FOR RANGERS

ชวนร่วมกิจกรรม วิ่งเพื่อผู้พิทักษ์ RUN FOR RANGERS

3 ที่เที่ยวใหม่ในกรุงเทพ รีบไปเช็คอินและถ่ายรูปแบบชิล ๆ กัน!!

3 ที่เที่ยวใหม่ในกรุงเทพ รีบไปเช็คอินและถ่ายรูปแบบชิล ๆ กัน!!

เตรียมพร้อมไปชมดาวเสาร์กันในคืนนี้ กับ 3 สถานที่ชมดาวเสาร์แบบ HD !!

เตรียมพร้อมไปชมดาวเสาร์กันในคืนนี้ กับ 3 สถานที่ชมดาวเสาร์แบบ HD !!

คำชะโนด 2 หรือวัดป่าคลอง 11 ความศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่ต้องไปไกล !!

คำชะโนด 2 หรือวัดป่าคลอง 11 ความศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่ต้องไปไกล !!

10 เมืองน่าเที่ยวที่สุดในประเทศไทย!!

10 เมืองน่าเที่ยวที่สุดในประเทศไทย!!

รีวิวเมืองแพร่ มีเวลาวันเดียวไปเที่ยวไหนกันดี

รีวิวเมืองแพร่ มีเวลาวันเดียวไปเที่ยวไหนกันดี

อัพเดตทะเลหมอกหน้าฝนล่าสุด!! แห่ง เขาค้อ เพชรบูรณ์

อัพเดตทะเลหมอกหน้าฝนล่าสุด!! แห่ง เขาค้อ เพชรบูรณ์

ช่วงเวลาแห่งเทศกาลชมผีเสื้อ ปางสีดา มาถึงแล้ว ตระการตาผีเสื้อนับ 400 สายพันธุ์!!

ช่วงเวลาแห่งเทศกาลชมผีเสื้อ ปางสีดา มาถึงแล้ว ตระการตาผีเสื้อนับ 400 สายพันธุ์!!

ตำนานป่าคำชะโนดให้โชค ชาวบ้านแห่ไปขอหวยกันเพียบ!!

ตำนานป่าคำชะโนดให้โชค ชาวบ้านแห่ไปขอหวยกันเพียบ!!

ไปเสพงานอาร์ต และกลิ่นอายแห่งล้านนา พร้อมชิมพิซซ่าโฮมเมด ณ คำมีสตูดิโอ

ไปเสพงานอาร์ต และกลิ่นอายแห่งล้านนา พร้อมชิมพิซซ่าโฮมเมด ณ คำมีสตูดิโอ

50 บาทก็ชิคได้! เพลินกับแก๊งค์ Miffy สุดคิวท์ ไม่ต้องไปไกลถึงญี่ปุ่น

50 บาทก็ชิคได้! เพลินกับแก๊งค์ Miffy สุดคิวท์ ไม่ต้องไปไกลถึงญี่ปุ่น

อิ่มใจกับรอยยิ้มของเด็ก ๆ กับ งานชาคืนต้น ครั้งที่ 2 ณ โรงเรียนพญาไพรไตรมิตร จ.เชียงราย

อิ่มใจกับรอยยิ้มของเด็ก ๆ กับ งานชาคืนต้น ครั้งที่ 2 ณ โรงเรียนพญาไพรไตรมิตร จ.เชียงราย

ฤดูล่องแก่งมาถึงแล้ว !! 5 สถานที่น่าไปล่องแก่งแบบน้ำเต็ม ๆ ในช่วงหน้าฝน

ฤดูล่องแก่งมาถึงแล้ว !! 5 สถานที่น่าไปล่องแก่งแบบน้ำเต็ม ๆ ในช่วงหน้าฝน

One day trip พาไปเที่ยวสัตหีบ ปลุกความ Fresh ให้กับตัวคุณ

One day trip พาไปเที่ยวสัตหีบ ปลุกความ Fresh ให้กับตัวคุณ

ส่งอีเมล์ให้เพื่อน

ส่งให้เพื่อนหลายคนใส่ “,” (ส่งพร้อมกันมากสุด 50 อีเมล์)

ส่งอีเมล์