สุสานหมิง แห่ง หนานจิง

สุสานหมิง แห่ง หนานจิง

สุสานหมิง แห่ง หนานจิง

สุสานหมิง แห่ง หนานจิง

โดย วริษฐ์ ลิ้มทองกุล 2 กันยายน 2547 00:51 น.

รูปแกะสลักสวยๆ บนยอดเขาจื่อจิน สำหรับผมแล้ว สิ่งที่ทำให้รู้สึกดีที่สุดเมื่อมาเยือนหนานจิงก็ คือ "คน" คนหนานจิง ดูจะมีมิตรไมตรีกับแขกต่างบ้านต่างเมือง มากกว่า เมืองใหญ่ หรือ เมืองท่องเที่ยวหลายๆ แห่งของจีนที่ผมเคยพบประสบมา อย่างเช่น 'คุณป้า' ที่หยิบชา กับ พัด ออกมาเดินเล่นที่สุสานหมิง

"ช่วงนี้กำลังร้อนได้ที่เลย (ราวปลายเดือนกรกฎาคม) อยู่ในห้องแอร์ก็อึดอัด ออกมาอาศัยธรรมชาติคลายร้อนดีกว่า ... " คุณป้าบอกผมพร้อมกับโบกพัดไปมา ก่อนที่จะแนะนำแนะนำอาหารอร่อย พร้อมกับย่านที่น่าไปเดินเที่ยวในเวลากลางคืนให้กับ 'ผู้มาเยือน' อย่างผมได้ทราบ

ในส่วนของตัวเมือง นอกจากสถานีรถไฟที่กำลังอยู่ในระหว่างการสร้างใหม่แล้ว ผมคิดว่า 'หนานจิง' เป็นเมืองที่พลุกพล่านแต่ไม่วุ่นวาย แตกต่างกับเมืองใหญ่อย่างเช่น 'ปักกิ่ง' หรือ 'เซี่ยงไฮ้' ที่กลายสภาพเป็น มหานครใหญ่ของโลกไปแล้ว

เลียบกำแพงเมืองเก่า สำหรับผู้มาเยือน จุดดีที่สุดที่จะมองหนานจิงทั้งเมืองได้ในมุมกว้างก็คือ จาก ยอดเขาจื่อจิน (???) - - - จื่อจินซาน เป็นเขาไม่สูงนักที่อยู่ในเขตภูเขาจงซาน โดยยอดของจื่อจินซานนั้นมีความสูงเพียง 440 กว่าเมตร อย่างไรก็ตามหากต้องการเดินจากตีนเข้าขึ้นไปยังยอดเขานั้นก็ต้องใช้เวลาถึงราว 2 ชั่วโมง

สำหรับ ภูเขาจงซาน ที่ตั้งอยู่ทางพื้นที่ด้านตะวันออกของตัวเมืองหนานจิง ได้รับยกย่องจากผู้มีชื่อเสียงของจีนมาตั้งแต่สมัยโบราณ อย่างเช่น จูเก๋อเลี่ยง (จูกัดเหลียง:???) หรือที่รู้จักกันดีในชื่อของ ขงเบ้ง กุนซืออัจฉริยะในสมัยสามก๊ก ที่เคยกล่าวเอาไว้ว่า

"เขาจงซานนั้นเป็นทิวโค้งคล้ายกับมังกร ส่วนเมืองหิน (อีกหนึ่งฉายาของเมืองหนานจิง) นั้นก็คล้ายกับพยัคฆ์ที่นอนหมอบอยู่ด้านล่าง หนานจิง ช่างเป็นเมืองในอุดมคติของ กษัตริย์จริงๆ"

ยังนับว่าเป็นโชคดีที่กำแพงเมืองหนานจิง ยังคงหลงเหลือให้ชนรุ่นหลังได้เห็นอยู่ (เช่นเดียวกับเมืองซีอาน) เพราะ กำแพงเมืองที่สร้างตั้งแต่สมัยราชวงศ์หมิงนั้นช่วยขับบรรยากาศของหนานจิงในการเป็นเมืองหลวงเก่าขึ้นได้มาก ผิดกับ เมืองปักกิ่ง ที่แนวกำแพงส่วนใหญ่ถูกทุบทิ้งไปหมด เนื่องจากตอนแรกชาวเมืองปักกิ่งเห็นว่ากำแพงเมืองเป็นเครื่องกีดกั้นการคมนาคม แต่ทุกวันนี้ชาวปักกิ่งจำนวนไม่น้อยกลับรู้สึกเสียดายกับการตัดสินใจดังกล่าว เนื่องจากหากกำแพงเมืองปักกิ่งยังไม่ถูกทุบทิ้งไป พื้นที่ในตัวเมืองชั้นในทั้งหมดก็คงถูกขึ้นทะเบียนเป็น "มรดกโลก" ไปแล้ว

ไม่เพียงแต่ยอดเขาที่ทำให้มองเห็นเมืองหนานจิงได้ทั้งเมือง และมองเห็นไกลไปถึงแม่น้ำฉางเจียง (แยงซีเกียง) ไฮไลต์ในการมาเยือน เขตภูเขาจงซาน หรือที่เรียกกันว่า เขตทัศนียภาพจงซาน (?????) จริงๆ แล้วกลับอยู่ลึกเข้าไปในเขตภูเขาแห่งนี้

ภาพวาดการตรวจตราการก่อสร้าง 'สุสานหมิง' ที่สร้างไว้ล่วงหน้าสำหรับตัวเองของจูหยวนจาง "มีจุดเริ่มก็ต้องมีจุดจบ .... ไม่ว่าจะยิ่งใหญ่เทียมฟ้าเพียงใด สุดท้ายแล้วไม่พ้นต้องกลับคืนสู่ผืนดินด้วยกันทั้งสิ้น"

สัจธรรมของมนุษย์ ดังกล่าว แม้แต่โอรสสวรรค์ อย่างจูหยวนจาง ก็ทราบดีแก่ใจ ดังนั้นในปีที่ 14 ของการครองราชย์ (ค.ศ.1381) พระองค์จึงรับสั่งให้มีการสร้างสุสานขึ้น ตามตำแหน่งที่พระองค์เสาะหาและสืบค้นดูแล้วว่าเหมาะกับการสร้างสุสานของพระองค์ขึ้น

ตำแหน่งเหมาะสมที่ว่านั้นคือ แนวเขาทางด้านใต้ของเขตภูเขาจงซาน ซึ่งหากมองในมุมมองทาง 'ฮวงจุ้ย ' แล้วก็เหมาะสำหรับการสร้างสุสานเป็นอย่างยิ่ง อย่างที่ ขงเบ้งเคยกล่าวเอาไว้ว่า ทิวเขาจงซานนั้นคล้ายกับมังกร การที่ด้านหลังของสุสานนั้นมีมังกรคอยเฝ้าอยู่ย่อมเป็นเรื่องที่ดียิ่ง

สุสานแห่งนี้ ใช้เวลาในการสร้างเพียง 2 ปี (เสร็จสิ้นในปี ค.ศ.1383) และได้ใช้งานจริงเมื่อองค์ปฐมจักรพรรดิแห่งราชวงศ์หมิงสวรรคต ในปี ค.ศ.1398

ทั้งนี้ในเวลาต่อมารูปแบบการสร้างสุสานของ จูหยวนจาง ได้ตกทอดมายัง ฮ่องเต้องค์ต่อๆ มาของราชวงศ์หมิง และราชวงศ์ชิง (แต่สุสานของฮ่องเต้ราชวงศ์หมิงส่วนใหญ่อยู่ที่ 'ปักกิ่ง' หลังจากมีการย้ายเมืองหลวงมาในรัชสมัยหย่งเล่อ) จะเรียกว่า สุสานหมิง (???) แห่งนี้เป็นต้นแบบของสุสานฮ่องเต้หมิง-ชิง องค์ถัดๆ มาก็คงไม่ผิดนัก

แสงและเงา ยามเย็น ทั้งนี้นอกจากการสร้างสุสานของพระองค์เอง แล้วองค์ฮ่องเต้หงอู่ (จูหยวนจาง) ยังมีคำสั่งให้มีการโยกย้ายวัดมาทั้งวัด ให้มาตั้งอยู่ในบริเวณเขตภูเขาจงซานด้วย โดยวัดที่ถูกย้ายมานั้นชื่อว่า วัดไคซ่าน (???) อันมีอายุอานามตั้งแต่ ค.ศ.515 แต่เมื่อย้ายมาก็ถูกเปลี่ยนชื่อให้เป็นวัดหลิงกู่ (???)

หลังจากผ่านวงจรแห่งการถูกทำลายและบูรณะใหม่มาหลายรอบ เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ.2546 สุสานหมิง ได้ถูกขึ้นทะเบียนให้เป็นหนึ่งในมรดกโลกทางวัฒนธรรมจากองค์กรยูเนสโก ทำให้พื้นที่ทั้งบริเวณเขตทัศนียภาพจงซาน มีนักท่องเที่ยวมาเยือนอย่างไม่ขาดสาย โดยเฉพาะในช่วงฤดูใบไม้ผลิ และ ฤดูใบไม้ร่วงที่อากาศกำลังเย็นสบาย

ดังที่ผมเคยกล่าวไปแล้วหลายครั้งว่า การมาเยือนเมืองจีนนั้นหากไม่มีความรู้หรือความเข้าใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์จีน สิ่งที่หลงเหลือให้ผู้มาเยือนได้เห็นนั้นก็อาจเป็นได้เพียงแค่เศษซากก้อนหินเก่าๆ สุสานของปฐมจักรพรรดิแห่งราชวงศ์หมิง และ วัดหลิงกู่ ก็เช่นกัน สถานที่ทั้งสองแห่งผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านสงคราม ผ่านการเผา ทำลาย มานานกว่า 600 ปี สิ่งที่เหลือทิ้งไว้ให้เห็นแก่สายตาจึงไม่มีให้ตื่นใจได้มากนัก (อย่างไรก็ตามสุสานของจูหยวนจาง ก็ยังไม่มีการขุดขึ้นมาจนกระทั่งทุกวันนี้)

ส่วนวัดหลิงกู่นั้น ก็มีเพียง วิหารไร้คาน (???) ทรงยุโรปเป็นอาคารเดียวที่หลงเหลือสภาพเดิมมาให้เราเห็นกัน

ปัจจุบันภายในวิหารไร้คานแห่งนี้มีป้ายสลักชื่อทหาร 33,224 คนของพรรคก๊กมินตั๋งที่เสียชีวิตในสงครามปฏิวัติที่สู้กับขุนศึกภาคเหนือ นอกจากนี้ก็ยังมีการจัดสร้างเป็นหอที่ระลึกการ ปฏิวัติซินไฮ่เกอมิ่งของจีน (???????: ค.ศ.1911) โดยมีการจัดแสดงประวัติศาสตร์จีนประกอบหุ่นขี้ผึ้ง ตั้งแต่ยุคสงครามฝิ่นที่นำมาสู่สนธิสัญญานานกิง (เซ็นปี ค.ศ.1842) เรื่อยมาจนถึง การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงจีนเป็นสาธารณรัฐ

บรรยากาศสงบเงียบภายในสวนตรงข้ามสุสานหมิง

ทางเดินที่เรียงรายไปด้วยรูปหินสลัก ของเหล่าองครักษ์ที่คอยปกป้องสุสาน หลังจากเดินชมประวัติศาสตร์จีนมาแบบเต็มอิ่มทั้งวัน ผมเดินออกมาจากประตูใหญ่ ข้ามถนนมายังสวนสาธารณะที่อยู่ด้านตรงข้าม เวลาเย็น เมื่ออุณหภูมิจากแสงแดดลดระดับลงมาหน่อย ก็เริ่มมีชาวบ้านออกมานั่งพักผ่อนหย่อนใจ เล่นกีฬา ปิกนิกกันตามสนามหญ้า ใต้ต้นไม้

เมื่อเดินอ้อมสวนสาธารณะออกมา ผมก็พบกับถนนอีกด้านหนึ่ง ... ถนนด้านนี้เป็นถนนอีกเส้นที่ผ่านไปยัง 'สุสานหมิง' เกาะกลางของถนนเส้นนี้เรียงรายไปด้วยรูปแกะสลักหินของนักรบ และ รูปแกะสลักหินของสัตว์นำโชคต่างๆ ตามความเชื่อของจีน อย่างเช่น อูฐ กิเลน สิงโต ม้า

หินสลักรูปสัตว์และนักรบ เหล่านี้นั้น ถูกแกะขึ้นพร้อมกับการสร้างสุสานขององค์ฮ่องเต้ โดยหินสลักนักรบนั้นจะยืนเป็นคู่เรียงกันไป ส่วนหินสลักรูปสัตว์นั้น สัตว์แต่ละชนิดจะมี 4 ตัว แบ่งเป็น "คู่ที่ยืน" และ "คู่ที่นั่ง" โดยสาเหตุที่ต้องมีการแกะสลักสัตว์แต่ละชนิด 4 ตัวนั้น ก็มีที่มาที่ไปตามความเชื่อที่ว่า เพื่อที่จะให้สัตว์เหล่านี้นั้นสามารถที่จะปกป้องสุสานขององค์ฮ่องเต้ได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเวลางาน (ยืน) หรือ เวลาพักผ่อน (นั่ง)

.... ยังดีที่ 600 กว่าปีที่ผ่านมา ยังไม่มีข่าว รูปแกะสลักหินก่อม็อบออกมาประท้วงว่าถูกขูดรีดแรงงาน : )

ข้อมูลจาก

อ่านเพิ่มเติม :

- ประวัติศาสตร์จีน สำหรับการย้ายเมืองหลวงจาก หนานจิง มายัง ปักกิ่ง - หลังกำแพงแดง (1) จากคอลัมน์จากโลกคนละซีก โดย วริษฐ์ ลิ้มทองกุล (10 ธ.ค. 2546)

Tips สำหรับการเดินทาง :

การขึ้นไปยังยอดเขาจื่อจินนั้น หากไม่ต้องการเดินก็มีทางรถขึ้นไปถึง โดยสามารถเรียกรถรับจ้างได้ที่ตีนเขา หรือ ค่ากระเช้า เที่ยวเดียว 25 หยวน/ไปกลับ 45 หยวน ทั้งนี้บนยอดเขานอกจากทิวทัศน์ของเมืองหนานจิงแล้วก็ไม่มีโบราณสถานสำคัญอะไร บัตรค่าเข้าสุสานหมิง ราคา 50 หยวน แนะนำให้ซื้อเป็นบัตรชุดเข้าได้ 3 แห่ง "สุสานหมิง-สุสานดร.ซุนยัดเซ็น-วัดหลิงกู่ซื่อ" ในราคา 80 หยวน (จากราคาเต็ม 105 หยวน) โดยหากเที่ยววันเดียวไม่ครบก็ยังสามารถนำบัตรเดิมมาเที่ยวแห่งที่ยังไม่ได้เข้าได้ในวันอื่น ในวัดหลิงกู่มีจักรยาน และ รถสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าให้เช่าในราคาชั่วโมงละ 10 หยวน และ 15 หยวนตามลำดับ (ค่าประกัน 100 หยวน) เป็นวัดที่เหมาะกับการพักผ่อนหย่อนใจเพราะต้นไม้เยอะ และมีสระน้ำอยู่ด้านหน้าวัด

อ่านเพิ่มเติม :

- ประวัติศาสตร์จีน สำหรับการย้ายเมืองหลวงจาก หนานจิง มายัง ปักกิ่ง - หลังกำแพงแดง (1) จากคอลัมน์จากโลกคนละซีก โดย วริษฐ์ ลิ้มทองกุล (10 ธ.ค. 2546)

Tips สำหรับการเดินทาง :

การขึ้นไปยังยอดเขาจื่อจินนั้น หากไม่ต้องการเดินก็มีทางรถขึ้นไปถึง โดยสามารถเรียกรถรับจ้างได้ที่ตีนเขา หรือ ค่ากระเช้า เที่ยวเดียว 25 หยวน/ไปกลับ 45 หยวน ทั้งนี้บนยอดเขานอกจากทิวทัศน์ของเมืองหนานจิงแล้วก็ไม่มีโบราณสถานสำคัญอะไร บัตรค่าเข้าสุสานหมิง ราคา 50 หยวน แนะนำให้ซื้อเป็นบัตรชุดเข้าได้ 3 แห่ง "สุสานหมิง-สุสานดร.ซุนยัดเซ็น-วัดหลิงกู่ซื่อ" ในราคา 80 หยวน (จากราคาเต็ม 105 หยวน) โดยหากเที่ยววันเดียวไม่ครบก็ยังสามารถนำบัตรเดิมมาเที่ยวแห่งที่ยังไม่ได้เข้าได้ในวันอื่น ในวัดหลิงกู่มีจักรยาน และ รถสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าให้เช่าในราคาชั่วโมงละ 10 หยวน และ 15 หยวนตามลำดับ (ค่าประกัน 100 หยวน) เป็นวัดที่เหมาะกับการพักผ่อนหย่อนใจเพราะต้นไม้เยอะ และมีสระน้ำอยู่ด้านหน้าวัด
5 ที่พักแนว "Camping" สุดสบาย ไฮโซ ที่ต้องเดินทางมา!

5 ที่พักแนว "Camping" สุดสบาย ไฮโซ ที่ต้องเดินทางมา!

ททท.ชวนตื่นตาตื่นใจกับแก๊งโคมไฟ “ไดโน่”

ททท.ชวนตื่นตาตื่นใจกับแก๊งโคมไฟ “ไดโน่”

เที่ยว“ตาก”หลากสไตล์...ไหว้พระขอพระเจ้าตากสิน

เที่ยว“ตาก”หลากสไตล์...ไหว้พระขอพระเจ้าตากสิน

7 ที่ท่องเที่ยวเดินทางด้วยรถไฟฟรี ถึงงบจะน้อยแค่ไหนแต่ถ้ามีใจก็ไปถึง!!!

7 ที่ท่องเที่ยวเดินทางด้วยรถไฟฟรี ถึงงบจะน้อยแค่ไหนแต่ถ้ามีใจก็ไปถึง!!!

"น่าน" น่ะสิ ดีต่อใจ ตาม นายและแม่หมู เสียงสมบุญ  #เที่ยวไทยเท่ เมืองน่านมีอะไรเท่? ที่นี่มีคำตอบ

"น่าน" น่ะสิ ดีต่อใจ ตาม นายและแม่หมู เสียงสมบุญ #เที่ยวไทยเท่ เมืองน่านมีอะไรเท่? ที่นี่มีคำตอบ

"ล่องแพไม้ไผ่สุดชิว ที่วังเคียงคู่"

"ล่องแพไม้ไผ่สุดชิว ที่วังเคียงคู่"

ล่องเรือยาง ผสานเรือไม้ไผ่ ชมอันซีน "ถ้ำพุงช้าง"

ล่องเรือยาง ผสานเรือไม้ไผ่ ชมอันซีน "ถ้ำพุงช้าง"

ONE DAY CHILL หาดไร่เลย์ หาดถ้ำพระนาง ไปเอง ไม่ง้อทัวร์

ONE DAY CHILL หาดไร่เลย์ หาดถ้ำพระนาง ไปเอง ไม่ง้อทัวร์

หนีร้อนไปนอนแพที่ "เขื่อนเชี่ยวหลาน" กันไหม?

หนีร้อนไปนอนแพที่ "เขื่อนเชี่ยวหลาน" กันไหม?

ช้อปสุดฟิน ชิมสุดมันส์ ชิลสุดพลัง"ตลาดนัดมะลิเลียบด่วนเมืองทอง"

ช้อปสุดฟิน ชิมสุดมันส์ ชิลสุดพลัง"ตลาดนัดมะลิเลียบด่วนเมืองทอง"

มหัศจรรย์แห่งท้องทะเลไทย กับ 5 เกาะทะเลแหวกสุดอันซีน!!

มหัศจรรย์แห่งท้องทะเลไทย กับ 5 เกาะทะเลแหวกสุดอันซีน!!

10 อันดับแหล่งท่องเที่ยวใกล้กรุง "ONE DAY TRIP" ไม่ค้าง ไม่พัก วันเดียวก็ลุยได้

10 อันดับแหล่งท่องเที่ยวใกล้กรุง "ONE DAY TRIP" ไม่ค้าง ไม่พัก วันเดียวก็ลุยได้

ถ้ำมหัศจรรย์เมืองกาญ "วัดถ้ำพุหว้า"

ถ้ำมหัศจรรย์เมืองกาญ "วัดถ้ำพุหว้า"

5 ที่เที่ยวสุดชิคบนเกาะสีชัง ความคลาสสิคใจกลางทะเลอ่าวไทย!! ไปง่ายใกล้กรุงเทพ

5 ที่เที่ยวสุดชิคบนเกาะสีชัง ความคลาสสิคใจกลางทะเลอ่าวไทย!! ไปง่ายใกล้กรุงเทพ

พาชมหน้าหนาวที่แล้ว!! ดอยเสมอดาวจังหวัดน่าน

พาชมหน้าหนาวที่แล้ว!! ดอยเสมอดาวจังหวัดน่าน

โอกาศสุดท้ายสำหรับคนที่พลาดเล่นน้ำสงกรานต์!! รวมข้อมูลโค้งสุดท้ายงานสงกรานต์พระประแดงและวันไหลพัทยา

โอกาศสุดท้ายสำหรับคนที่พลาดเล่นน้ำสงกรานต์!! รวมข้อมูลโค้งสุดท้ายงานสงกรานต์พระประแดงและวันไหลพัทยา

พาตะลุยเที่ยว 24 ชม. @เขาสามร้อยยอด

พาตะลุยเที่ยว 24 ชม. @เขาสามร้อยยอด

ไปถ่ายรูปกัน! "สะพานคู่"สะพานสุดโรแมนติก ณ หาดแม่รำพึง จ.ระยอง

ไปถ่ายรูปกัน! "สะพานคู่"สะพานสุดโรแมนติก ณ หาดแม่รำพึง จ.ระยอง

สงกรานต์จัดเต็ม!! Flow Songkarn Festival ณ FlowHouse Bangkok 13-15 เมษายน

สงกรานต์จัดเต็ม!! Flow Songkarn Festival ณ FlowHouse Bangkok 13-15 เมษายน

จุดชมวิว "หอคอยบรรหาร-แจ่มใส" แลนด์มาร์คใหม่เมืองสุพรรณ

จุดชมวิว "หอคอยบรรหาร-แจ่มใส" แลนด์มาร์คใหม่เมืองสุพรรณ

ส่งอีเมล์ให้เพื่อน

ส่งให้เพื่อนหลายคนใส่ “,” (ส่งพร้อมกันมากสุด 50 อีเมล์)

ส่งอีเมล์