ท่องแดนกิมจิ

ท่องแดนกิมจิ

ท่องแดนกิมจิ

1 ธันวาคม 2546 เรื่อง/ภาพ โดย......โน้ต

การเดินทางของผมเริ่มต้นแบบไม่ได้ตั้งใจเมื่อตกปากรับคำว่าจะไปเที่ยวเกาหลีกับบอล(น้องที่เรียนภาษาเกาหลีด้วยกัน) และยังได้เพื่อนร่วมทางที่ไม่คาดคิดคือพี่เก๋ (เจ้านายเก่า) ที่มาร่วม ทริปแบบไม่ได้ตั้งตัวอีกด้วย พร้อมที่เริ่มเดินทางกับผมหรือยังครับ อ้อ! ลืมแนะนำตัวเองไป ผมชื่อโน้ตนะ ครั้งนี้เป็นการเดินทางไปยังแดนกิมจิครั้งที่สองของผม ครั้งที่สามของพี่เก๋พี่สาวที่ใจดี แต่ว่าเป็นครั้งแรกของบอล พวกเราไม่ได้ออกเดินทางร่วมกัน ฟังแล้วอาจดูงงนะครับ บอลเดินทางไปก่อนเรา 2 วัน คือวันที่ 15/10/46 โดยที่ผมกับพี่เก๋ ออกเดินทางไปเย็นของวันที่ 17/10/46 เพราะว่าติดภาระกิจต้องทำงาน เราออกเดินทางโดยสายการบินเวียดนามแอร์ไลน์ ตอนเย็น ๆ ใช้เวลาเหินฟ้าชั่วโมงนิด ๆ ก็ถึงจุดหมายคือ โฮจิมินห์ ลืมบอกไปว่าเราต้องมาแวะเปลี่ยนเครื่องที่นี่ ประมาณ 5 ชั่วโมง ไซ่ง่อน(โฮจิมินห์) ยามราตรีก็มีแสงสีสวยงามเหมือนกันอาจไม่เท่ากรุงเทพฯ เราใช้เวลา5ชั่วโมงในสนามบินหมดไปกับการพูดคุย นอนหลับ แล้วก็เดินไปเดินมา แน่นอนว่าสิ่งที่คุณต้องเห็นก็คือสาวๆเวียดนามหุ่นดีนุ่งชุดประจำชาติอยู่ตามเค้าเตอร์บริการต่างๆที่นี่คุณสามารถใช้เงินไทยในการซื้อของได้ แต่ว่า1ยูเอสดอลล่าร์ เท่ากับ50บาทเลยนะ ไม่คุ้มที่สุด

Namisom

เครื่องบินของเรา ทะยานออกจากไซ่ง่อนเกือบเที่ยงคืน และไปถึงสนามบินอินชอนที่เกาหลีใต้ ในยามเช้าตรู่ ออกมาจากด่านตรวจคนเข้าเมืองอย่างง่ายดายเนื่องจากเคยมาแล้ว ก็มาพบเพื่อนเก่าผม ยืนรออยู่นั่นคือ อินโฮกับชันกิ (เกลอเก่าที่รู้จักกันที่หลวงพระบาง) แล้วก็มี Mr.Jeong และจุนโฮ มารอรับเราที่สนามบิน ทักทายกันเป็นพิธี อินโฮกับชันกิก็แยกตัวกลับ เพราะว่ามีสอบในวันจันทร์(เป็นนักศึกษาปี4) ส่วน 4 ชีวิตที่เหลือก็ออกเดินทางกันเลย จุดแรกก็คือบ้านจุนโฮเอากระเป๋าไปเก็บ แล้วก็ตรงดิ่งไปยังนามีซอม (ซอมในภาษาเกาหลีแปลว่า เกาะ ) ตลอดทางผมก็เอาแต่นอนอย่างเดียว เพราะว่าตอนนั่งเครื่องบินมาไม่ได้นอนเลย นามีซอมอยู่ทางตอนเหนือของโซล แต่ที่ต่างจากที่อื่นก็คือ มันเป็นเกาะที่อยู่ในแม่น้ำ ไม่ใช่ทะเล เป็นเกาะที่เหมาะกับทุกเพศทุกวัย เพราะมีกิจกรรมให้ทำมากมาย ทั้งcamping พายเรือ ปั่นจักรยาน เล่นกีฬา หรือว่ามาสวีทกันของหนุ่มสาว ใครที่เป็นแฟนK-POPย่อมรู้จักละครชุด Winter Love Songเป็นอย่างดี และที่นี่ก็คือสถานที่ใช้ถ่ายทำละครเรื่องดัง ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็จะได้ยินเสียงเพลงประกอบภาพยนตร์ โปสเตอร์ คัทเอาท์ ดาษเดื่อนเต็มไปหมด ส่วนกิจกรรมที่พวกผมเลือกทำก็คือการปั่นจักรยานรอบเกาะนะครับ เพราะว่าเรามีเวลาไม่มากนักสำหรับที่นี่ เป็นการเที่ยวที่สนุกมากเพราะมีหลากหลายบรรยากาศ ตั้งมุมของแม่น้ำ ต้นเมเปิ้ลสีแดง ต้นแปะก๊วยสีเหลือง หรือว่าสีเขียวของต้นสน หลังจากนั้นเราก็ขับรถกันต่อไปยังที่พักที่จุนโฮจองเอาไว้เป็นรีสอร์ทที่ลึกลับซับซ้อนมาก แต่ว่าเมื่อไปถึงก็หายเหนื่อยเพราะว่าบรรยากาศเป็นส่วนตัวและติดริมแม่น้ำเลยนะ แต่สิ่งที่ชอบมากก็คือการที่จุนโฮใช้GPRSช่วยในการบอกทางพาเราไปยังสถานที่ต่างๆ ก็อยากรู้เหมือนกันว่าเมื่อไหร่เมืองไทยจะมีซักที
วันที่สองของการเดินทาง ผมกับพี่เก๋ก็ตื่นแต่เช้า ออกมาวิ่งออกกำลังกายและสูดอากาศยามเช้า อากาศดีมากแต่มีข้อแม้ว่าห้ามหยุดยืนอยู่กับที่เพราะว่ามันหนาวมาก หลังจากวิ่งไป ถ่ายรูปไปได้ประมาณ20นาทีก็รีบกลับเข้าบ้านไปอาบน้ำแต่ตัวกลับซองนัมกัน ( Apartment จุนโฮนะครับ เป็นย่านชานเมืองของโซล ประมาณเมืองนนท์หรือปากน้ำบ้านเรา) ระหว่างทางก็แวะส่งตาจอง ไปถึงบ้านจุนโฮก็หลับเอาแรงกัน เพราะว่าตอนเย็นนี้เราต้องไป EVERLAND กัน
เราไปถึงEVERLANDกันราวๆ 5 โมงเย็น EVERLANDมี2ส่วนคือ สวนสนุกกับสวนน้ำ แน่นอนว่าเราสามคนต้องเลือกสวนสนุก เพราะไม่มีใครอยากเล่นน้ำกันในอากาศหนาวแบบนี้ ภายในก็มีของเล่น ของซื้อของขายหลอกเสียเงินเต็มไปหมด เหมือนภูเก็ตแฟนตาซีผสมกับดรีมเวิร์ลประมาณนั้น เราอยู่กันจนถึงกลางคืน เพื่อดูแสงสียามราตรีก่อนกลับ โดยได้เล่นเครื่องเล่น แค่3อย่างเท่านั้นเอง ไม่อยากบอกเลยว่าเล่นอะไรบ้าง ลองทายดูมั๊ยครับ เอาละนะผมจะเฉลย 3 สิ่งนั้นก็คือ ล่องแก่ง ชิงช้าสวรรค์ แล้วก็รถไฟเหาะตีลังกา มาไกลตั้งเกาหลีน่าจะเล่นอะไรที่มันไม่มีที่เมืองไทยน่าจะดีกว่านะ

Everland

PaltalmunประตูนึงของปราสาทเมืองSuwon

วันที่สามของการเดินทางเป็นการฉายคู่ของผมกับพี่เก๋ วันนี้เราไปเที่ยวมรดกโลกกันที่ซูวอน ซูวอนตั้งอยู่ทางใต้ของโซล มีมรดกโลกเป็นกลุ่มของกำแพงที่ตั้งล้อมเมืองเอาไว้ เราเดินทางโดยใช้รถไฟใต้ดิน และคู่มือส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลีนะ (คุณสามารถขอได้ฟรีที่องค์การส่งเสริมท่องเที่ยวเกาหลีที่เมืองไทย หากจะพึ่งLonely Planet คงต้องเหงื่อตก เพราะว่าข้อมูลล้าสมัยมาก ผมเคยเป็นมาแล้วเมื่อมาครั้งก่อน ) จากซองนัมไปซูวอนใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง ( ทั้ง ๆ ที่มันใกล้กันมาก แต่ว่าเรานั่งรถไปมันก็เลยอ้อมโลกไปเลย ) เมื่อออกจากรถไฟใต้ติน จะมีTourist Information อยู่บริเวณนั้น สามารถสอบถามเส้นทางไปได้ ซึ่งต้องนั่งรถเมล์ไปอีกประมาณ 15 นาที แล้วก็ต้องลงเดิน คุณต้องใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมงเพื่อจะเดินให้ครบรอบแนวกำแพง แต่ว่าเราไม่เวลามากพอ เพราะต้องเผื่อนั่งรถกลับและยังมีนัดทานเข้าเย็นกับเพื่อน ๆ ที่บริษัทของจุนโฮอีกด้วย เราก็เลยเลือกที่จะเดินเพียงครึ่งเดียว โดยที่ผมให้สัญญากับตัวเอง ไว้มาคราวหน้า จะเดินให้รอบเลยนะ หลังกลับไปถึงซองนัมเข้าบ้านเสร็จก็ต้องออกมาเลยเพราะว่าเพื่อนๆของจุนโฮไปรอที่ร้านอาหารกันแล้วนะครับ หลังจากทานข้าวกันแล้ว ก็ไปนั่งดื่มเหล้ากันต่อที่ผับ งานนี้เล่นเอามึนไปเลยนะครับ แน่นอนว่าคุณต้องรู้จักวัฒนธรรมการดื่มเหล้าของที่นี่นะครับ คือ เราจะไม่รินเหล้าให้ตัวเองเด็ดขาดและจะต้องต้องรินให้ผู้ใหญ่หรือว่าแขกก่อนนะครับ หลังจากดื่มเสร็จ พี่เก๋กับจุนโฮก็กลับบ้าน ส่วนผมขอตัวไปแช่น้ำร้อนใกล้ ๆบ้านจุนโฮให้หายเมาก่อนกลับบ้านนะครับ
วันที่สี่ของการเดินทางวันนี้เรานอนตื่นสายกันมาก เพราะว่าเพลียจากสามวันที่ผ่านมา วันนี้ผมมีนัดต้องเจอกับบอลที่ดงแดมุนและเจอกับชันกิ ที่มหาลัยของเค้า และต้องไปส่งพี่เก๋ซื้อของ ก็เลยต้องเข้าไปในเมือง แต่ว่าMission Impossible ทุกอย่างไม่ประสบความสำเร็จเลย แต่ว่านัดกับชันกิได้ว่าไปเจอกันที่ Lotte World ใกล้ ๆ บ้านเค้าก็แล้วกัน ดังนั้นผมต้องนั่งรถไฟกลับซองนัม และนั่งกลับไปหาชันกิอีกที กว่าจะได้เจอกับก็เกือบสามทุ่มเข้าไปแล้ว ชันกิ อินโฮและแฟนเค้ามารอผมอยู่แล้ว เราเอากระเป๋าผมไปเก็บที่บ้านชันกิ และออกไปเที่ยวราตรีตามประสาวัยรุ่นแดนกิมจิกัน เราก็ตระเวณไปเดินตามย่านมหาลัยต่างๆหาขนมกินกัน ไปเล่นCard Gameที่Game Café( เหมือน Internet Café แต่ว่าเป็นร้านสำหรับเล่นเกมส์กล่องต่างๆ งงมั๊ยเนี่ย) ไปกินบะหมี่ย่านเมืองเก่า ประมาณเยาวราชหรือพระอาทิตย์ แล้วก็ไปเล่น Starcarf กันจนถึงเช้าเลยนะครับ แต่ว่าก่อนนอนก็ต้องโทรไปหาบอล บอกเลื่อนนัดจาก7โมง เป็นตอนเที่ยง วันที่ห้าของผม วันนี้พี่เก๋บินกลับเมืองไทยไปแล้ว และเป็นวันแรกที่ผมจะได้เจอบอลที่เกาหลี เรานัดเจอกันที่Express Bus Terminal ผมเจอบอลตามที่นัดหมาย และเราก็ออกเดินทางไปเคียงจูกัน เคียงจูเป็นเมืองทางตอนใต้ของโซล ใช้เวลาเดินทางประมาณ 5 ชั่วโมงโดยรถและห่างจากปูซานแค่ 1 ชั่วโมง ประมาณค่ำๆเราก็มาถึงเคียงจู สิ่งแรกที่เราทำก็คือ เดินหาโรงแรมเพื่อเป็นที่พัก ได้โรงแรมแล้วก็ออกไปเดินดูแสงสีของเมืองยามค่ำคืน คืนนี้เราไปเที่ยวหลุมฝังศพ หอดูดาว แล้วก็ศาลาริมน้ำหรือศาลาริมสวนอะไรซักอย่างแล้วก็กลับ เพราะว่าHi-Lightของเคียงจูอยู่ที่พรุ่งนี้ นั่นคือ พุลกุกซา และซอกคูรัม

Pulkuksa Gyeongju

วันที่6 ของการเดินทางเราออกเดินทางแต่เช้าตรู่เพื่อที่จะเที่ยวให้ได้มากที่สุด คุณสามารถหาข้อมูลการเที่ยวต่างๆได้ที่Tourist Informationซึ่งอยู่ตรงBus Terminal นับเป็นความโชคดีมากที่เจ้าหน้าที่พูดภาษาอังกฤษได้ ถ้าคุณออกเดินทางนอกโซลแล้ว คิดว่าจะหาคนคุยภาษาอังกฤษกับคุณได้แล้วละก็ เป็นความคิดที่ผิดอย่างมาก ถึงแม้ว่าเราสองคนจะรู้ภาษาเกาหลีงูๆปลาๆมาบ้าง แต่ก็ช่วยอะไรได้ไม่มากนัก เพราะว่าสำเนียงพูดของคนทางใต้ต่างจากโซลมาก จุดแรกที่เราไปก็คือวัดพุลกุกซา เป็นวัดที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงที่สุดของเกาหลี ที่นี่ผมได้เครื่องลางเป็นของระลึกให้ตัวเองหลายชิ้น แต่ว่าพอคิดมาเป็นเงินไทยแล้วขนลุกจริงๆเพราะว่าราคารวมกันเป็นพันบาท (ก็คิดดูนะครับบะหมี่ชามนึงประมาณ5000วอน โดย100บาทแลกได้2700-2800วอนนะ ) จากนั้นเราเดินไปซอกคูรัม เดินไปนะครับ เพราะว่าในหนังสือบอกว่า20นาทีก็ถึง แต่ว่าเดินไปตั้งนานก็ไม่ถึงซักที สุดท้ายก็เจอคนใจดียอมให้เราติดรถไปด้วย โดยไปลงตรงทางแยกและเดินต่อไปนิดหน่อยโดยเค้าจะไปอูซัล นับเป็นความประทับใจจริงๆของเราทั้งสองคนนะครับ ซอกคูรัม เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปและสลักหินที่สวยงามมาก และแน่นอนว่า เคียงจู ก็ต้องเป็นมรดกโลกอีกแห่งหนึ่งของเกาหลี ที่ถ้าคุณมาก็ไม่ควรจะพลาดด้วยประการทั้งปวง
ขากลับ เรามาแวะชมบรรยากาศด้านนอกของงาน Gyeongju World Culture Expo นะครับ โดยวันนี้เป็นวันสุดท้ายของการจัดงานแน่นอนว่า ยิ่งใหญ่ตระมาก แต่เราไม่ได้เข้าไปเพราะว่าค่าบัตรผ่านประตูแพงมาก แล้วเราต้องไปปูซานกันต่ออีกด้วย พระอาทิตย์ยังไม่ตกดินเลยนะ ตอนเราเดินทางมาถึงปูซาน เราก็หาโรงแรมเพื่อเก็บของ แน่นอนเราเลือกย่านที่ใกล้กับแสงสีเพื่อจะได้เดินเที่ยวได้ หลังจากเก็บของแล้ว เราก็ออกท่องเที่ยวกัน โดยผมกับบอลก็แยกกันเที่ยวและนัดจะมาเจอกันที่สถานีรถไฟตอน 4 ทุ่มเพื่อกลับเข้าโรงแรม ผมเลือกนั่งรถไฟขึ้นไปทางตอนเหนือ เพื่อไปแช่น้ำร้อน ที่ใหญ่ที่สุดในเกาหลีและเคยใหญ่ที่สุดในเอเชีย ( อันนี้แหละที่ Lonely Planet ช่วยได้ ) ตอนสี่ทุ่มเราก็กลับมาเจอกัน เดินเที่ยวดูชีวิตยามราตรีและก็หาอะไรกินกัน ก่อนกลับเข้าไปนอน
วันนี้ก็ครบ1อาทิตย์สำหรับผมที่ใช้ชีวิตอยู่เกาหลีพอดี วันนี้เรามีจุดมุ่งหมายหลายแห่งก่อนกลับโซล เราเริ่มต้นจากการนั่งรถไปทางตะวันออกเพื่อไปชม Haeundae (แฮอุนเด) ชายหาดที่มีชื่อเสียงของเกาหลี ที่ละครหรือภาพยนตร์หลายๆเรื่องชอบมาถ่ายทำที่นี่นะครับ เราก็เดินเล่นแป๊ปเดียว จากนั้นก็เข้าไปดู Underwater World ซึ่งตั้งอยู่ริมหาดเลยนะครับ จากนั้นก็ต้องนั่งรถไฟใต้ดินไปยังตลาดปลา ซึ่งเป็นตลาดปลาที่ใหญ่ที่สุดของเกาหลี และทุกปีจะมีเทศกาลเฉลิมฉลองกันอย่างยิ่งใหญ่ เป็นเทศกาลประจำปีของชาวเกาหลี แต่น่าเสียดายที่เราพลาดงานนี้ นี่ยังไม่นับปูซานฟิล์มเฟสติวัล ที่เพิ่งจบไปด้วยนะครับ

Haeundae

ที่ตลาดปลา เราก็กินข้าวกลางวันที่นี่ นับเป็นอาหารที่ต้องจำไปอีกนานเพราะว่าเมนูที่เราทานนี่เป็นอาหารขึ้นชื่อของที่นี่เลย แต่ว่าไม่ถูกปากผมเป็นอยากมาก แต่ถ้าใครชอบปลาดิบ นี่ก็คือสวรรค์ของคนรักซูชิเลยทีเดียว เพราะว่าอาหารมันสดมากๆ ส่วนของฝากที่ได้ติดมือจากที่นี่ของผมก็คือ คิมหรือสาหร่ายนั่นเอง ชันกิบอกผมว่าคิมที่มาจากปูซานเป็นคิมที่ดีที่สุดของเกาหลีเลยทีเดียว จากตลาดปลา จุดมุ่งหมายสุดท้ายของเราก็คือประภาคารที่ตั้งอยู่ใต้สุด ที่มีชื่อเรียกว่า แทจองเด (Taejongdae) ที่นี่เป็นที่สำคัญแห่งหนึ่ง เพราะว่าถ้าวันไหนอากาศดี คุณจะมองเป็นญี่ปุ่นได้จากที่นี่นะ แต่ว่าเราโชคไม่ดี ก็เลยไม่เห็น แต่ว่าไม่เป็นไรแค่ได้มาก็สนุกแล้ว อ้อ! ถ้าคุณอยากเดินเที่ยวให้รอบก็ต้องมีเวลาประมาณ2ชั่วโมง แต่ว่าผมก็มีข้ออ้างเดิมๆคือไม่มีเวลา ดังนั้นเราก็เลยใช้ทางลัดก็คือนั่งTaxiไปถึงประภาคาร ระยะทางก็ประมาณครึ่งหนึ่ง ส่วนขากลับก็เดินลงมาเพราะว่าเป็นทางลงเขาก็ใช้เวลาไม่มากนัก ก่อนกลับผมก็ขอบอลไปแช่น้ำร้อนประมาณ40นาทีโดยที่ปล่อยให้น้องเค้านั่งรอข้างนอก ผมมันเป็นคนบ้าแช่น้ำนะ (ต้องขอโทษบอลด้วยที่ให้รอตั้งนานนะ) ขากลับเราเรื่องนั่งเครื่องบินกลับเพราะว่าเราต้องการประหยัดเวลาเนื่องจากบอลจะรีบไปดูหนังในเทศกาลหนังที่โซล ส่วนผมมีนัดทานข้าวกับเพื่อน ๆ ก่อนกลับเมืองไทยในวันพรุ่งนี้ แต่เราก็ต้องไปนั่งรอStandbyที่สนามบิน เพราะว่าไม่ได้จองตั๋วไว้ก่อน และยังเป็นเย็นวันศุกร์อีกด้วยนะครับ แต่ว่าที่สนามบินปูซานเราได้เจอคนไทยที่นั่นด้วยนะ พี่เค้าเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยน และเค้ามาทำงานเป็นอาสาสมัครในการหาทุนเพื่อช่วยเหลือเด็กๆในเนปาล เราสองคนไม่ได้ช่วยบริจาคหรอกนะ แต่ว่าก็ได้แลกเบอร์โทรและE-mailกันเผื่อว่าจะมีโอกาสได้เจอกันคราวหน้า เรากลับมาถึงโซลเกือบ2ทุ่ม บอลก็แยกไปเลย ส่วนผมตาจองมารอรับที่สนามบิน แล้วก็นั่งAirport Busไป หาเพื่อนเก่าอีก2คนคือ Mr.Choi & Mr.Lee ที่อันยาง ( เพื่อนเก่าสมัยที่ผมทำงานอยู่บริษัทเดิม เค้าเป็นลูกค้า) หลังจากไม่ได้เจอกันมาประมาณ4ปีเห็นจะได้ เราก็ทานข้าวแล้วก็คุยกันเรื่องทั่วไป สิ่งหนี่งที่ได้จากการคุยครั้งนี้ก็คือ ถ้าคุณคิดจะขับรถเที่ยวที่เกาหลี ต้องระวังอย่าเมานะครับ เพราะว่าเพื่อนผมเพิ่งโดนลงโทษไป ปรับ1ล้านวอนและห้ามขับรถอีก100วันนะครับ กฎหมายบ้านเราน่าจะเอามาเป็นตัวอย่างบ้างนะครับ หลังจากทานข้าวเสร็จ ตาช้อย( Mr.Choi) ก็ขับรถพาผมไปส่งที่บ้านชันกิซึ่งอยู่ที่ Olympic Park จากนั้น ชันกิ อินโฮ และเพื่อนของอินโฮกับแฟนของเขา ก็พาผมออกไปท่องราตรีกันอีก โดยเริ่มต้นที่ไปทานBBQ เป็นหมูสามชั้น ( อาหารยอดฮิตของหมู่วัยรุ่นในขณะนี้ ) แล้วก็ไปเล่นCard Game แล้วก็ขับรถเล่นรอบเมืองกัน จนถึงตีห้าก็กลับบ้านเข้านอน ผมตื่นมาอีกทีตอน7โมงอาบน้ำแต่งตัว ไปขึ้น Airport Bus ไปสนามบินเพื่อกลับบ้าน ไปถึงสนามบินไปเจอบอลแล้วก็จัดการเรื่องตั๋วเครื่องบิน ผมต้องการเลื่อนเที่ยวบินขากลับ จากไซ่ง่อนไปกรุงเทพฯอีก3วันเพราะว่าผมต้องการเที่ยวไซ่ง่อนต่อ แต่ว่าไม่สำเร็จ ผมก็เลยต้องบินตรงกลับเมืองไทยเลย โดยบอกกับตัวเองว่าต้องกลับมาเที่ยวให้ได้คราวหน้า เราออกจากอินชอนราวๆ10โมง มาแวะไซ่ง่อนประมาณ1ชั่วโมงแล้วก็จับเครื่องกลับมาถึงเมืองไทยราวๆ4โมงกว่า เป็นอันว่าจบการเดินทางคราวนี้ แล้วเจอกันใหม่ครั้งหน้านะ อันยองฮาคาเซโย Bye Bye
5 ที่เที่ยวหน้าฝน คนผจญภัยไม่ควรพลาด

5 ที่เที่ยวหน้าฝน คนผจญภัยไม่ควรพลาด

5 จุดชมพระอาทิตย์ตกสวยที่สุดในเมืองไทย!! ภาพแห่งความอัศจรรย์ยามอาทิตย์ลับขอบฟ้า

5 จุดชมพระอาทิตย์ตกสวยที่สุดในเมืองไทย!! ภาพแห่งความอัศจรรย์ยามอาทิตย์ลับขอบฟ้า

เดินเล่นลงสู่กลางทะเลสีฟ้าใส พร้อมกับอาหารทะเลสด ๆ ราคาถูก ณ ท่าเรือราไวย์

เดินเล่นลงสู่กลางทะเลสีฟ้าใส พร้อมกับอาหารทะเลสด ๆ ราคาถูก ณ ท่าเรือราไวย์

ตลาดน้ำกวางโจว ตลาดน้ำกลางน้ำตกที่เดียวในโลก!!

ตลาดน้ำกวางโจว ตลาดน้ำกลางน้ำตกที่เดียวในโลก!!

“อ่างทอง จังหวะกลอง จังหวะโลก” มหกรรมกลองนานาชาติ และพิธีไหว้ครูกลอง ครั้งที่ 7

“อ่างทอง จังหวะกลอง จังหวะโลก” มหกรรมกลองนานาชาติ และพิธีไหว้ครูกลอง ครั้งที่ 7

เกาะแสมสารเปิดให้จองตั๋วออนไลน์แล้ว พร้อมขั้นตอนการจองอย่างละเอียด!!

เกาะแสมสารเปิดให้จองตั๋วออนไลน์แล้ว พร้อมขั้นตอนการจองอย่างละเอียด!!

เชื่อหรือไม่? ที่แห่งนี้อยู่ในประเทศไทย!! สันป่าเกี๊ยะ ดอยแม่ตะมาน

เชื่อหรือไม่? ที่แห่งนี้อยู่ในประเทศไทย!! สันป่าเกี๊ยะ ดอยแม่ตะมาน

6 ขุมทรัพย์เด็ด "ร้านอาหาร..ข้างทาง" อิ่มได้..ไม่ต้องแพง

6 ขุมทรัพย์เด็ด "ร้านอาหาร..ข้างทาง" อิ่มได้..ไม่ต้องแพง

10 ตลาดโบราณอายุ 100 ปีขึ้นที่ยังคงความคลาสสิคมาจนถึงปัจจุบัน เที่ยวง่ายใกล้กรุงเทพ!!

10 ตลาดโบราณอายุ 100 ปีขึ้นที่ยังคงความคลาสสิคมาจนถึงปัจจุบัน เที่ยวง่ายใกล้กรุงเทพ!!

Unseen น้ำตกถ้ำพระสุดอลังการ ความงดงามที่ซ่อนอยู่ในป่าใหญ่!!

Unseen น้ำตกถ้ำพระสุดอลังการ ความงดงามที่ซ่อนอยู่ในป่าใหญ่!!

5 จุดชมทะเลหมอกใกล้กรุงเทพ ไม่ต้องไปไกลถึงภาคเหนือ!!

5 จุดชมทะเลหมอกใกล้กรุงเทพ ไม่ต้องไปไกลถึงภาคเหนือ!!

เที่ยวชิลล์ๆ กับเส้นทางเดินรถไฟเที่ยวใกล้กรุง วันเดียวก็เที่ยวได้

เที่ยวชิลล์ๆ กับเส้นทางเดินรถไฟเที่ยวใกล้กรุง วันเดียวก็เที่ยวได้

สะพานแขวนเขื่อนแม่กวง แลนด์มาร์คแห่งใหม่กำลังมาแรงของเชียงใหม่!!

สะพานแขวนเขื่อนแม่กวง แลนด์มาร์คแห่งใหม่กำลังมาแรงของเชียงใหม่!!

7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ที่เมืองไทยก็มี!!

7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ที่เมืองไทยก็มี!!

15 จุดเช็คอินหัวหิน ไปฟินกันได้ทั้งปี!!

15 จุดเช็คอินหัวหิน ไปฟินกันได้ทั้งปี!!

7 สวนน้ำกลางป่า ที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ขึ้นมา มันก็จะใส ๆ หน่อย!!

7 สวนน้ำกลางป่า ที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ขึ้นมา มันก็จะใส ๆ หน่อย!!

เมืองตาก...กับชีวิตที่ช้าลง

เมืองตาก...กับชีวิตที่ช้าลง

ม่อนแจ่มหน้าฝน สวยงามอย่างไร ไปดูกัน !!

ม่อนแจ่มหน้าฝน สวยงามอย่างไร ไปดูกัน !!

ค้นพบที่เที่ยวใหม่ หินหนุ่ม หินสาว แห่งเกาะเต่า น้อยคนนักจะเคยเห็น เป็นยังไงไปดูกัน!!

ค้นพบที่เที่ยวใหม่ หินหนุ่ม หินสาว แห่งเกาะเต่า น้อยคนนักจะเคยเห็น เป็นยังไงไปดูกัน!!

รีวิวเส้นทางไหว้พระ 9 วัดในกรุงเทพ ด้วยรถเมล์ฟรี ต้อนรับเทศกาลเข้าพรรษา!!

รีวิวเส้นทางไหว้พระ 9 วัดในกรุงเทพ ด้วยรถเมล์ฟรี ต้อนรับเทศกาลเข้าพรรษา!!

ส่งอีเมล์ให้เพื่อน

ส่งให้เพื่อนหลายคนใส่ “,” (ส่งพร้อมกันมากสุด 50 อีเมล์)

ส่งอีเมล์